Categories
อาหาร

น้ำพริกปลาแซลมอน จับเครื่องน้ำพริกไปย่างหรือคั่วจนหอม ลองเลย

น้ำพริกปลาแซลมอน จับเครื่องน้ำพริกไปย่างหรือคั่วจนหอม ลองเลย

น้ำพริกแห้ง

เมนูสุดแซ่บ ที่คุณสามารถทำเองได้ไม่ยากเลย ลองทำเองดูได้ จากสูตรที่นี่ ต้นทุนไม่แพง ทานได้หลายมื้อ หรือแม้กระทั่งจะทำขาย เมนูน้ำพริก เมนูสร้างอาชีพ จะทานคู่กับผักแนมต่างๆ เช่น ผักบุ้งลวก กล่ำลวก หรือ มะเขือลวก ก็ได้หมด หรือจะเป็นผักที่ตัวเองชอบก็ได้ เพิ่มรสชาติซี้ดซ้าดในมื้ออาหารของคุณ กับวิธีทำที่แสนง่ายต่อไปนี้

ส่วนผสม  น้ำพริกปลาแซลมอน

  • เนื้อปลาแซลมอน 200 กรัม
  • พริกอ่อน 2 เม็ด
  • พริกขี้หนู 10 เม็ด
  • หอมแดง 5 หัว
  • กระเทียม 10 กลีบ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  • น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ น้ำพริกปลาแซลมอน

     1. นำพริกขี้หนู พริกอ่อน กระเทียม และหอมแดง ไปย่างหรือคั่วในกระทะจนสุกได้ที่แล้วให้นำมาใส่ครก ตำพอหยาบ
2. นำปลาแซลมอนไปย่าง หรือนาบกับกระทะพอสุกสีสวยแล้วใส่ลงครกตำ ปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย น้ำปลา และน้ำมะนาว คนส่วนผสมให้เข้ากันดี ชิมรสตามชอบ เสิร์ฟพร้อมผักและข้าวเหนียว

Categories
ดูหนังออนไลน์ฟรี

วิจารณ์หนัง ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ กับนักแสดงมากฝีมือ

วิจารณ์หนัง ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ กับนักแสดงมากฝีมือ

30 ข้อ วิเคราะห์หนัง Freelance ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ… [สปอยสุดติ่ง] - Pantip

วิจารณ์หนัง ผมขออนุญาตแยกวิเคราะห์ตัวละครนะครับ

1.หมออิม

หนังแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่หมอทุกคนที่จะเก่ง
และใช่ว่าเป็นหมอแล้วจะเก่งทุกเรื่อง

หมออิมเคยลองใช้ Photoshop แล้ว
แต่สุดท้ายก็ทำไม่เป็น ในขณะที่ยุ่นใช้มันคล่องมาก

“ทักษะต่างๆเป็นของใครของมัน

เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้”

หมออิมสั่งห้ามยุ่นนอนดึก
แต่หมออิมเองก็นอนดึกเมื่อถึงเวลาต้องอ่านหนังสือสอบ
ทำให้เห็นว่าคนเรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำเพื่อสุขภาพที่ดี
แต่เราจะทำมั้ย ก็มีปัจจัยอื่นๆมา มันอยู่ที่เราเลือกเองทั้งนั้น

แม้จะเป็นหมอเองก็ตาม

2.เจ๋

เพื่อนร่วมงานที่เป็นเหมือนเพื่อนสนิทที่สุดของยุ่นในเรื่องนี้ก็ว่าได้
จะเห็นได้ว่าเจ๋เป็นคนที่จริงจังกับงานมาก ทวงงานยุ่นยิกๆ
และพร้อมจะหาแผนสำรองให้กับงานโดยการโทรเรียกเจิดมาช่วย
จนกระทั่งยุ่นขอร้องและรับปากว่าทำเสร็จทัน

เจ๋เป็นเหมือนตัวแทนของเพื่อนร่วมงานที่เป็นเพื่อนที่ดี
พร้อมให้การสนับสนุนเพื่อนตลอดเวลา และในขณะเดียวกัน
เจ๋ก็จัดการกับชีวิตตัวเองได้ดี

เมื่อถึงคราวที่ต้องเลือก
เจ๋เลือกครอบครัวไม่ได้เลือกงาน
เพราะการหามรุ่งหามค่ำมันอาจจะมีผลกระทบกับลูกเจ๋

และจุดเปลี่ยนเรื่องลูกเจ๋นี่เอง
ที่ทำให้ยุ่นพบกับจุดเปลี่ยนว่า

Contact Point เดียวของเขากำลังจะหายไป

จริงๆหนังได้ทำให้เห็นตั้งแต่ตอนเจ๋ไปญี่ปุ่นแล้ว ว่ายุ่นไม่มีใคร
(รวมถึงโทรศัพท์ที่มีแต่โทรหาเจ๋)

ซึ่งนั่นทำให้ตอนที่เจ๋ลาออกจากงาน ยุ่นถึงเป็นเดือดเป็นร้อนมาก

3.พี่เป้ง

ตัวละครพี่เป้งสะท้อนอะไรหลายๆอย่าง
คนบางคนสนใจแต่เรื่องงาน และพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมาย
ถามว่าตอนดูหนังแล้วเรารู้สึกอย่างไรกับพี่เป้ง
เราอาจจะต้องย้อนดูตัวเราเองว่าตอนที่เราทำงาน
เราทำตัวใกล้เคียงกับพี่เป้งบ้างรึเปล่า

พี่เป้งคือคนที่เอาผลประโยชน์และตัวงานเป็นที่ตั้ง
จนไม่ได้คำนึงถึงเพื่อนร่วมงาน

คำชื่นชมของพี่เป้งล้วนเป็นไปเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วง
ถ้วยรางวัลมากมายจึงเป็นของพี่เป้ง
เพราะพี่เป้งเป็นคนที่ทำให้งานมันสำเร็จลงได้ (ไม่ว่าจะใช้ใครก็ตาม)
พี่เป้งถึงได้เป็นผู้จ้าง ไม่ใช่ลูกจ้าง

ภาพลักษณ์ของพี่เป้งดูเลวร้ายในสายตาของเจ๋
แต่ถ้ามองในมุมของธุรกิจก็อาจจะพูดได้ว่าคนแบบนี้แหละ ที่ลูกค้าต้องใช้

งานชิ้นสำคัญของ Lisa ถึงได้ถูกมอบให้พี่เป้ง
หาคนที่สามารถทำงานสเกล2เดือน เสร็จภายใน 2สัปดาห์
และหวยมาออกที่ยุ่น ผู้ซึ่งกำลังเฟล และตบปากรับคำไปนั่นเอง

4.ไก่

พนักงานเซเว่นผู้ให้คำปรึกษา และเพื่อนยามดึกของยุ่น
ตัวละครนี้ทำให้รู้ว่ายุ่นนอนดึกติดต่อกันมายาวนาน
ไก่เป็นเหมือนคนที่คอย Support ยุ่นให้ยุ่นทำงานเสร็จกลายๆ
(ขายอาหาร/ ช่วยตีแบดให้ยุ่นตาสว่าง)

5.พงศธร

เพื่อนสนิทที่ยุ่นคิดเอาเองว่าสนิท
แต่ยุ่นทำตัวเหินห่างกับพงศธรมาก
อันที่จริงเมื่อเราเติบโตขึ้น
เราก็ย่อมห่างเหินกับสังคมเก่าๆไปบ้าง

อย่างพงศธร น่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่ง…ที่ยุ่นละเลยมาก
มากจนถึงขนาดไปนั่งทำงานในงานศพของพ่อพงศธร
…ซึ่งพงศธรก็ถึงกับบอกว่า

“ถ้ามึงยุ่งมาก งานศพกูมึงไม่ต้องมาก็ได้”

ในมุมมองของพงศธรนั้น
ยุ่นก็อาจจะไม่ใช่คนที่สนิทเท่ากับที่ยุ่นคิดแล้ว
(แต่เอาเข้าจริงตอนนึกถึงพงศธรในงานศพของยุ่น พงศธรก็ไม่ได้มาเป็นลำดับแรกๆนะ)

ชีวิตของพวกเราก็มีเพื่อนที่เป็นเหมือนพงศธรอยู่บ้างล่ะครับ ลองนึกดีๆ

6.แม่

เป็นคนที่ถูกลืมที่สุดในหนังเรื่องนี้
มีแต่คำบอกเล่าเฉยๆ
และพีคมากตรงฉากงานศพ
ที่แม่เป็นคนเดียวที่หันหลัง

และพอตัดกล้องกลับมาด้านหน้าเห็นแต่ภาพมุมไกลๆ
เอาเข้าจริงผมคิดว่าหนังพยายามจะสื่อให้เห็นว่ายุ่นให้ความสำคัญกับครอบครัวน้อยมาก
ขนาดมีเวลาว่างๆตั้งหลายเดือนแล้ว ยุ่นยังไม่ได้ตัดต่อรูปให้แม่เลย

7.ยุ่น

จากที่กล่าวมาทั้งหมด6ตัวละครข้างต้น

ผมคิดว่ายุ่นเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับงานสูงสุด

จนลืมทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างไป

กับหมออิม – ยุ่นทำให้เห็นว่างานสำคัญกว่าสุขภาพหลายต่อหลายครั้ง
กับเจ๋ – ยุ่นโกรธเจ๋ที่เจ๋เลือกครอบครัวมาก่อนงาน และนั่นทำให้ยุ่นเคว้ง
กับพี่เป้ง – ยุ่นดูจะนับถือและเชื่อใจพี่เป้ง จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์หัวฟาดโต๊ะนั่นล่ะ
กับพงศธร – เห็นๆกันอยู่ว่างานมาก่อนเพื่อน
กับไก่ – เป็นตัวช่วยที่ Support ให้ยุ่นทำงานได้ เลยเป็นคนที่ยุ่นนึกถึงในงานศพ (ถ้าจำไม่ผิดจะมาถัดจากเจ๋เลย)
กับแม่ – ขอสรุปแบบใจร้ายเลยนะ สำหรับยุ่น

งาน > เพื่อนร่วมงาน > เพื่อน > แม่

8.เจิด

ผู้นับถือยุ่น และมองว่ายุ่นผู้บ้างานคือความเท่

และคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จแบบยุ่น

เป็นอะไรที่สร้างความเข้มข้นให้กับหนังได้มาก

เพราะเมื่อยุ่นใส่ใจกับงานน้อยลง ก็จะตามหลังเจิดในทันที

ก็เหมือนกับชีวิตการทำงานของใครๆก็ตามที่มักจะมีคลื่นลูกใหม่ตามมาเสมอ

9.Freelance

ชื่ออาจจะฟรี แต่ทำจริงๆไม่ฟรี

หนังได้นำเสนอให้เห็นว่าอาชีพนี้ถ้าเอาจริงเอาจังและจะเป็นมือหนึ่งแบบยุ่น

มันหยุดไม่ได้ ถ้านึกจะหยุดก็หยุด ก็จะไม่มีคนจ้าง

สิ่งนี้ทำให้เห็นว่ามันแทบจะไม่ได้ต่างกับพนักงานออฟฟิสเลยด้วยซ้ำ

ใครทุ่มเทมาก ก็มีโอกาสจะก้าวหน้าได้มาก

แต่ถ้าไม่ทุ่มเทก็พร้อมจะถูกเขี่ยออกจากวงการ (ไม่มีคนจ้าง)

เหมือนกับพนักงานออฟฟิสที่ไม่ก้าวหน้านั่นเอง

10.Work Life Balance

เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าชัดที่สุดในหนังเรื่องนี้เลยครับ

ยุ่นคิดว่าการโหมทำงานหนักจะทำให้ได้งานที่ออกมาดี

แต่นอกจากสุขภาพจะพังแล้ว งานก็ยังไม่เสร็จตามกำหนดอยู่ดี

ซึ่งเมื่องานไม่เสร็จ ชีวิตยุ่นก็ยังเดินต่อไปได้ แม้ว่าอาจจะเสียเครดิตเรื่องงานไป แต่ยุ่นก็ยังมีชีวิต

การโหมงานจนเสียชีวิตนั้นคงไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น

เอาจริงๆผมอยากให้หนังตัดจบตั้งแต่ยุ่นล้มหัวฟาดพื้นเลยนะ

ถ้าตายฉากนั้นจะ EPIC มากๆ คงเป็นหนังที่น่าจดจำที่สุดในรอบหลายปีเลย (แอบโหด)

เพราะถ้ายุ่นตายแล้ว งานมันก็คือไม่เสร็จอยู่ดี และจะพีคกว่าถ้าสุดท้ายพี่เป้งให้เจิดทำต่อ

แต่นั่นล่ะ ถึงในหนังเรื่องนี้จะไม่ได้กล่าวไว้ แต่พี่เป้งก็คงหาคนมาทำแทนยุ่นจนเสร็จอยู่ดี

การที่หนังไม่ให้ยุ่นตายก็อาจจะเพื่อเปิดทางให้พี่เป้งยกคอมมาให้ยุ่นในฉากถัดมา

เพื่อแสดงให้เห็นว่าคนแบบนี้ก็มีอยู่จริงแหละ ถึงคนที่ทำงานให้จะป่วยแต่ก็ยังอยากได้งาน

ถ้ายุ่นไม่รู้จัก Balance ชีวิตตัวเอง ก็คงต้องป่วยตายเข้าสักวัน

…และถ้าสังเกตขอบตาพี่เป้งไม่ได้คล้ำนะ ดูหนังออนไลน์ไทย

Categories
ดูหนังออนไลน์ฟรี

รีวิวหนัง โรแมนติก-คอมเมดี้ “กวน มึน โฮ” ความรัก ความทรงจำ ความรู้จัก

รีวิวหนัง โรแมนติก-คอมเมดี้ “กวน มึน โฮ” ความรัก ความทรงจำ ความรู้จัก

ดอกไวโอเล็ตกับเจ้าเต่าทอง: กวน มึน โฮ

รีวิวหนัง โรแมนติก-คอมเมดี้ กวน มึน โฮ ตอนแรกที่ผมได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้ นึกว่า เป็นหนังเกาหลี อีกอย่างหนึ่งต้องยอมรับครับว่าระยะหลังนี้หนังเกาหลีมาตีตลาดหนังไทยเราเป็นอย่างมาก เรียกว่า ตีตลาดทั้งจอเงินและจอแก้วเลยทีเดียว ก็ไม่น่าแปลกใจที่จะมีหนังชื่อเกาหลีออกมาอีกสักเรื่อง แต่พออ่านไปๆ อ้าว…ชื่อภาพยนตร์ไทยนิหน่า

กวน มึน โฮ เป็นภาพยตร์คุณภาพเรื่องล่าสุด จากค่ายหนังดัง GTH ที่ได้ บรรจง ปิสัญธนะกูล (โต้ง) มาเป็นผู้กำกับ และถ้าจะให้พูดถึงผู้กำกับคนนี้ ผมขอยกนิ้วหัวแม่มือให้เลยครับทั้งสองมือ โต้ง เกิดจากการเป็นผู้กำกับ เรื่อง “ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ”

ซึ่งเรื่องแรกก็ทำรายได้ไปร้อยกว่าล้านแล้ว แล้วยังถูกเมืองนอกซื้อไปทำใหม่(รีเมก)อีกต่างหาก เรียกว่าเรื่องแรกก็ได้ทั้ง เงินและรางวัลเชียวล่ะ พอมาเรื่องที่สอง “แฝด” ก็ทำรายได้ไม่น้อยหน้าไปกว่าเรื่องแรกสักเท่าไหร่นัก มาเรื่องที่ สามอย่าง “4แพร่ง”

ตอน คนกลาง เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ถูกกล่าวมากที่สุดในบรรดาทั้ง 4 ตอนของหนัง ว่าเป็นตอนที่สนุกที่สุด พอมีเรื่อง “5แพร่ง” ตอนคนกอง ทุกคนก็จับตามาที่ผู้กำกับคนนี้เลยที่เดียวว่าเขาจะมีมุกอะไรจะมาเสนออีก ซึ่งคนดูก็ไม่เคยผิดหวังกับการกำกับของคุณโต้งเลยสักครั้ง แม้จะเป็นมุกเดิมๆ
ที่มาหลอกใช้อีกแต่ก็เป็นการหลอกที่สนิทใจเลยที่เดียว กับเรื่อง กวน มึน โฮ นี้ ถือว่าเป็นการกำกับภาพยนตร์รักโรแมนติกเรื่องแรก

ของคุณโต้งก็ว่าได้เพราะว่าทั้ง 4 เรื่องที่ผ่านมาคุณโต้งกำกับแต่หนังผีทั้งสิ้น กวน มึน โฮ เป็นเรื่องราวของ ชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งที่ได้เลือกไปเที่ยวเกาหลีด้วยเหตุผลที่ไม่ซ้ำใคร
และทั้งคู่ก็ไม่ได้ไปด้วยกันไม่รู้จักกันมาก่อน ชายหนุ่ม (เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี ) ผู้ชายที่จะไปย่ำแดนกิมจิด้วยรองเท้าแตะคีบ และเสื้อยืดย้วยๆ

บวกกางเกงขาสั้น เขาเป็นคนเดียวในกรุ๊ปทัวร์ที่ไม่มีครอบครัวหรือคนรักมาด้วย บางทีที่นั่งว่างเปล่าข้างๆ อาจเป็น สาเหตุ ให้เขาเมามายขนาดนี้ในวันเดินทางก็เป็นไปได้ ส่วนหญิงสาว
(หนูนาหนึ่งธิดา โสภณ) หญิงสาวที่หลงไหลในดินแดนโสมและที่สำคัญเธออยากมาอยู่ในที่ที่เป็นโลเก
ชั่นซีรีย์สสุดฮิตของเกาหลีที่เธอดูจนติดงอมแงม

โดยเอางานแต่งของเพื่อนที่อยู่เกาหลีมาเป็นข้ออ้างกับแฟนหนุ่มของเธอในการเดินทางมาในครั้งนี้ ชายหนุ่มอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมหญิงสาวถึงมาเที่ยวคนเดียว
เธอตอบง่ายๆว่า เที่ยวคนเดียวไม่ต้องเกรงใจใคร อยากไปไหนก็ไป ไม่ต้องทะเลาะกับใครด้วย อาจเพราะความคะนอง

หรือ ความเหงาเต็มที่ก็สุดจะเดา อยู่ๆ ชายหนุ่มก็ยื่นข้อเสนอ “งั้นเรามาเที่ยวด้วยกันมั้ย ถ้าเธอไม่ชอบเที่ยวกับคนรู้จักเราก็ไม่ต้องรู้จักกัน ไม่รู้ชื่อ ไม่รู้ข้อมูลส่วนตัว เราจะเป็นแค่คนแปลกหน้าสองคนที่ไปเที่ยวด้วยกัน” จากนั้นเรื่องกวนๆ มึนๆ ก็เริ่มเกิดขึ้น

ในส่วนรวมๆของเรื่องแล้ว สอบผ่านเลยที่เดียว อาจจะเป็นการลองของใหม่ ของโต้งก็ได้ ในเรื่องนี้
ช่วงครึ่งแรกของหนังจะเป็นแบบกวนๆ ฮาๆ มึนๆ เรียกเสียงหัวเราะให้คนดูได้ตลอดเวลา ส่วนครึ่งหลังของเรื่อง พี่ท่านอัดดราม่าแบบเต็มสูบเลย แต่เป็นดราม่าที่น่าติดตามยิ่งนัก บางฉากบางคนถึงกับกลั่นน้ำตาไม่อยู่เลยก็มี เรียกว่าถ้าไม่แน่จริง ครึ่งหลังจะเสี่ยงมากกับการดูแล้วน่าเบื่อน่าง่วงนอน แต่กับเรื่องนี้

อาการที่ว่าไม่เกิดกับคนดูสักคน ตัวหนังพยายามให้คนดูลุ้นอยู่ตลอดเวลาว่า ทั้งคู่ชื่ออะไรกัน จะบอกกันตอนไหน ถึงแม้ว่าจะเป็นฉากดราม่าแรงๆแล้ว ตัวละครก็ยังไม่ปริปากบอกชื่อตัวเองเลยสักครั้ง และอาจจะเป็นธรรมเนียมไปเสียแล้ว สำหรับค่ายหนังค่ายนี้กับคำคมในหนังที่ใคร ต่อใครหลายๆคนชอบกันนักชอบกันหนา
“คุณจะรักฉันได้ยังไง เราไม่รู้จักกัน

ชื่อฉันคุณยังไม่รู้จักเลย ” “ผมรู้แค่ว่า เวลาที่ได้อยู่กะคุณ ผมแม่งโครตมีความสุข อย่างนี้เค้าเรียกว่ารักปะ” เรียกว่าเป็นประโยคที่โดนไปเต็มๆ ในเรื่องของ ฉากนั้นเราอาจจะแปลกตาสักหน่อย เพราะน้อยเรื่องนักที่คนดูหนังไทย จะเห็นภาพที่เป็นสถานที่ต่างประเทศทั้งเรื่อง ซึ่งแต่ละสถานที่เราก็ไม่เคยคุ้นตาสักเท่าไหร่ นั้นเป็นผลดีสำหรับนักสร้างหนัง และคนดู คนสร้างหาอะไรแปลกๆใหม่ๆมาเสนอ คนดูได้เห็นสิ่งใหม่ๆที่แปลกหูแปลกตาไป
เรียกว่าได้ดีทั้งสองทาง

งานนี้เอาคะแนนไปอีกหนึ่งกระบุง นักแสดงนำเรื่องนี้ถือว่าน้อยมากเพราะว่ามี แค่ 2 คน คือ เต๋อ กับหนูนา ในส่วนของเต๋อนั้น ตัวจริงกับในภาพยนตร์เหมือนเป็นตัวตนคนเดียวกันเลย เพราะตัวจริงของเต๋อก็จะเป็นคนกวนๆ เหมือนในหนังเช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้น โต้งเลือกนักแสดงไม่ผิดในส่วนการแสดงของเต๋อที่ผ่านมา อย่าง เรื่อง “ปิดเทอมใหญ่…หัวใจว้าวุ่น” และ “โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต” ก็การันตีการแสดงของเต๋อพอสมควร แต่เรื่องนี้ ผมว่าการแสดงของเต๋อพัฒนาขึ้นอีกระดับนะครับ เรียกว่าแสดงได้ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากขึ้น

เพราะสองเรื่องที่ผ่านมาเต๋อยังเล่นแข็งๆอยู่ และความสามรถของเต๋ออีกอย่างก็คือ ร่วมเขียนบทในภาพยนตร์เรื่องนี้ เรียกว่าเขียนบทให้ตัวเองเล่นนั้นแหละ ดูหนังออนไลน์ไทย

Categories
ขนม ของหวาน

พุดดิ้งชาไทย คนผสมให้เข้ากันแล้วจับไปแช่เย็นจนเซตตัว ลองเลย

พุดดิ้งชาไทย คนผสมให้เข้ากันแล้วจับไปแช่เย็นจนเซตตัว ลองเลย

พุดดิ้งชาไทย

วันนี้เราขอเสนอ วิธีทำพุดดิ้ง ทำเองได้ไม่ยากเลย แถมค่าใช้จ่ายไม่เยอะ สามารถทำเป็นเมนูสร้างอาชีพได้เลยแหละทุกคน แถมยังอร่อยถูกปากเราอีกด้วย
สามารถกะรสชาติที่เราชอบได้เลย หวานไปก็ลดน้ำตาล หวานน้อยก็สามารถเติมได้เลย แถมสามารถตกแต่งหน้าตาที่เราชอบได้เลย

ส่วนผสม พุดดิ้งชาไทย

  • ผงชาไทย 1/2 ถ้วย
  • น้ำตาลทราย 1/3 ถ้วย
  • นมข้นหวาน 1/3 ถ้วย
  • นมข้นจืด 1/3 ถ้วย
  • ผงเจลาติน 2 ช้อนโต๊ะ (2 ซอง)
  • น้ำเปล่า 2 ถ้วย (สำหรับต้มชา)
  • น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย (สำหรับผสมเจลาติน)

วิธีทำ พุดดิ้งชาไทย

     1. นำเจลาตินแผ่นไปแช่ในน้ำเย็น อย่างน้อย 5-7 นาที ถ้าเป็นผงก็ให้นำผงเจลาตินมาใส่ในน้ำเปล่า คนเจลาตินผสมในน้ำให้เข้ากันดี แล้ววางไว้ในอุณหภูมิห้อง ประมาณ 5 นาที เจนเซตตัวเป็นเหมือนวุ้นนิ่ม ๆ
2. ทำน้ำชาไทย โดยต้มน้ำให้เดือดหรือเอาเข้าไมโครเวฟทำให้น้ำเดือด เทใส่ผงชาที่ใส่ไว้ในถุงชงชา (อาจใช้ที่กรองกาแฟ ผ้าขาวบาง หรือกระชอนตาถี่ก็ได้) ให้แช่ชาในน้ำร้อนเดือดจัด อย่างน้อย 5 นาที เทน้ำชาออกมาใช้ให้ได้ประมาณ 1 + 1/2 ถ้วย
3. ใส่น้ำตาลทรายกับนมข้นหวาน คนผสมนมข้นหวานให้เข้ากับชา ใส่นมข้นจืด คนผสมให้เข้ากัน
4. ใส่เจลาติน คนให้เจลาตินละลายเข้ากับชา เทใส่แก้วที่เตรียมไว้ ประมาณ 3/4 แก้ว นำเข้าตู้เย็น ประมาณ 2-3 ชั่วโมง นำออกมา ใส่วิปปิ้งครีมด้านบน แต่งด้วยใบมินต์

Categories
ออกแบบบ้าน

ห้องครัวสไตล์เอ็มไพร์ องค์ประกอบ ของความยิ่งใหญ่ในการตกแต่ง

ห้องครัวสไตล์เอ็มไพร์ องค์ประกอบ ของความยิ่งใหญ่ในการตกแต่ง

ห้องครัวสไตล์เอ็มไพร์ ถ้าคุณชอบความหรูหราเล็กน้อยลองพิจารณาสไตล์เอ็มไพร์สำหรับห้องครัวของคุณ นั่นคือการตกแต่งภายในของพระราชวังของ Louvre

และ Versailles รูปแบบของความคลาสสิคสูงในปัจจุบันมักพบในอพาร์ทเมนท์ ครัวสไตล์อิมพีเรียลยังเป็นข้อเสนอสำหรับคนที่อาศัยอยู่ในอาคารอพาร์ตเมนต์

สไตล์เอ็มไพร์: ประวัติย่อ
จักรวรรดิปรากฏในแฟชั่นสถาปัตยกรรมจิตรกรรมและงานศิลปะในสมัยของนโปเลียนนั่นคือในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ดังนั้นชื่อกลางของเขาคือจักรวรรดิ สไตล์อิมพีเรียลหนักถูกตกแต่งด้วยลวดลายอียิปต์ซึ่งศิลปินและนักโบราณคดีที่มาพร้อมกับจักรพรรดิในการเดินทางของเขาย้ายไปดินฝรั่งเศส แนวโน้มยังนำไปใช้กับประวัติศาสตร์อันยาวนานโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกรีกโบราณและโรม ในฐานะที่เป็นชุดสไตล์เอ็มไพร์มันเป็นลักษณะของอนุสาวรีย์และความมั่งคั่งของเครื่องประดับ

ทำไมต้องเลือกอาหารตามสั่งในวันนี้
อาหารสไตล์จักรวรรดิเป็นที่นิยม วันนี้การจัดเรียงของบ้านหรืออพาร์ทเมนท์ได้กลายเป็นไปได้มากขึ้น:

การเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอในรสนิยมในช่วงเวลาปกติ;
การเกิดขึ้นของวัสดุที่ทันสมัยจำนวนมากขยายขีดความสามารถของนักตกแต่ง
การเติบโตของจิตสำนึกสาธารณะและความปรารถนาที่จะคิดใหม่เกี่ยวกับประสบการณ์ที่สะสมของรุ่น

เพื่อสนับสนุนแถลงการณ์ครั้งล่าสุดเราสามารถเพิ่มเติมได้ว่าขอบเขตของรูปแบบของชาตินั้นมีความชัดเจนมานานแล้ว วันนี้ทุกคนเลือกสิ่งที่เขาชอบและมันก็ไม่สำคัญว่ามันเป็นความเรียบง่ายหรือจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ อาหารสไตล์เอ็มไพร์สุดหรูที่ไม่มีใครเทียบ เพดานชั้นประดับประดาแสงที่เลือกอย่างดี หลอดไฟ LED ขนาดเล็กประกอบกับแสงจากศูนย์กลางเพียงพอส่องสว่างบริเวณปรุงอาหารและการใช้อาหารของพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัส

ลักษณะของสไตล์คืออะไร?
เมื่อคุณใช้ สไตล์เอ็มไพร์ ในการออกแบบ ห้องใด ๆ ผลลัพธ์ จะน่าทึ่ง แม้แต่ อาหาร ธรรมดา ที่สุด ก็จะกลาย เป็นพระราชวัง สไตล์ จักรวรรดินี้ ยังคงโดดเด่น ด้วยความคลาสสิค แบบสาย เขาปรากฏ ตัวในช่วงเวลาของนโปเลียนโบนาปาร์ต คลาสสิกมุ่งเน้นไปที่ความคิดเกี่ยวกับสมัยโบราณ และ ในช่วงปลาย ของการกำหนด สัดส่วน ที่เข้มงวด เพิ่มความปรารถนา สำหรับ ความหรูหรา และ ความอุดมสมบูรณ์ ขององค์ประกอบ การตกแต่ง จุดที่ สำคัญ ที่สุด คือความอุดม สมบูรณ์ของทองคำ การปิดทอง และทองแดง เป็นที่ชัดเจน ว่าสไตล์ ไม่ยอมรับพื้นผิวชุบนิกเกิล

สไตล์เอ็มไพร์ โดดเด่น ด้วยความหรูหรา ซึ่งปรากฏ อยู่ทุกที่ ในอดีตมีการตกแต่ง ผนัง ด้วยผ้าทอ ที่อุดม ไปด้วย แต่วันนี้ มีวัสดุ ราคาถูกจำนวนมาก ที่เลียนแบบ และ แทนที่ นี่คือวอลล์เปเปอร์ และ สีต่างๆ อย่างไรก็ตาม ไม่มีการแทน ที่ หน้าต่าง และ ผ้าม่าน ยังคงสร้างผ้า ที่มีราคาแพง ซ้อนกัน เพื่อให้รูปแบบ เน้นเอิกเกริก แน่นอนว่า เนื้อผ้า ไม่ควรแตกต่าง กันในด้าน เนื้อผ้า แต่ควรเสริม ด้วยการตกแต่ง ในรูปแบบของแปรงพู่ ห้อย อุปกรณ์เสริม และอื่น ๆ ห้องครัว ที่ยิ่งใหญ่ และ ศิลปะ ในสไตล์เอ็มไพร์ นั้นเป็นผ้าม่าน หนา ที่ทำจาก ผ้าธรรมชาติ และ มีราคาแพง ข้อกำหนด สไตล์ ที่เข้มงวด

ตกแต่งห้องครัว
ครัวสไตล์ เอ็มไพร์ มีหน้าตา เป็นอย่างไร? หากพื้น ที่นั้นอนุญาต คุณสามารถ กระจาย ห้อง ไปยังโซนต่างๆ ห้องครัว ขนาดเล็ก ไม่ควรล้นมือ ด้วยการตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ ที่เลือก อย่างเหมาะสม จะตั้งค่าเสียงสำหรับ การตกแต่ง ภายใน ทั้งหมด ทันที สามารถสมมาตรหรือไม่ แต่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่นุ่มนวลและสะดวกสบาย วัสดุที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ไม่ควรมีราคาถูกตัวอย่างเช่นเนื้อไม้จากไม้เนื้อแข็งเบาะที่มีราคาแพง แม้ว่าการลอกเลียนแบบฝีมือดีวันนี้สามารถลดต้นทุนทางการเงินสำหรับโทนสีที่นี่คุณสามารถเลือกเฉดสีเข้มของสีแดง, น้ำเงิน, เขียว, เกาลัดและสีอื่น ๆ อนุญาตให้ใช้สีดำ

ตกแต่งผนังห้องครัวสไตล์เอ็มไพร์
หากคุณวางแผนที่จะตกแต่งภายในในสไตล์เอ็มไพร์คุณควรใช้สีอ่อน ผนังสามารถทาสีในสีต่อไปนี้:

งาช้าง;
ไข่มุก
สีเขียวอ่อน
สีเขียวอันประเสริฐรวมกับทองคำสีเหลืองน่าจะเป็นประโยชน์ในห้องครัว แนวโน้มนี้มีลักษณะโดยเพดานเสร็จด้วยปูนปั้นหรือการปั้นที่มีรูปแบบการตกแต่ง โดยวิธีการที่คุณสามารถเผาห้องและให้มันเป็นตัวละครที่สะดวกสบาย ผนังสไตล์เอ็มไพร์มักได้รับการตกแต่งด้วยผ้าม่านลวดลายของสัตว์หรือภาพในตำนาน

อุปกรณ์ตกแต่ง
ตราสัญลักษณ์และนกอินทรีรวมทั้งลวดลายใบไม้ลอเรลเป็นเครื่องประดับสไตล์จักรวรรดิดั้งเดิม สไตล์เป็นของยุคเก่าและเป็นแรงบันดาลใจในอียิปต์โบราณโรมและกรีซดังนั้นการตกแต่งภายในจึงได้รับการตกแต่งด้วย caryatids และเสานั่นคือรูปปั้นตกแต่งและคอลัมน์ในสไตล์กรีก – โรมัน ในรูปแบบของอุปกรณ์เสริมคุณสามารถเลือกจานพอร์ซเลน พรมตกแต่งกลายเป็นที่นิยมด้วย Empress Jozefina ผู้รักการตกแต่งบ้านของพวกเขา แนวโน้มที่ทันสมัยยังเป็นของสไตล์จักรวรรดิและเครื่องประดับที่ทำในวันนี้มีรายละเอียดปิดทองและรูปร่างที่ซับซ้อน โคมระย้าคริสตัลแขวนอยู่บนเพดานซึ่งเป็นศูนย์กลางการตกแต่งของห้องครัว

เฟอร์นิเจอร์เอ็มไพร์ลักษณะสำหรับห้องครัว
เฟอร์นิเจอร์แกะสลักเป็นตัวแทนที่ดีที่สุดในสไตล์เอ็มไพร์ อุปกรณ์ตกแต่งพิเศษคือเก้าอี้อาบแดดและเก้าอี้เท้าแขนของ Louis XVI ที่มีที่วางแขนที่ซับซ้อนในรูปทรงที่ไม่ธรรมดา ผ้าเบอร์กันดีสีเขียวและสีทองที่หรูหราเพิ่มสไตล์และประกาย ขาตกแต่งมีเก้าอี้และโต๊ะ เพื่อไม่ให้การตกแต่งภายในมีรูปทรงเกินคุณสามารถเลือกรุ่นที่ทาสีด้วยสีขาว โซลูชั่นการตกแต่งภายในที่เก๋ไก๋ควรเกี่ยวข้องกับแนวโน้มทางประวัติศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจง ออกแบบภายใน

การออกแบบตกแต่งภายในที่หรูหราได้กำหนดสไตล์เอ็มไพร์ไว้อย่างชัดเจนซึ่งแสดงอยู่ในองค์ประกอบของเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งที่ได้รับการเลือกด้วยความใส่ใจ เป็นผลให้โซฟานุ่มเก้าอี้เท้าแขนและเก้าอี้แม้ในห้องครัวเป็นคุณลักษณะที่สำคัญของการตกแต่งภายใน นอกจากนี้พวกเขามีการตกแต่งพิเศษ ตามกฎแล้วขาของพวกมันงอดูเหมือนกับขาของสัตว์ บางครั้งคุณสามารถเห็นลวดลายพืช แต่มักจะมีองค์ประกอบขนาดใหญ่และการปิดทองโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

รูปแบบของจักรวรรดิฝรั่งเศสซึ่งก่อตัวขึ้นในยุคเก้าสิบศตวรรษที่สิบแปดได้ชื่อว่าเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของจักรพรรดินโปเลียน เทรนด์แฟชั่นทั่วยุโรปนี้ได้รับการตกแต่งภายในด้วยผ้าม่านที่หรูหราของผ้าไหมที่สว่างสดใสชวนให้นึกถึงเต็นท์ทหารขนาดใหญ่พร้อมกับเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ที่มีรูปทรงที่เรียบง่ายตกแต่งอย่างหรูหราด้วยการปิดทองและทองสัมฤทธิ์ วันนี้มันเป็นแฟชั่นที่จะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ดังนั้นผู้คนจึงเลือกสไตล์จักรวรรดิของจักรวรรดิมากขึ้นสำหรับการตกแต่งภายในห้องครัวของพวกเขาเพื่อให้รู้สึกเหมือนเป็นราชาแห่งชีวิต สามารถดูแนวคิดการตกแต่งห้องจำนวนมากได้ในแกลเลอรี่รูปภาพ

Categories
อาหาร

ขนมจีบกุ้งหมูเด้ง สูตรนี้เพิ่มกุ้งสับลงไปด้วย ปรุงรสด้วยน้ำมันงาเพิ่มกลิ่นหอม

ขนมจีบกุ้งหมูเด้ง สูตรนี้เพิ่มกุ้งสับลงไปด้วย ปรุงรสด้วยน้ำมันงาเพิ่มกลิ่นหอม

ขนมจีบกุ้งหมูเด้ง

ส่วนผสม ขนมจีบกุ้งหมูเด้ง

  • แผ่นเกี๊ยว 3/4 ของถุง
  • กุ้งสด (แกะเปลือกผ่าหลังเอาเส้นดำออก) 6 ขีด
  • หมูเด้ง 1 ถุง
  • น้ำมันงา 2 ช้อนโต๊ะ
  • ผงปรุงรสหมู 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
  • ต้นหอมซอย
  • แครอตหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ
  • กระเทียมเจียว
  • น้ำมันพืชสำหรับทาใบตอง
  • ใบตอง หรือแผ่นรองนึ่ง

วิธีทำ ขนมจีบกุ้งหมูเด้ง

     1. ซอยต้นหอมและหั่นแครอตเตรียมไว้
2. นำกุ้งมาสับแล้วนำไปใส่อ่างผสมรวมกับหมูเด้ง ใส่น้ำมันงา น้ำตาลทราย และผงปรุงรส ผสมให้เข้ากัน
3. ใส่ต้นหอมและแครอต ผสมให้เข้ากันอีกครั้ง จากนั้นมาทดสอบรสชาติ โดยตักไส้ขนมจีบ 1 ช้อนเล็ก มาใส่ถ้วยแล้วนำเข้าไมโครเวฟประมาณ 1 นาที แล้วชิมรสดูตามชอบ และตัดมุมแผ่นเกี๊ยวเป็น 4 มุม เตรียมไว้
4. เตรียมซึ้ง โดยนำใบตองมาเช็ดด้วยผ้าชุบน้ำหมาด ๆ จากนั้นวางบนซึ้ง แล้วทาน้ำมันพืชให้ทั่ว
5. นำแผ่นเกี๊ยวที่เตรียมไว้มา 1 แผ่น ตักไส้ขนมจีบ 1 ช้อนโต๊ะพูน ๆ แล้วจัดการจีบ ตกแต่งได้ตามชอบ อาจแต่งหน้าด้วยเนื้อกุ้ง แครอต และต้นหอมซอยเพิ่ม
6. เมื่อเรียงจนเต็มซึ้งแล้ว ให้เราตั้งหม้อใส่น้ำเปล่าลงไปครึ่งหม้อ เตรียมนึ่ง เมื่อน้ำเดือดจัด ให้นำซึ้งขนมจีบไปวางบนหม้อแล้วเอาฝาปิด
ป.ล. อันนี้พี่สาวแนะนำมาสามารถใช้ฟ็อกกี้พ่นน้ำลงบนขนมจีบก่อนเพื่อล้างแป้งออกก็ได้ ถ้าไม่มีให้เอาไปจุ่มน้ำก่อนวางบนซึ้ง
7. นึ่งด้วยไฟแรงประมาณ 12-15 นาที เมื่อสุกให้ตักเรียงใส่จานโรยด้วยกระเทียมเจียว เสิร์ฟกับน้ำจิ้มไก่

Categories
ดูหนังออนไลน์ฟรี

รีวิว “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว เลิฟยู้” นางซินเดอเรลล่ากับนายช่างซ่อมรองเท้า

รีวิว “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว เลิฟยู้” นางซินเดอเรลล่ากับนายช่างซ่อมรองเท้า

รีวิว คาแรกเตอร์แต่ละคนจะเป็นตัวละครที่เอาใจชนชั้นกลางจริงๆ เห็นได้จากพระนางของเรื่อง

นางเอก… เป็นติวเตอร์สวยรวยเก่ง (และชอบแบรนด์เนมแบบสาวๆ ในเมือง) แต่เวรี่รั่ว และบางเวลาก็แรดดี๊ด๊าตามประสาชะนีโสดทั่วไป ซึ่งน่าจะทำให้คนดูรักนางได้ไม่ยาก เพราะดูเข้าถึงง่าย ดูเป็นมนุษย์จริงๆ

มากกว่านางเอกในวรรณกรรมอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นไอดอลสาวมั่นของชะนีไทยมั่นหน้าได้อีกว่า “นี่ไง คนสวยไม่จำเป็นต้องเรียบร้อย แรดได้ รั่วได้ ดีไม่ดีเยอะกว่าชะนีไม่สวยซะอีกนะจะบอกให้”

ส่วนพระเอก… เป็นนายช่างดิบๆ ห่ามๆ ปากหมา กวนตีน สาดคำหยาบอย่างน้อยหนึ่งคำในทุกประโยคที่พูด แต่เข้าคอนเซ็ปต์ “ผู้หญิงชอบคนเลว และชอบให้เขาดีกับเราคนเดียว” แถมยังปกป้องเราได้ในชีวิตจริงอีกต่างหาก เท่กว่าเจ้าชายขี่ม้าขาวในเทพนิยายปรัมปราเสียอีกโนะ

แหม น่ารักน่าชัง แถมเคมียังเข้ากันซะขนาดนี้ จะไม่ได้ใจคนดูก็ให้มันรู้ไป ไอฟาย

นอกจากนี้ ในฐานะที่เราเองก็เป็นติวเตอร์ภาษาอังกฤษคนหนึ่ง เราชื่นชมและชอบมุกต่างๆ ที่เกี่ยวกับภาษา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทางทีมงานทำการรีเซิทจุดอ่อนเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทยมาแล้ว เพราะมุกภาษามาค่อนข้างครบเลย

แถมมีการให้ความรู้ภาษาอังกฤษกับคนดูพอหอมปากหอมคอ ตั้งแต่การออกเสียงพื้นฐาน (เช่น H, F, Z) คำศัพท์ทั่วไป (เช่น กระดาษทิชชู่ หลอด) และวลีที่เป็นประโยชน์ (เช่น What about you? และ I think so.) จนไปถึงคำสบถที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน (เช่น ฟัก, WTH ฯลฯ)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังคงต้องขอติเรื่องความสมจริงในส่วนสถาบันสอนภาษาของนางเอกนิดนึง อย่างฉากเปิดเรื่องที่เป็นคลาสจำลองสถานการณ์บนเครื่องบินกับเด็กเล็ก ที่เซอร์เรียลไปค่อนข้างมาก (แต่ก็เข้าใจว่าเน้นฮาอะนะ)

และความรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง ที่หนังไม่ใส่ความสำคัญของภาษาอังกฤษ หรือความสำคัญของ AEC ลงไปเลยสักนิด (เห็นมีแต่จุดประสงค์การเรียนภาษาเพื่อไปง้อสาวและไปจีบสาว อ๋อ… มีเพื่อไปสัมภาษณ์งานนิดโหน่ย~)

ทั้งๆ ที่หนังอุตส่าห์มีโอกาสที่จะเป็นสื่อชั้นดีในการกระตุ้นให้คนไทยหันมาสนใจภาษาอังกฤษมากขึ้นแล้วเแท้ๆ พูดเลยว่า ในฐานะติวเตอร์คนนึง เราค่อนข้างเสียดายจุดจุดนี้จริงๆ

ส่วนการ tie-in โฆษณา เราเฉยๆ ดูแล้วก็ไม่รู้สึกโจ่งแจ้งหรือขัดอรรถรสอะไร มิหนำซ้ำ ออกจากโรงแล้วยังอยากกินมาม่า อยากนั่ง Coffee Beans และเซิทหาราคากระเป๋า LV ที่นางเอกใช้อีกต่างหาก จบ.

โดยสรุป เราไม่ได้ชอบมาก เพราะปกติก็ไม่ค่อยชอบหนังตลกแนวตลกซิทคอมหรือตลกคาเฟ่เท่าไหร่อยู่แล้ว เราจึงเฉยๆ กับมุกตลกในหนัง อย่างมุกขี้ มุกนม มุกก้น หรือมุกใต้สะดืออะไรพวกนั้น เราจะไม่ชอบ (ดูกระแดะปะล่ะ 555)

แต่อินในส่วนของภาษาและส่วนที่เป็นโรแมนติก ตามประสาติวเตอร์ภาษาอังกฤษที่ยังสาวและโสดคนหนึ่ง (ดังนั้นความอินนี่ขึ้นอยู่กับพื้นฐานหรือแบ็คกราวนด์ส่วนบุคคลจริงๆ) และชื่นชอบในความเป็นธรรมชาติและความสามารถของนางเอกร้อยล้าน

ไอซ์-ปรีชญา เป็นกรณีพิเศษ (ที่เราหวังเหลือเกินว่านางจะดังเปรี้ยงปร้างตาม หนูนา-หนึ่งธิดา, ใหม่-ดาวิกา, หรือนางเอกคนอื่นๆ ของ GTH ในเร็ววัน)

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้” ก็เป็นหนังที่ให้ความบันเทิงส่งท้ายปีให้กับพี่น้องชาวไทยได้อย่างไม่เสียดายตังค์ และมีสิทธิทะลุ 200 ล้านบาท

ได้อย่างชิลๆ (ถ้าอาทิตย์หน้าไม่ถูกหนังไตรภาคฟอร์มยักษ์อย่าง The Hobbit: The Battle of the Five Armies แย่งกระแสไปมากนัก) เพราะอย่างน้อย เราเชื่อว่ายังคงมีคนอยากไปดู “ตามกระแส” อีกเยอะ เพราะมิฉะนั้น ถ้าไม่ได้ดู ก็คงจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง… ดูหนังไทย

Categories
ดูหนังออนไลน์ฟรี

รีวิว เพื่อน..ที่ระลึก The Promise เราสัญญาว่าจะตายไปด้วยกัน อ่านได้เลย

รีวิว เพื่อน..ที่ระลึก The Promise เราสัญญาว่าจะตายไปด้วยกัน อ่านได้เลย

เพื่อน..ที่ระลึก The Promise

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์หนัง เพื่อน.. ที่ระลึก
สำหรับหนังผีไทย เราคิดว่า เพื่อน.. ที่ระลึก ก็ทำได้ดีอยู่ มีความน่ากลัวระดับหนึ่ง ไม่ได้น่ากลัวมากถึงขนาดออกจากโรงมาแล้วก็ยังรู้สึกหลอนตามตัวละครอะไร แต่ก็ถือว่าตอบโจทย์ในแง่ความหลอน ความน่ากลัว และความสยองขวัญ อย่างที่หนังผีฮอลลีวู้ดหลายเรื่องทำให้ไม่ได้

คำพูดประโยคนั้น “สัญญานะ ว่าแกจะไม่ปล่อยให้ฉันตายคนเดียว” มันเป็นพันธะให้กับคนหนึ่งคนได้ยาวนานถึง 20 ปีทีเดียว ผีเจ้าก็ช่างเฝ้าอดทนรอวันที่จะได้กลับมาทวงคืนอีกครั้ง ระหว่างนั้น สองแม่ลูกไม่เคยกล้ำกรายไปยังตึก ผีก็เลยนึกไม่ออกว่าจะกลับมาทวงยังไง

หนังเริ่มต้นมาด้วยการปูทางที่หนักแน่นดี หยิบภาพฟุตเทจของเหตุการณ์จริงในยุควิกฤติต้มยำกุ้งมาวางเรียงให้เรื่องราวมันน่าเชื่อถือ ก่อนจะเล่าพาเข้าสู่จุดหันเหของสองเพื่อนสนิทที่เลือกจบชีวิตเพราะรับไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลงที่มากเกิน

ผีเหี้ยมาก มี “ตุ้งแช่” ที่ “หลอก/ล่อคนดู” อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่น่าเกลียด ที่เกลียดคือผีแม่งบ้า จัดหนัก อาฆาตแค้นเบอร์แรง ไร้เหตุผล ขยันมาเช้ากลางวันเย็น ชนิดไม่ให้พักให้ผ่อน ดูแล้วนี่ก็รู้สึกเหนื่อย อยากให้หนังจบ ๆ ไว ๆ เพราะกลัวหัวใจจะวายตายอีอิ๊บไปเสียก่อนบีหรือลิลลี่

คาแรกเตอร์ของบุ๋มเองก็มีส่วนอยู่บ้างที่ทำให้เรารู้สึกกลัวผีอิ๊บในหนังเรื่องนี้ไม่มากเท่าไหร่ เพราะเราต้องอยู่กับตัวละครบุ๋มนี่ตลอดเวลา ซึ่งบุ๋มเป็นหญิงที่ค่อนข้างสตรอง ดูไม่กลัวผีเสียเลย (หรือเพราะรู้ว่าผีคือเพื่อนสนิทตัวเองก็ไม่รู้นะ) แต่จะวิ่งเข้าไปท้าผีตลอดเวลา เอะอะอะไรก็กลับไปที่ตึก ๆ ๆ แล้วชั้นที่เกิดเหตุนั่นก็อยู่ชั้นที่ 47 !!! (นี่ปกติเดินขึ้นบันไดแค่ชั้น 3 ก็จะเป็นลมละ) ไม่รู้นางจะขยันเดินขึ้นเดินลงไปหาผีอะไรของนางนักหนา (แต่ถ้าเป็นหนังผีไทยเรื่องอื่น ตัวละครเอกคงเร่ไปวัด ไปหาพระ หาหมอผีนานละ 555)

สรุปคือบุ๋มเป็นไฟต์เตอร์ (ก็ผ่านวิกฤติ IMF มาได้นี่เนอะ) ไม่กลัวผี แต่กลัวเสียลูกมากกว่า พาร์ทดราม่าที่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ของแม่ลูกจึงแข็งกว่าพาร์ทผี การแสดงของเมนเทอร์บีก็โดดเด่นทะลุจอ ดูแล้วเราเชื่อ มันให้ความรู้สึกเหมือนนางจะเป็นบ้าจริง ๆ ประสาทจะกินจริง ๆ แต่ลิลลี่ซึ่งเล่นเป็นเบล ยังไม่มีอะไรน่าจดจำนักสำหรับเรา

ในส่วนอื่น ๆ เราว่าหนังถ่ายภาพสวย แต่จุดอ่อนสำคัญคือ “บท” ที่เรามองว่าอ่อน ไม่ค่อยมีอะไร แล้วหนังค่อนข้างยาว (เกือบสองชั่วโมง) ช่วงแรก ๆ ก็ดูดีมีอะไรอยู่หรอกนะ แต่มันจะมีบางช่วงที่เริ่มไม่ชวนติดตามละ ตัดต่อแปลก ๆ ยิ่งช่วงท้าย ๆ ก็ยิ่งแผ่วลง ๆ เหมือนหนังยังไม่แน่ใจว่าจะให้หนังไปลงตรงไหน มันเลยพาเราไปได้ไม่สุดสักทาง ไม่ว่าจะสยองขวัญหรือดราม่า บทสรุปในตอนจบเราก็เลยไม่อิน

หนังไม่ได้มีอะไรเซอร์ไพรส์อย่างที่เราคาดหวัง ซึ่งตอนแรกอีพวกนักเขียนพันทิปชวนนี่มโนไปหลายเวย์มาก (เออ พวกแกน่ะคิดมาก) แต่หนังก็มีบางจุดที่เราไม่ค่อยเคลียร์ เช่น ในเรื่องบุ๋มมีลูกตอนอายุ 20 ปีหรอ? แล้วบุ๋มกลับมารวยระดับนักธุรกิจแนวหน้าอีกครั้งได้อย่างไร? พ่อของบุ๋มตอนนั้นจบยังไง?

อีกอย่าง หน้าหนังขายตึกร้างสาธรและต้มยำกุ้งไว้ยิ่งใหญ่มาก แต่ในหนังกลับใช้มันได้ไม่คุ้มเอาสักนิด อย่างวิกฤติต้มยำกุ้งเนี่ย เหมือนมีมาเพื่อบอกแค่ว่า บุ๋มกับอิ๊บเคยรวยแต่แล้วต้องมาจนเป็นคุณหนูตกอับเพราะพิษต้มยำกุ้ง แล้วความล้มเหลวของครอบครัวก็เป็นแรงจูงใจให้ไปฆ่าตัวตายนะ (เอาจริง แค่แรงจูงใจตรงนี้ หนังยังใส่แบคกราวนด์มาให้เบาบาง จนเรายังไม่ทันอินเลยว่า ลูก ๆ อย่างพวกแกจะไปฆ่าตัวตายกันทำม้าย~)

ในส่วนของ “ชวนระลึก” ถึงอดีต หรือการ “ดักแก่” เช่น เพจเจอร์ ตู้สติ๊กเกอร์ ข้อความ “123 ปลาฉลามขึ้นบก” ฯลฯ เราก็ไม่รู้สึกอะไรเลย ทั้งที่เราก็เกิดทันของเก่า ๆ ทุกสิ่งที่ในหนังยกมาทั้งหมด

โดยสรุป โปรดักชั่นดี การแสดง (บี-น้ำทิพย์) เยี่ยม ผีก็น่ากลัวระดับหนึ่ง แต่บทค่อนข้างอ่อนอย่างน่าเสียดาย (ก็ยอมรับนะว่าตอนแรกเราแอบคาดหวังกับบทของ GDH ไว้ค่อนข้างเยอะนิดนึง) อย่างไรก็ดีแฟนคลับ บี-น้ำทิพย์ และน้องลิลลี่ ก็ไปดูกันได้ แต่หนังมีความรุนแรงที่อาจไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

หนังเข้าฉาย 7 ก.ย. 2017 นี้ ในโรงภาพยนตร์

สำหรับเรา ขอให้คะแนนโดยรวม 7/10 พอ (ก็ถือว่าโอเคล่ะเนอะสำหรับหนังผีไทย)

ป.ล. แอบเกลียดการ tie in โทรศัพท์มือถือ Oppo เบา ๆ ดูหนังไทย

Categories
อาหาร

ยำข้าวโพด อามายำกับถั่วฝักยาว มะเขือเทศ และแครอท เพิ่มความกรุบกรอบ

ยำข้าวโพด อามายำกับถั่วฝักยาว มะเขือเทศ และแครอท เพิ่มความกรุบกรอบ

7 สูตรทำยำผลไม้

ส่วนผสม ยำข้าวโพด

• ข้าวโพดต้ม
• ถั่วฝักยาว
• มะเขือเทศ
• แครอทฝานเป็นเส้น ๆ
• พริกขี้หนู
• กระเทียมสับหยาบ
• น้ำปลา (สูตรโซเดียมต่ำ)
• น้ำตาลมะพร้าว
• ถั่วลิสงอบ

วิธีทำ ยำข้าวโพด

1. ฝานข้าวโพด หั่นถั่วฝักยาว หั่นมะเขือเทศ และฝานแครอทหั่นเป็นเส้น ๆ เตรียมไว้
2. ปรุงน้ำยำด้วยพริกขี้หนู กระเทียมสับหยาบ ๆ น้ำปลาลดโซเดียม น้ำมะนาว และน้ำตาลมะพร้าว ชิมรสตามชอบ
3. นำน้ำยำไปคลุกกับเครื่องที่เตรียมไว้ โรยด้วยถั่วลิสงอบ

Categories
อาหาร

ไข่ออนเซ็น ไมโครเวฟ สไตล์ญี่ปุ่น แค่เอาน้ำไปเข้าไมโครเวฟประมาณ 5 นาที

ไข่ออนเซ็น ไมโครเวฟ สไตล์ญี่ปุ่น แค่เอาน้ำไปเข้าไมโครเวฟประมาณ 5 นาที

ไข่ออนเซ็น ไมโครเวฟ

แค่มีไมโครเวฟเครื่องเดียว วิธีทำไม่วุ่นวายแบบนี้ลองจัดเองสักครั้งที่บ้านเลยดีไหม ขอนำเสนอวิธีทำอาหารญี่ปุ่น ที่ทำเองได้ง่ายๆ ไม่ต้องง้อเตาแก๊ส แถมราคาไม่แพง ทำเองทานได้งเยอะ ไม่ต้องไปถึงร้านอาหารญี่ปุ่นเลย

ส่วนผสม ไข่ออนเซ็น

  • ไข่ไก่ (ถ้าได้ไข่ใหม่ ๆ ยิ่งดี)
  • ถ้วยและฝาปิด (ขอเป็นถ้วยเซรามิก หรือชามแก้วเนื้อหนาแบบที่เข้าเตาอบได้)
  • น้ำเปล่า

วิธีทำ ไข่ออนเซ็น

     1. เทน้ำลงในถ้วย กะว่าพอท่วมไข่ นำไปเข้าไมโครเวฟใช้ไฟ 800 วัตต์ เป็นเวลา 5 นาที
2. หย่อนไข่ลงในน้ำร้อน ปิดฝาทิ้งไว้ 15-20 นาที
3. หลังจากนำไข่ขึ้นจากน้ำร้อน จะต้องแช่ในน้ำเย็นให้หยุดสุกทันที เสร็จแล้วก็จะได้ออนเซ็นทามาโกะ ที่ไข่แดงเป็นยางมะตูม ส่วนไข่ขาวเป็นวุ้น