วิจารณ์หนัง Happy Birthday ภาพยนตร์ซึ้ง ว่าเป็นอย่างไรบ้าง?

วิจารณ์หนัง Happy Birthday ภาพยนตร์ซึ้ง ว่าเป็นอย่างไรบ้าง?

แฮปปี้เบิร์ธเดย์ Happy Birthday (2008) - ดูหนังออนไลน์ หนังใหม่ชนโรง ดูหนังออนไลน์ฟรี ดูหนังฟรี YumMovie.com

วิจารณ์หนัง สรุปแล้วถ้าคุณชอบหนังรักโรแมนติคแบบไม่ซ้ำซากจำเจ สื่ออารมณ์แบบซึ้งๆ แม้ตัวหนังจะสะดุดอยู่หลายฉากก็ตาม แต่ถ้าเราไม่สังเกต และปล่อยให้คล้อยไปตามอารมณ์ของหนัง Happy Birthday ก็ถือว่าเป็นหนังที่น่ารักและน่าดูอีกเรื่องหนึ่ง จนบางครั้งอาจจะมีคำถามในใจขึ้นมาว่า จะมีใครสักคนไหมที่คอยดูแลเราเหมือนอย่างในหนังเรื่องนี้…

อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม นักแสดงหนุ่มที่ถือว่าเป็น “ดาราคิวทอง” ของปีนี้ไปแล้วนั้น เคยตั้งข้อสังเกตให้ผมฟังเมื่อครั้งที่ผมไปสัมภาษณ์เขาเมื่อไม่นานมานี้ว่า เขาค่อนข้างชอบหนังในสไตล์ของคุณอ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง มากเป็นพิเศษ เพราะเหตุผลหลักๆ คือ ผลงานของผู้กำกับคนนี้ดูมีความลงตัว ในแง่ของการผสมผสานระหว่างความเป็นงานศิลปะที่พอเหมาะพอดี (มีรสนิยมที่ดีในเรื่องศิลปะ แต่ก็ไม่ดูอาร์ตจ๋าจนน่ามึนหัว) รวมเข้ากับเนื้อหาดีๆ และเรียบง่ายที่สามารถสื่อสารกับคนทั่วๆ ไปได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการตีความอะไรให้ยุ่งยากมากความ

แน่นอนที่สุด ผมเห็นด้วยกับเขาเกิน 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากลองมองย้อนไปที่ผลงานชิ้นก่อนซึ่งเป็นหนังเรื่องแรกของคุณอ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ อย่าง Me…Myself เราจะเห็นว่า นอกเหนือไปจากแง่มุมของเนื้อหาเรื่องราวที่เขาหยิบมาบอกเล่าและมีประเด็นที่จับใจคนดูแล้ว ในด้านของเทคนิควิธีการต่างๆ (อย่างน้อยๆ ก็การผูกพล็อตวางโครงเรื่องและการเล่าเรื่อง) อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ ก็สามารถทำมันออกมาได้อย่างชนิดที่เรียกว่าเป็นงานศิลปะดีๆ ชิ้นหนึ่ง

นั่นจึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด หากผลงานชิ้นต่อมาของผู้กำกับที่กระโดดมาจากฟากของนักทำละครฟรีทีวีคนนี้อย่างเรื่อง “แฮปปี้เบิร์ธเดย์” (Happy Birthday) จะมีคนดูเฝ้ารออย่างเหนียวแน่นอยู่จำนวนหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อได้ดูผลงานชิ้นนี้แล้ว ผมก็ทำนายได้ล่วงหน้าเลยว่า นี่คือหนังอีกเรื่องของคุณพงษ์พัฒน์ที่จะฮิตไม่น้อยไปกว่า Me…Myself

ด้วยบทภาพยนตร์โดยฝีมือของคุณคงเดช จาตุรันรัศมี (ผู้กำกับ “กอด” หนังรักดีๆ อีกเรื่องของปีนี้ และเป็นคนเดียวกันกับที่เขียนบทให้ Me…Myself) แฮปปี้เบิร์ธเดย์ยังคงเดินมาในทิศทางของหนังรักเต็มรูปแบบ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งแตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัดก็คือ ในขณะที่ Me…Myself ดูจะประนีประนอมสูงมากกับเนื้อเรื่องในทำนอง ดูหนังออนไลน์ฟรี

วิจารณ์หนัง รักสามเศร้า การแอบรักใครซักคน มักจะเจ็บปวดเสมอ

วิจารณ์หนัง รักสามเศร้า การแอบรักใครซักคน มักจะเจ็บปวดเสมอ

PANTIP.COM : A7046816 +++ ใครที่ซื้อ รัก สาม เศร้า DVD box set อยากทราบลาดระเอียด เกี่ยวกับ uncut version +++ [ภาพยนตร์]

วิจารณ์ภาพยนตร์ ” การแอบรักใครซักคน มักจะเจ็บปวดเสมอ
( 7.5/10 )
* รีวิว * ( หนังเก่าไปหน่อยไหม 555 )
– แอดมิน ชอบหนังเรื่องนี้ พอสมควร ครับ คือ ผู้กำกับอย่างคุณต้อม ยุทธเลิศ ได้นำเสนอเรื่องราวของความรักในแง่มุมของเขามาถ่ายทอดในหนังเรื่องนี้ ซึ่งโอเคอยู่ในระดับนึงครับ หนังทำออกมาได้แบบโอเคระดับนึง แต่สิ่งที่แอดมินชอบมากที่สุดคือ การแสดงของคุณก้อย รัชวิน ครับ คือเธอแสดงออกทางแววตาได้เป็นอย่างดี แววตาของเธอในเรื่องสื่อถึงอารมณ์ในแต่ละเหตุการณ์ ทั้งแอบรัก ทั้งดีใจ ทั้งสงสารเพื่อน ลูกเพจลองสังเกตุดูนะครับ ว่าคุณก้อยแสดงได้อย่างสุดยอดครับ

– ส่วนดารานำอีกสองท่าน อย่างคุณเป้ อารักษ์ และ คุณพีค ภัทรศยา ก็ถือว่าแสดงได้โอเคในระดับนึงครับ แต่เสียดายที่บทบาทของคุณพีค นั้นน่าจะมีอะไรให้เล่นได้เยอะกว่านี้อีกครับ

– อย่างที่แอดมินได้เกริ่น มาข้างต้น คือ การที่เราได้แอบรักใครซักคนมักจะเจ็บปวดเสมอ ซึ่งแน่นอนหนังเรื่องนี้ก็ได้นำเสนอในมุมมองแบบนั้นครับ คือ การที่เรารักใครคนนึงมาก ๆ แล้ว แล้วเขาไม่สนใจหรือไม่รักเราด้วย หรือแม้แต่ไม่กล้าที่จะบอกรักเขาคนนั้น มันเป็นความรู้สึกในแบบที่ทรมานครับ แล้วยิ่งเป็นความสัมพันธ์ในแบบที่เริ่มต้นจากการเป็นเพื่อนกันมาก่อน จะยิ่งทรมานมากกว่าเดิมครับ คือ เราจะรู้ว่าตัวเรารักเขา

แต่จะกลัวเมื่อได้บอกรักแล้วจะเสียความสัมพันธ์ในแบบเพื่อนไป ซึ่งแอดมินเข้าใจในจุดนี้ครับ เลยชอบในหนังเรื่องนี้เป็นอย่างดี แล้วอีกอย่างที่แอดมินชอบตรงที่หนังได้เล่นถึงชื่อของตัวละครเอกแต่ละคนอย่าง ฟ้า,น้ำ และ พายุ ซึ่งถ้าสังเกตดีๆ

จะรู้ว่าคนเขียนบทและกำกับด้วยอย่างคุณต้อม ยุทธเลิศ ตั้งใจตั้งชื่อของตัวละครเอกนี้อยู่แล้ว เพราะความเป็นจริงสามสิ่งนี้จะเกี่ยวข้องกันในหลักธรรมชาติครับ และที่สำคัญจะบ่งบอกถึงอารมณ์ของตัวละครตามชื่อได้เป็นอย่างดี อย่างน้ำ ( ก้อย รัชวิน )

ก็จะดูนิ่งๆ เก็บความรู้สึกได้ดีสมชื่อ แต่ตามหลักความเป็นจริง น้ำต้องมีคลื่น มีกระแสน้ำไหลเชี่ยวบ้าง ซึ่งก็เหมือนอารมณ์ของตัวละครอย่างน้ำ ที่ต้องหวั่นไหวบ้างที่ได้รู้กับความเป็นจริง ถึงแม้จะเก็บความรู้สึกได้ดีแค่ไหนก็ตาม ส่วนฟ้า ( พีค ภัทรสยา ) ก็เหมือนฟ้าที่สวยงาม เธอทั้งสวยทั้งงาม

เป็นที่หมายปองของหนุ่มๆ สมกับชื่อของเธอ แต่แน่นอนท้องฟ้าย่อมมีเปลี่ยนสี จากท้องฟ้าที่สดใส ก็อาจจะมืดครึ้ม เหมือนกับสภาพจิตใจของตัวละครอย่างฟ้าเช่นกัน เธอเลือกตัดสินใจรักคนที่เธอรัก แต่สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจผิด และคนรักของเธอได้ทรยศต่อตัวเธอเอง เลยทำให้สภาพจิตใจของเธอนั้นไม่เต็มร้อยเลย ซึ่งตัวละครของเธอนั้นคือตัวละครที่น่าสงสารมากที่สุดแล้วครับ ส่วนพายุ ( เป้ อารักษ์ ) ก็สมชื่ออีกเหมือนกัน คือ อาจจะมีบุคลิกที่ดุดันเหมือนกับชื่อ แต่ก็เป็นคนตรงไปตรงมา  ดูหนังออนไลน์ฟรี

รักใครรักจริง และก็ยึดมั้นในเรื่องของความรักของตนเองได้เป็นอย่างดี
– อย่าคาดหวังว่านี้ คือ หนังรักโรแมนติก นี่คือหนังดราม่าในแบบเพื่อนแอบรักเพื่อน ซึ่งแน่นอนทำออกมาได้ดี และตอนจบที่แม้จะเจ็บปวดแต่คนดูอย่างเราๆ ก็ยอมรับได้ในจุดนั้น
– เพลงประกอบหนังเรื่องนี้เพราะทุกเพลงครับ และนำมาเล่าได้เข้ากับเหตุการณ์ของหนังในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างลงตัว
– การแสดงของสามดารานำ ทำให้คนดูเชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทกันมากๆ เพราะนี้คือจุดเด่นที่สุดเลยในหนังเรื่องนี้ จากเริ่มต้นในแบบเพื่อน แล้วสุดท้ายจบลงด้วยการแอบรัก ทำให้คนดูอย่างเราๆ รู้เลยว่า การแอบรักมันทรมานมากแค่ไหนครับ
– สุดท้ายแล้ว เพื่อนๆและลูกเพจของแอดมินเด็กน้อยทุกท่าน เคยรับประทานฉี่ของตนเองไหมครับ ถ้าอยากรู้คำตอบต้องหาหนังเรื่องนี้มาดูนะครับผม ^^
( ขออนุญาตไม่เล่าเรื่องราวย่อในหนังนะครับ เพราะแอดมิน อยากให้ทุกท่านได้หามาดูกันเองมากกว่าครับ )

วิจารณ์หนัง ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ กับนักแสดงมากฝีมือ

วิจารณ์หนัง ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ กับนักแสดงมากฝีมือ

30 ข้อ วิเคราะห์หนัง Freelance ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ… [สปอยสุดติ่ง] - Pantip

วิจารณ์หนัง ผมขออนุญาตแยกวิเคราะห์ตัวละครนะครับ

1.หมออิม

หนังแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่หมอทุกคนที่จะเก่ง
และใช่ว่าเป็นหมอแล้วจะเก่งทุกเรื่อง

หมออิมเคยลองใช้ Photoshop แล้ว
แต่สุดท้ายก็ทำไม่เป็น ในขณะที่ยุ่นใช้มันคล่องมาก

“ทักษะต่างๆเป็นของใครของมัน

เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้”

หมออิมสั่งห้ามยุ่นนอนดึก
แต่หมออิมเองก็นอนดึกเมื่อถึงเวลาต้องอ่านหนังสือสอบ
ทำให้เห็นว่าคนเรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำเพื่อสุขภาพที่ดี
แต่เราจะทำมั้ย ก็มีปัจจัยอื่นๆมา มันอยู่ที่เราเลือกเองทั้งนั้น

แม้จะเป็นหมอเองก็ตาม

2.เจ๋

เพื่อนร่วมงานที่เป็นเหมือนเพื่อนสนิทที่สุดของยุ่นในเรื่องนี้ก็ว่าได้
จะเห็นได้ว่าเจ๋เป็นคนที่จริงจังกับงานมาก ทวงงานยุ่นยิกๆ
และพร้อมจะหาแผนสำรองให้กับงานโดยการโทรเรียกเจิดมาช่วย
จนกระทั่งยุ่นขอร้องและรับปากว่าทำเสร็จทัน

เจ๋เป็นเหมือนตัวแทนของเพื่อนร่วมงานที่เป็นเพื่อนที่ดี
พร้อมให้การสนับสนุนเพื่อนตลอดเวลา และในขณะเดียวกัน
เจ๋ก็จัดการกับชีวิตตัวเองได้ดี

เมื่อถึงคราวที่ต้องเลือก
เจ๋เลือกครอบครัวไม่ได้เลือกงาน
เพราะการหามรุ่งหามค่ำมันอาจจะมีผลกระทบกับลูกเจ๋

และจุดเปลี่ยนเรื่องลูกเจ๋นี่เอง
ที่ทำให้ยุ่นพบกับจุดเปลี่ยนว่า

Contact Point เดียวของเขากำลังจะหายไป

จริงๆหนังได้ทำให้เห็นตั้งแต่ตอนเจ๋ไปญี่ปุ่นแล้ว ว่ายุ่นไม่มีใคร
(รวมถึงโทรศัพท์ที่มีแต่โทรหาเจ๋)

ซึ่งนั่นทำให้ตอนที่เจ๋ลาออกจากงาน ยุ่นถึงเป็นเดือดเป็นร้อนมาก

3.พี่เป้ง

ตัวละครพี่เป้งสะท้อนอะไรหลายๆอย่าง
คนบางคนสนใจแต่เรื่องงาน และพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมาย
ถามว่าตอนดูหนังแล้วเรารู้สึกอย่างไรกับพี่เป้ง
เราอาจจะต้องย้อนดูตัวเราเองว่าตอนที่เราทำงาน
เราทำตัวใกล้เคียงกับพี่เป้งบ้างรึเปล่า

พี่เป้งคือคนที่เอาผลประโยชน์และตัวงานเป็นที่ตั้ง
จนไม่ได้คำนึงถึงเพื่อนร่วมงาน

คำชื่นชมของพี่เป้งล้วนเป็นไปเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วง
ถ้วยรางวัลมากมายจึงเป็นของพี่เป้ง
เพราะพี่เป้งเป็นคนที่ทำให้งานมันสำเร็จลงได้ (ไม่ว่าจะใช้ใครก็ตาม)
พี่เป้งถึงได้เป็นผู้จ้าง ไม่ใช่ลูกจ้าง

ภาพลักษณ์ของพี่เป้งดูเลวร้ายในสายตาของเจ๋
แต่ถ้ามองในมุมของธุรกิจก็อาจจะพูดได้ว่าคนแบบนี้แหละ ที่ลูกค้าต้องใช้

งานชิ้นสำคัญของ Lisa ถึงได้ถูกมอบให้พี่เป้ง
หาคนที่สามารถทำงานสเกล2เดือน เสร็จภายใน 2สัปดาห์
และหวยมาออกที่ยุ่น ผู้ซึ่งกำลังเฟล และตบปากรับคำไปนั่นเอง

4.ไก่

พนักงานเซเว่นผู้ให้คำปรึกษา และเพื่อนยามดึกของยุ่น
ตัวละครนี้ทำให้รู้ว่ายุ่นนอนดึกติดต่อกันมายาวนาน
ไก่เป็นเหมือนคนที่คอย Support ยุ่นให้ยุ่นทำงานเสร็จกลายๆ
(ขายอาหาร/ ช่วยตีแบดให้ยุ่นตาสว่าง)

5.พงศธร

เพื่อนสนิทที่ยุ่นคิดเอาเองว่าสนิท
แต่ยุ่นทำตัวเหินห่างกับพงศธรมาก
อันที่จริงเมื่อเราเติบโตขึ้น
เราก็ย่อมห่างเหินกับสังคมเก่าๆไปบ้าง

อย่างพงศธร น่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่ง…ที่ยุ่นละเลยมาก
มากจนถึงขนาดไปนั่งทำงานในงานศพของพ่อพงศธร
…ซึ่งพงศธรก็ถึงกับบอกว่า

“ถ้ามึงยุ่งมาก งานศพกูมึงไม่ต้องมาก็ได้”

ในมุมมองของพงศธรนั้น
ยุ่นก็อาจจะไม่ใช่คนที่สนิทเท่ากับที่ยุ่นคิดแล้ว
(แต่เอาเข้าจริงตอนนึกถึงพงศธรในงานศพของยุ่น พงศธรก็ไม่ได้มาเป็นลำดับแรกๆนะ)

ชีวิตของพวกเราก็มีเพื่อนที่เป็นเหมือนพงศธรอยู่บ้างล่ะครับ ลองนึกดีๆ

6.แม่

เป็นคนที่ถูกลืมที่สุดในหนังเรื่องนี้
มีแต่คำบอกเล่าเฉยๆ
และพีคมากตรงฉากงานศพ
ที่แม่เป็นคนเดียวที่หันหลัง

และพอตัดกล้องกลับมาด้านหน้าเห็นแต่ภาพมุมไกลๆ
เอาเข้าจริงผมคิดว่าหนังพยายามจะสื่อให้เห็นว่ายุ่นให้ความสำคัญกับครอบครัวน้อยมาก
ขนาดมีเวลาว่างๆตั้งหลายเดือนแล้ว ยุ่นยังไม่ได้ตัดต่อรูปให้แม่เลย

7.ยุ่น

จากที่กล่าวมาทั้งหมด6ตัวละครข้างต้น

ผมคิดว่ายุ่นเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับงานสูงสุด

จนลืมทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างไป

กับหมออิม – ยุ่นทำให้เห็นว่างานสำคัญกว่าสุขภาพหลายต่อหลายครั้ง
กับเจ๋ – ยุ่นโกรธเจ๋ที่เจ๋เลือกครอบครัวมาก่อนงาน และนั่นทำให้ยุ่นเคว้ง
กับพี่เป้ง – ยุ่นดูจะนับถือและเชื่อใจพี่เป้ง จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์หัวฟาดโต๊ะนั่นล่ะ
กับพงศธร – เห็นๆกันอยู่ว่างานมาก่อนเพื่อน
กับไก่ – เป็นตัวช่วยที่ Support ให้ยุ่นทำงานได้ เลยเป็นคนที่ยุ่นนึกถึงในงานศพ (ถ้าจำไม่ผิดจะมาถัดจากเจ๋เลย)
กับแม่ – ขอสรุปแบบใจร้ายเลยนะ สำหรับยุ่น

งาน > เพื่อนร่วมงาน > เพื่อน > แม่

8.เจิด

ผู้นับถือยุ่น และมองว่ายุ่นผู้บ้างานคือความเท่

และคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จแบบยุ่น

เป็นอะไรที่สร้างความเข้มข้นให้กับหนังได้มาก

เพราะเมื่อยุ่นใส่ใจกับงานน้อยลง ก็จะตามหลังเจิดในทันที

ก็เหมือนกับชีวิตการทำงานของใครๆก็ตามที่มักจะมีคลื่นลูกใหม่ตามมาเสมอ

9.Freelance

ชื่ออาจจะฟรี แต่ทำจริงๆไม่ฟรี

หนังได้นำเสนอให้เห็นว่าอาชีพนี้ถ้าเอาจริงเอาจังและจะเป็นมือหนึ่งแบบยุ่น

มันหยุดไม่ได้ ถ้านึกจะหยุดก็หยุด ก็จะไม่มีคนจ้าง

สิ่งนี้ทำให้เห็นว่ามันแทบจะไม่ได้ต่างกับพนักงานออฟฟิสเลยด้วยซ้ำ

ใครทุ่มเทมาก ก็มีโอกาสจะก้าวหน้าได้มาก

แต่ถ้าไม่ทุ่มเทก็พร้อมจะถูกเขี่ยออกจากวงการ (ไม่มีคนจ้าง)

เหมือนกับพนักงานออฟฟิสที่ไม่ก้าวหน้านั่นเอง

10.Work Life Balance

เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าชัดที่สุดในหนังเรื่องนี้เลยครับ

ยุ่นคิดว่าการโหมทำงานหนักจะทำให้ได้งานที่ออกมาดี

แต่นอกจากสุขภาพจะพังแล้ว งานก็ยังไม่เสร็จตามกำหนดอยู่ดี

ซึ่งเมื่องานไม่เสร็จ ชีวิตยุ่นก็ยังเดินต่อไปได้ แม้ว่าอาจจะเสียเครดิตเรื่องงานไป แต่ยุ่นก็ยังมีชีวิต

การโหมงานจนเสียชีวิตนั้นคงไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น

เอาจริงๆผมอยากให้หนังตัดจบตั้งแต่ยุ่นล้มหัวฟาดพื้นเลยนะ

ถ้าตายฉากนั้นจะ EPIC มากๆ คงเป็นหนังที่น่าจดจำที่สุดในรอบหลายปีเลย (แอบโหด)

เพราะถ้ายุ่นตายแล้ว งานมันก็คือไม่เสร็จอยู่ดี และจะพีคกว่าถ้าสุดท้ายพี่เป้งให้เจิดทำต่อ

แต่นั่นล่ะ ถึงในหนังเรื่องนี้จะไม่ได้กล่าวไว้ แต่พี่เป้งก็คงหาคนมาทำแทนยุ่นจนเสร็จอยู่ดี

การที่หนังไม่ให้ยุ่นตายก็อาจจะเพื่อเปิดทางให้พี่เป้งยกคอมมาให้ยุ่นในฉากถัดมา

เพื่อแสดงให้เห็นว่าคนแบบนี้ก็มีอยู่จริงแหละ ถึงคนที่ทำงานให้จะป่วยแต่ก็ยังอยากได้งาน

ถ้ายุ่นไม่รู้จัก Balance ชีวิตตัวเอง ก็คงต้องป่วยตายเข้าสักวัน

…และถ้าสังเกตขอบตาพี่เป้งไม่ได้คล้ำนะ ดูหนังออนไลน์ไทย