รีวิว Princess Mononoke อนิเมะสุดตื่นเต้น อ่านได้ที่นี่เลย

รีวิว Princess Mononoke อนิเมะสุดตื่นเต้น อ่านได้ที่นี่เลย

The Art of Princess Mononoke: Amazon.co.uk: Hayao Miyazaki: 9781421565972:  Books

รีวิว ในตอนนี้ตอน วัว วิด-19 นั้นกำลังระบาดอยู่ นี้ อาจจะ ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ เลย ว่า อนิ เมะ เป็น สิ่ง ยอดนิยม ที่ คน จำนวน
มากดู กัน ระหว่างที่ทำ งาน ที่ บ้าน (WFH) หลายขึ้น ด้วย เสน่ห์ลายเส้น ที่ สื่อ อารมณ์ นำไปสู่ การเคลื่อนที่ ต่างๆ ซึ่ง ให้ความรู้

ความเข้าใจ สึก ที่ต่างจาก ภาพยนตร์ ที่ ใช้คน มา แสดง อย่างสั้นเชิง แล้วก็ เป็น ภาพยนตร์ อนิเมชั่น ที่ มีลักษณะเฉพาะบุคคล ที่

มีความมากมาย ทางด้านไอเดีย ใส่ไว้ด้านในรายละเอียด ทำให้ ผู้ชม กำเนิด ความ จินตนาการไป นาๆประการ แล้ว ใน วันนี้ ทาง

คนเขียน ต้องการจะ มา เสนอ อีกอนิเม:เรื่อง หนึ่ง ที่ มีความรู้สึกว่า น่าดึงดูด แล้วก็ ซ่อนเร้น ไป ด้วย ไอเดีย แง่คิด ลง ไป ใน อนิ

เมะ นี้ ได้อย่าง แนบเนียน เป็นอนิ เมะ เรื่อง Princess Mononoke หรือ โมโน โน เกะ เจ้าฟ้าหญิง จิตวิญญาณ ที่ พนา ของ

ค่าย Studio Ghibli นั่นเอง ซึ่งได้ผลสำเร็จ งาน ของ ผู้กำกับ ไม่ ยา ซากิ ผู้ครอบครอง รางวัล อนิ เมะ ผุดผ่อง ส การ์ อย่าง

Spirited Away แล้วก็ HowI’s Moving Castle โดยจะเอ่ยถึงกรขัดกัน ระหว่าง ธรมชาติ กับ มนุษย์ ตอน สมัยมุ โระ มะ จิ

บทความที่ 1

โดย เรื่อง จะ เริ่ม จะ พูดถึง ฉาก พระราชโอรส อะ ชิ ตะ กะ พระราชโอรส องค์ ในที่สุด ที่ เอะ ไม่ ชิ ได้ ต่อสู้กับ ภูติผีหมูป่า ยักษ์ ที่ รุก

เข้ามา เขาจำต้อง ยิง ธนู ใส่ ภูติผีปีศาจ หมูปา เพื่อ คุ้มครองป้องกัน หมู่บ้าน เอาไว้ กระทั่ง แขน ได้รับบาดเจ็บ กลับมา ไม่ โกะ

แก่ประจำ กลุ่ม ได้ พยากรณ์ ไว้ว่า แขนด้านขวา ของ พระราชโอรส ที่ ได้รับ บาด นั้น เป็นแผล จำต้องคำแช่ง ทำให้เขาตกลงใจ

เดินทางไป ยัง ป่า ที่ หมูป่า อาศัย พร้อม หา มูลเหตุ ว่า เพราะอะไร เทวดา หมูปา ถึงได้เปลี่ยนเป็น ภูติผี ดีมากยิ่งกว่า คอย วัน ตาย

ไปเฉยฯ เผื่อหาทาง แก้คำแช่ง ได้ เขา เดินทาง จนกระทั่ง พบ เมือง โลหะ นคร คนภายใน เมือง ตัดไม้จาก ป่า โดยตลอด ทำให้

สัตว์ป่า ไม่มี ที่อยู่ที่อาศัย และก็ ออกมา คุ้มครองป้องกัน กราก ของ ต้น จนถึง เป็น สงคราม ระหว่าง ธรรมชาติ กับ มนุษย์ ขึ้นมา

โดย การรบ นั้น ฝั่ง ธรรม ขาติเตียน ใน เรื่อง จะมี สุนัขปา 3 ตัว นำ โดย เทวดา สุนัขป่ โมะ โระรวมทั้ง ซัง เต็กสาว ที่ โมะโระ

เลี้ยงไว้ติดตาม ด้านหลังติดตาม มาด้วย พร้อม เหล่า กลุ่ม ปา รอ ช่วย สู้ ศึก คราวนี้ ทาง ฝั่งมนุษย์ จะมี ท่าน เอะ โบะ ชิ หัวหน้า

ของ เมืองนี้ กับ เหล่า ผู้คน ใน เมือง ร่วม ทำสงคราม ใน ศึกคราวนี้ ไม่รู้เรื่อง ว่า ศึก คราวนี้ จะจบ อย่างไร จะต้อง ทดลอง ติดตาม

ที่ อนิ เมะ ฉบับ เต็ม ของ หัวข้อนี้ กันได้เลย ค่า ดูหนังออนไลน์

โดยสำหรับเรื่องนี้ทางผู้เขียนให้เลย 9 เต็ม 10 ค่า ผู้เขียนชอบการเล่าเรื่องของอนิเมะเรื่องนี้มาก เพราะสอดแทรกแนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติและปรัชญาได้อย่างลงตัวเลย พอผู้เขียนดูทำให้คิดถึงอีกเรื่องหนึ่งที่พล็อตคล้าย ๆ กันเลย อย่างเรื่องมหาสงครามหุบเขาแห่งสาย ของทาง Studio Ghibli ซึ่งเรื่อง Princess Mononoke จะมีความแตกต่างกันออกไป มีภาพการต่อสู้ที่ดูรุนแรงและการดำเนินเรื่องค่อนข้างเร็วต่างจากเรื่องอื่น ๆ ที่มีการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างเรียบง่ายและจบอย่างสงบ แต่ลึกซึ้ง โดยรวมแล้ว เป็นเรื่องที่ผู้เขียนอยากแนะนำให้ทุกคนได้มาลองดูสักครั้ง รับรองว่าจะติดใจเหมือนผู้เขียนอย่างแน่นอน

เป็นยังไงบ้างกับบทความของเราในวันนี้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยเลยใช่ไหมคะทุกคน โดยทุกคนสามารถดูได้แล้วผ่านทาง Netflix ผ่านกล่อง TrueID ได้แล้ววันนี้ สำหรับวันนี้ขอตัวลาไปก่อน บายค่า

สุดยอดหนังในดวงใจใครหลายคน สำหรับสาวกหนังจากค่าย Ghibli ที่ต่างก็ยอมรับหนังเรื่องนี้ว่าทำออกมาได้ดีมากๆ ทั้งภาพ และเนื้อเรื่อง เลยกลายมาเป็นหนังน่าดู Netflix อีกเรื่อง โดยหนังเรื่องนี้ก็เคยทำรายได้สูงสุดในญี่ปุ่นมาแล้วด้วย เนื้อเรื่องได้พูดถึงเจ้าชายคนหนึ่ง ที่มีชื่อว่าเจ้าชายอะชิตะกะ ซึ่งเป็นเจ้าชายองค์สุดท้าย และได้ถูกหมูป่าเข้าโจมตี และได้ต่อสู้กันจนถึงขั้นที่เจ้าชายได้รับบาดเจ็บที่แขน ซึ่งบาดแผลนั้นไม่ใช่แผลที่ธรรมดา เพราะมีการทำนายว่าจะต้องคำสาป จนทำให้เจ้าชายต้องออกเดินทาง ไปยังแหล่งต้นที่มาของหมูป่าเหล่านั้น จนได้พบความจริงบางอย่าง ที่ทำให้ธรรมชาตินั้น ต้องลุกขึ้นมาสู้กับมนุษย์ จนได้พบกับเทพเจ้าหมาป่า ที่เป็นตัวคอยนำทัพจากธรรมชาติ ศึกนี้จะจบลงแบบไหน ก็ต้องไปติดตามดูกันได้เลย ขอบอกเลยว่าหนังเรื่องนี้ดีจริงๆ ไม่ใช่แค่เป็นการ์ตูนธรรมดา แต่หลายๆ คนบอกว่าเนื้อเรื่องนั้นได้สะท้อนอะไรหลายอย่าง เกี่ยวกับตัวเราและธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

ขณะที่คนส่วนใหญ่บนโลก ชื่นชอบและมีความสุขกับอนิเมชั่นจากฝั่งอเมริกา และอีกหลายคนหาความแปลกใหม่จากอนิเมชั่นฝั่งยุโรป แต่ก็คงไม่มีใครจะกล้าปฏิเสธความไม่เหมือนใคร ของอนิเมชั่นจากแดนอาทิตย์อุทัย ที่ถูกเรียกจนติดปากว่า “อะนิเมะ” ภาพยนตร์อนิเมชั่นที่มีลักษณะเฉพาะตัว ที่มีความหลากหลายและบรรเจิดในไอเดียเป็นอย่างยิ่ง

วันนี้ เห็นทีผมต้องหาทางเริ่มเรื่องได้แล้ว กับอะนิเมะสักเรื่องที่น่าสนใจ และน่าจะหยิบมาเล่าสู่กันฟังกันบ้าง ผมขอเริ่มที่เรื่องนี้ก่อนแล้วกัน ภาพยนตร์อะนิเมะจาก Studio Ghibli ที่ผมค่อนข้างชื่นชอบในผลงาน ด้วยความโดดเด่นด้านภาพและการนำเสนอ หนึ่งในนั้นคือ อะนิเมะเรื่องนี้

เทพหมูป่านาโกะ ยังกลายเป็นเทพอสูรทาทาริได้เมื่อความโกรธเกลียดเข้าครอบงำจนมืดมิด หากธรรมชาติจะเลิกปรานีต่อเราบ้าง เราจะอยู่กันอย่างไร

นี่ไม่ใช่อะนิเมะเพื่อความบันเทิงอย่างเดียว แต่เป็นอะนิเมะที่ต้องใช้ปัญญาเสพพอตัว อะนิเมะจาก Miyazaki จะแทรกแนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติและปรัชญาเข้าไว้ด้วยเสมอ หลายเรื่อง เน้นเนื้อเรื่องของการมองโลกในแง่ดี มีการดำเนินเรื่องที่อบอุ่นพร้อมๆ กับภาพที่งดงาม แต่เรื่องนี้กลับแปลกออกไป มีภาพการต่อสู้ที่ดูรุนแรง การดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างฉับไว แต่ฉากที่วาดด้วยมืออันเป็นเอกลักษณ์ของ Ghibli ก็ยังคงมีอยู่อย่างครบถ้วน เป็นอีกเรื่องที่คออะนิเมะควรได้มีโอกาสเสพแม้เพียงสักครั้ง

Princess Mononoke ได้รับรางวัลมากมาย โดยเฉพาะรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก Japan Academy Awards ครั้งที่ 21 ทำรายได้สูงสุดบนหมู่เกาะญี่ปุ่นเมื่อปี 1997 ก่อนจะถูก Titanic ถล่มสถิติในเวลาต่อมา ได้รับการใส่เสียงพากย์จากนักแสดงฝั่งฮอลลีวู้ดชื่อดังอย่าง Claire Danes และ Minnie Driver และทาง Miramax ได้สิทธิ์ในการจัดจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา

รีวิว บ้านฉัน…ตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้) หนังตลกที่ให้ครบหลายอารมณ์

รีวิว บ้านฉัน…ตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้) หนังตลกที่ให้ครบหลายอารมณ์

ผู้หญิงชอบผู้ชายตลก...แต่ตัวฉันไม่ตลกจะมีใครชอบมั้ย

รีวิว สิ่งที่ชอบ
1 .ความเป็นหนังครอบครัว … ครอบครัวใน บ้านฉันฯ เป็น ต้นแบบที่ดี ที่กรมสุขภาพจิตน่าจะใช้ขยายให้ประชาชนดูเป็นต้นแบบของครอบครัวอันมีคุณลักษณะของการสร้างสุขภาพจิตที่ดีในบ้าน
อาทิ มีอารมณ์ขัน , อยู่ด้วยความเข้าใจ , ไม่ใช้ความรุนแรง ฯลฯ และก็ไม่ได้ดีเลิศเลอเพอเฟคต์ไร้จุดอ่อน เพราะ เราก็ได้เห็นปัญหาที่เกิดจาก ความเป็นผู้ใหญ่ไม่เข้าใจเด็ก , ความเป็นเด็กที่คิดว่าพ่อไม่รัก พ่อไม่ยอมรับ ฯลฯ

เป็นหนังที่คนเป็นพ่อแม่ ดูแล้วสามารถได้ข้อคิด ว่า อะไรที่เราอาจทำให้ลูกเข้าใจผิดแบบไม่รู้ตัว, บางเรื่องที่พ่อแม่ไม่คิด อาจสร้างปมด้อยในชีวิตให้กับเด็กติดตัว ในขณะที่คนเป็นลูกดูแล้วก็จะเข้าใจว่า บางสิ่งที่เราไม่สามารถสรุปได้เพียงแค่มุมที่เรามอง , เราไม่ควรด่วนสรุหรือตัดสินพ่อแม่หรือใครก็ตามได้จากเรื่องๆเดียว หรือ คำพูดเพียงไม่กี่คำ
ฉากเด็ดที่ผมคิดว่า คนเขียนบท ครีเอทได้จี๊ดสะท้านใจ คือ ฉากพ่อตี ที่ดูแล้วเสียน้ำตาได้พอๆกับ ฉากพ่อตบหน้า ใน Always: Sunset on Third Street

เมื่อพ่อแสดงให้เห็นแล้วว่า รักลูกมากขนาดไหน แม้ที่ผ่านมาจะไม่เอ่ยปากตรงๆ แต่เมื่อลูกหายไป พ่อทิ้งได้ทุกอย่าง กินไม่ได้นอนไม่หลับ รอเห็นลูกเดินกลับมา ที่ตีไม่ใช่โกรธ แต่อยากให้รู้ว่า พ่อเจ็บและเสียใจ รักมาก ก็เจ็บมากเช่นกัน

ผลลัพธ์ที่ออกมา ทำให้หนังเรื่องนี้เหมาะกับทุกๆคนในครอบครัวอย่างแท้จริง

2. ความเป็นหนังตลก … หน้าหนังเรื่องนี้เด่นชัดในการขาย ความเป็นหนังตลก แต่จากตัวอย่างหนังที่ปล่อยออกมา ผมหวั่นๆว่าจะไม่เวิร์ค เพราะผมคิดว่า ตัวอย่างหนัง ไม่ตลกเท่าไหร่เลย ไม่เหมือนหนังตลกหลายเรื่องที่ปล่อยมุกขำกลิ้งตั้งแต่ตัวอย่างหนัง

แต่เมื่อได้ดูแล้วก็ต้องบอกว่า การที่ตัวอย่างหนังกั๊กมุกเด็ด อาจเป็นข้อเสียในตอนเปิดตัวเพราะคนยังลังเล แต่เป็นข้อดีในการปลุกกระแสคนดูปากต่อปากต่อปาก เพราะ พอเข้าไปดูแล้วกลับเซอไพรส์เพราะมีมุกที่เด็ดกว่ามากมายยิงใส่คนดู คนดูก็จะรู้สึกดีกว่าที่คาด ตรงข้ามกับหนังหลายเรื่อง มุกเด็ดอยู่ในหนังตัวอย่างหมด คนดูจึงผิดหวังเวลาตีตั๋วเข้าไปไม่เหลือมุกอะไรให้ฮาอีก

ที่ดีคือ วิทยา ทำให้คนดูรู้สึกดีๆเหมือนดูหนังของ ยอร์ช (ผกก.ตระกูลหนังส่ายหน้า) คือ ทั้งคู่ กำกับ ตลก มาเล่น ตลก ในหนัง ตลก ได้เป็น ไม่ใช่แค่ วางกล้องแล้วปล่อยพวกเขา เล่นตลกแล้วสักแต่ถ่ายเทปมาต่อๆกัน

ตลกคาเฟ่ ขำได้ โดยไม่จำเป็นต้องหยาบ และ ถ้าผ่านการกลั่นมุก เราก็จะเห็นกึ๋นของตลก และ สิ่งที่ต้องชมความตลกของหนังเรื่องนี้คือ แม้หน้าหนังจะชัดเจนสุดๆว่า เป็นครอบครัวที่ประกอบอาชีพตลก มุกตลกนับสิบนับร้อย ที่ประเคนมา ไม่ได้เด่นหรือโดดเกินหน้าเนื้อหาหนัง

แม้จะมีมุขทะลึ่งๆบ้างก็ไม่ได้ออกมาในแนวหยาบโลน หลายหนที่บอกว่า ตลกคาเฟ่ จำต้องหยาบ แต่ มุกตลกคาเฟ่จำนวนมากในหนังเรื่องนี้ อาจมีทะลึ่งบ้าง แต่ ไม่หยาบเลย

สามอันดับมุกชนะเลิศ

ผมเจ็บ … มุกบ้านๆมาก แต่จังหวะได้

เกะกะ … จังหวะรับส่ง ความน่ารัก และ คนคิดคำ ทำให้คนดูยิ้มได้ในทันที

พ่อง้อลูก … นี่เป็นการดัดแปลง ตลกบนเวที ด้วยการใช้เทคนิกทางภาพยนตร์ให้กลายมาเป็น ตลกในจอหนัง ได้อย่างยอดเยี่ยม ฉากตีหัวเอย , ปล่อยมุกเอย ดูจากเวทีได้ จะถ่ายมาออกจอก็ไม่ต่าง แต่มุกแบบนี้ที่ใช้จังหวะกล้อง เราไม่สามารถ

3. ทีมนักแสดงที่เล่นกันได้ดียกทีม เล่นเข้าขา … ต้องชมทั้งทีม casting , ผู้กำกับ และ นักแสดงทุกคน (จาตุรงค์ ได้บทที่เหมาะกับเขาอย่างที่สุด ผสมมุกตลกและมุมของพ่อได้ดีมาก เช่นเดียวกับ น้องสาวคนเล็ก ที่น่ารักและฮาอย่างไร้ที่ติ) ดูหนังออนไลน์

รีวิว จอมขมังเวทย์ 2020 – หนังแอ็กชันไสยศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของความเชื่อ

รีวิว จอมขมังเวทย์ 2020 – หนังแอ็กชันไสยศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของความเชื่อ

รวมถึงการแสดงของ ก็อต จิรายุ ตันตระกูล ที่บอกได้เลยว่าแบกหนังมากกว่าตัวหลักด้วยซ้ำ การแสดงของเขาทำให้รู้สึกว่ามันเลว มันโหด มันร้ายจริง ๆ จนทำให้ไม่ลืมภาพลักษณ์ตัวร้ายในบทบาทความเป็นโรคจิตของเขาลงไปได้ ถ้าให้เขาไปแสดงเทียบเท่าหนังฮอลลีวูดรับบทโจ๊กเกอร์ก็ยังได้เลยด้วยซ้ำ เป็นตัวร้ายที่ผมมองแล้วรู้สึกว่าเขาเดินได้เท่จริง ๆ และโรคจิตโคตร ๆ

ในตอนท้ายของเรื่อง เราจะเห็น 2 ฉากสุดท้ายที่ได้ปล่อยออกมา เราจะมาคาดเดาในตัวอย่างที่ 2 กันเพราะตัวอย่างนี้เราจะเห็น สันติ ที่ตามล่า อิทธิ จนมาถึงโบกี้รถไฟแล้วโดดเข้าใส่ก็ตัดจบ ทำให้ไม่รู้ว่าจะมีภาค 3 หรือไม่ แต่ส่วนตัวคิดว่าภาคนี้คือระยะเวลาที่หายไปในภาคแรกซะมากกว่าถึงแม้จะมีบางจุดที่ไม่สมเหตุสมผลแต่พอมาชั่งน้ำหนักดูแล้วเหตุการณ์ที่บอกว่าเป็นส่วนหนึ่งข้อภาคแรกทำให้มีจุดบกพร่องน้อยกว่าที่จะทำภาค 3 ต่อด้วยซ้ำ เพราะมันจะตอบคำถามทุกอย่างเลยว่า ทำไมอิทธิถึงไม่ตาย และหมวดสันติหายไปไหน

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีภาพยนตร์ที่น่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่งแถมเป็นภาพยนตร์ไทยที่อาเจ๊นัทจำตามอง และ อยากดูเป็นอย่างมากนั้นก็คือ “จอมขมังเวทย์ 2020” ผลงานจากผู้กำกับพี่ต้อม ปิยะพันธุ์ ชูเพ็ชร์ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ทางพี่ต้อมเองได้อธิบายเอาไว้ว่า “มันไม่ใช่ภาครีเมค แต่เป็นภาคต่อที่เขาตั้งใจทำเอาไว้เมื่อ 15 ปีก่อน” ซึ่งใครที่กำลังจะไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้อาเจ๊นัทขอแนะนำว่าให้ไปหาดูภาคแรกในชาแนล Youtube ของ “พระนครฟิลม์ Phranakornfilm” ได้นะคะ

เนื้อเรื่องใน “จอมขมังเวทย์ 2020” เป็นเหตุการณ์ต่อจากภาคแรกที่อ้างอิงตามเวลาจริงถึง 15 ปี ( ในหนังก็พูดนะ ) โดยเรื่องราวถูกเล่าผ่านตัวละครที่ชื่อว่า “วิน” หนุ่มผู้ชื่นชอบวิชาต่อยมวยและใช้วิชานี้ในการหาเงินให้กับตัวเอง มีอยู่มาวันหนึ่งวินต้องเจอเหตุการณ์ที่เลวร้ายเมื่อเขาและพ่อถูกลอบฆ่าจากกลุ่มคนปริศนา ทำให้วินได้เสียพ่อไป ส่วนตัวเองก็บาดเจ็บสาหัส เมื่อพักฟื้นเรียบร้อยแล้วเขาก็ได้ตัดสินใจฝึกฝน เรียนรู้วิชาด้านไสยเวทย์เพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวและสืบหาข้อมูลว่า “ใครเป็นคนลอบฆ่าเขาและพ่อ”

แต่เมื่อเขาค้นหาความจริงก็พบว่า “ฆาตกรที่ฆ่าพ่อเขาก็ไม่ธรรมดา เพราะว่าเขาก็คือผู้ที่ถูกเรียกว่าจอมขมังเวทย์ในตำนาน” ในระหว่างนั้นโลกของเรามีกลุ่มคนผู้ใช้ความเชื่อมาหากินกับผู้คนที่หมดสิทธิ์หนทาง นั้นก็คือ ครูเมย์ และ ก็อต ผู้ที่คอยสนับสนุนอยู่ข้างๆ แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็นำพาให้ผู้ชมได้รู้ว่า “ในยุคปัจจุบันโลกของเราผู้คนยังเชื่อในสิ่งลี้ลับและด้านไสยศาสตร์ว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้ชีวิตดีขึ้น” บทสรุปสุดท้ายจะเป็นยังไง วินจะต้องเผชิญหน้ากับจอมขมังเวทย์ในตำนานแล้วหาทางเอาชนะได้รึไหมต้องไปติดตามกันค่ะ

ส่วนตัวแล้วอาเจ๊นัทคิดว่าบทภาพยนตร์ใน “จอมขมังเวทย์ 2020” ต้องการนำเสนอให้เราเห็นว่า “โลกใบนี้แม้ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน หรือ ยิ่งใหญ่มากเพียงใด บางครั้งก็ต้องมีตัวช่วยที่มากกว่ากำลังและมันสมองอยู่ดี” ซึ่งจุดเด่นในเรื่องนี้น่าเสียดายที่ภาพยนตร์พยายามจะเล่าแต่ไปไม่สุดสักทางจริงๆ บางเรื่องราวก็ไม่พูดถึงที่มาที่ไปสักเท่าไหร่ แต่ถ้ามองแบบลึกๆ การเล่าเรื่องก็ทำออกมาได้ดีไม่เลวร้าย ถ้าเพื่อนๆ ตามทันกับสิ่งที่ภาพยนตร์ต้องการปูทางให้เราเข้าใจนะ แต่ถ้าคนที่หลุดโฟกัสไปนิดเดียวอาจจะงงและไม่เข้า่ใจเลยค่ะ

นอกจากบทภาพยนตร์ที่ตำหนิไปเล็กๆ น้อยๆ แล้ว สิ่งต่อมานั้นก็คือ “CG” ที่ยังรู้สึกว่าทำไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้ฉากที่ต้องใช้ Effect อลังการๆ ดูบ้านๆ ไปเลย ตรงข้ามกับฉากคิวบู๊ที่ทำออกมาได้สนุกมาก เรียกว่าเหมือนกำลังดู “คมแฝกเวอร์ชั่นภาพยนตร์” เลยแหะ ( แต่ก็นะนักแสดงก็มาจากเรื่องเดียวกันเลยหว่า )

มาพูดถึงนักแสดงกันหน่อยค่ะ บทนำอย่าง “วิน” ที่ได้ หมาก ปริญ สุภารัตน์ นักแสดงคุณภาพที่บอกตรงๆ ว่าตอนแรกแอบกังวนว่าเขาจะเหมาะกับบทบาทตัวละครนี้รึเปล่า แต่พอเอาเข้าจริงๆ ตัวหมากทำได้ดีมากค่ะ โดยเฉพาะคิวบู๊ ดูเป็นธรรมชาติมากๆ ไม่ติดขัดอะไรเท่าไหร่เลย ตามมาด้วย “ก็อด” ที่ได้ ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล หนึ่งในนักแสดงคุณภาพอีกคนที่ทั้งสองเคยแสดงละครแนวบู๊อย่างเรื่องคมแฝกด้วยกันมาก่อน บอกเลยว่า “ดีงามไม่แพ้หมากเลยค่ะ”

มาพูดถึงตัวละครสาวๆ กันบาง น้องคิตตี้ ชิชา อมาตยกุล พอขึ้นจอใหญ่บอกตรงๆ ว่า “ดูสวยมากๆ” เห็นแล้วอาเจ๊นัทยังชมไม่ขาดปากเลย ส่วนน้องแพร์ พิชชาภา พันธุมจินดา ก็เช่นเดียวกันค่ะ ไม่แตกต่างเลย ที่ทั้งสวยและมีฉากเซ็กซี่ๆ ให้หนุ่มๆ ที่ไปดูแอบหลงรักน้องและการแสดงได้ไม่ยาก เอาเป็นว่าหนุ่มๆ ที่ไปดูต้องเลือกแล้วละว่าจะชอบน้องคนไหน >.,<

สุดท้ายนี้ก็คือตัวละครจอมขมังเวทย์ในตำนานอย่าง “นก ฉัตรชัย เปล่งพานิช” ที่ภาคนี้ก็ได้กลับมารับบทเป็น “อิทธิ” อีกครั้ง แถมยังจะต้องเผชิญหน้ากับผู้ใช้ไสยเวทย์รุ่นใหม่ ก็เรียกว่าฉากต่อสู้ของพวกเขาก็สนุกและยังมีคำพูดที่ให้แนวคิดแก่ตัวละครหลักภายในภาพยนตร์ด้วย อีกทั้งยังเป็นภาพยนตร์ที่ได้แสดงร่วมกับ “นก สินจัย เปล่งพานิช” ผู้เป็นภรรยาแท้ๆ อีกด้วยนะ

ถ้าให้อาเจ๊นัทสรุปว่าภาพยนตร์เรื่อง “จอมขมังเวทย์ 2020” ควรไปดูไหม แนะนำว่าไปดูเถอะค่ะ สนุกมากจริงๆ แม้ว่าในหลายๆ ส่วนอย่างบทภาพยนตร์ที่อาจจะขาดความสมเหตุ สมบทไปบ้างก็ตาม การตัดต่อที่แว่บไปแว่บมา ทำให้ผู้ที่ดูอาจจะตามไม่ทัน หรือ CG ที่ยังไม่ดีพอ แต่นั้นไม่ใช่สาเหตุหลักที่คุณจะไม่ดูภาพยนตร์เรื่องนี้หรอกค่ะ

เพราะถ้าให้อาเจ๊นัทพูดก็คือ “มันคือภาคต่อจากภาพยนตร์เรื่องจอมขมังเวทย์เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ภาคนี้จะมาช่วยขยายเรื่องราวว่าเมื่อโลกเปลี่ยนไป ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง ความเชื่อก็ยังคงอยู่กับคนเราอยู่เหมือนเดิม” น่าเสียดายที่พี่กอลฟ์ อัครา อมาตยกุล ผู้รับบทเป็น “สันติ” หนึ่งในผู้ที่มีวิชาอาคมแข็งแกร่งไม่แพ้อิทธิไม่ได้มาร่วมแสดงด้วย สาเหตุเป็นเพราะพี่กอลฟ์เองได้ลาวงการเป็นนักแสดงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สุดท้ายนี้ อาเจ๊นัท และ ทีมงาน uKNOW ขอฝากบทความนี้และบทความอื่นๆ ที่พวกเราตั้งใจนำเสนอมาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันด้วย อย่าลืมกดแจ้งเตือนของเว็บไซต์และกดไลน์หน้าแฟนเพจ uKnowTH เพื่อติดตามผลงานของพวกเรากันด้วยนะคะ ดูหนังออนไลน์

รีวิว รถไฟฟ้ามาหานะเธอ Bangkok Traffic (Love) Story

รีวิว รถไฟฟ้ามาหานะเธอ Bangkok Traffic (Love) Story

รวมรูปภาพของ รถไฟฟ้า มาหานะเธอ รูปที่ 11 จาก 21

รีวิว ในโอกาสที่ครบรอบ 10 ปี BTS ทาง GTH จึงปั้นเรื่องของรถไฟฟ้าของคนเมืองมาผสมกับความรักของสาวเมือง ที่นับวันยิ่งแต่งงานกันน้อยลง ไม่ก็แต่งกันในวัยที่มากขึ้นทุกที อาจด้วยเพราะผู้ชายเมืองหายากขึ้นทุกทีจนต้องแย่งกันคว้า แม้ว่าเหมยลี่จะเจอคนนั้น แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ต้องสะดุดด้วยอุปสรรคหลากรูปแบบ ที่มีพลังพอจะแยกคนสองคนให้เลิกลาจากกันได้

ทั้งเวลาเอย ระยะทางเอย ความผันแปรของจิตใจเอย ทุกอย่างคือสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงกับทุกคน มิน่ามันถึงโดนใจยิ่งนัก

นอกจากดาราแขกรับเชิญหลายคนที่มาช่วยสร้างความฮา (นอกจาก แจ็ค แฟนฉัน ที่เห็นกันในหนังตัวอย่างไปแล้ว) ไปดูเอาเองแล้วกันว่ามีใครบ้าง หนังมีเวลาให้เราสนุกความรักที่แสนฮาไปค่อนเรื่อง ก่อนปิดท้ายด้วยอารมณ์อีกด้านของความรัก แม้จะเตรียมใจมาแค่ไหน ผมก็ไม่วายเสียน้ำตาให้กับมัน ตั้งแต่คำพูดนั้นของเหมยลี่ มาจนถึงตอนจบ น้ำตาไม่เคยเหือดแห้งจางไป ทำให้ผมนึกถึง “Marley & Me” หนังหมาๆ ที่ตั้งใจเล่าเรื่องคนที่ผมเพิ่งได้ดูไป ฮาตลอดเรื่องแล้วมาร้องไห้กันตอนท้าย แต่ “Marley & Me” ก็ไม่ได้ทำให้เราเศร้านานขนาดนี้

นางเอกหมวยๆ…ไม่เอานะเธอ

หลายคนคิดว่าความแข็งแรงของความหมวยในหนังเรื่องนี้จะต้องเป็นแกนหลักในการหานางเอกแน่ๆ แต่จริงๆ แล้วไอเดียการหานักแสดงเรื่องนี้คือสาวตาโตแบบการ์ตูนตาหวาน นักแสดงที่ได้รับการเรียกมาแคสติ้งในรอบแรกจึงเป็นสาวตาโตล้วนๆ กลมดิ๊ก คือถ้าตาใครมีประกายน้ำแบบในการ์ตูนจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ แต่สุดท้ายไทป์นี้ก็ตกรอบไป เพราะความหมวยยังคงครอบงำหนังเรื่องนี้จนทางโปรดิวเซอร์ไม่สามารถสลัดออกไปได้ ตัวเลือกนักแสดงหมวยจึงทยอยกลับมาอีกครั้ง

ชื่อของ คริส หอวัง ที่ป๊อปอัพมาเป็นชื่อแรกๆ สมัยทีมแคสติ้งเพิ่งได้อ่านบทใหม่จึงกลับมาอีกครั้งในตารางการแคสติ้ง และสุดท้ายชื่อของเธอก็ถูกพิมพ์ลงโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ และประทับลงในจิตใจของสาววัย 30 ชาวไทยที่ยังไม่มีแฟนทั่วประเทศ เรียกได้ว่าเป็นไอดอลเลยก็ว่าได้

รถด่วน…ขบวนบางรัก

ผมคุยกับพี่ปิ๊งเล่นๆ ว่า เออ ตอนนั้นที่ผมดูหนัง ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมบ้านคุณลุง (เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์) มันจะต้องเป็นเกสต์เฮาส์ริมแม่น้ำ พี่เน้นเอาสวยเหรอ พี่ปิ๊งบอกว่า มึงจำไม่ได้เหรอว่าบทร่างแรกๆ ชื่อหนังมันคือ Last Train To Bangrak …อ๋อ ใช่ว่ะ

ชื่อหนังแรกๆ คือ Last Train To Bangrak ตั้งโดย พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล แน่นอนว่าฟังง่ายและตรงไปตรงมา นึกถึงเพลงดังที่ร้องว่า เสียงรถด่วนขบวนสุดท้าย และขบวนสุดท้ายนั้นกำลังจะวิ่งไปที่บางรัก คือถ้ามึงไม่ขึ้นขบวนนี้ มึงอาจจะไม่มีความรักแล้วนะ ถ้าเจอคนที่ใช่แล้ว มึงต้องขึ้นแล้วล่ะ เลิกเก๊กได้แล้ว อะไรประมาณนี้

ดังนั้นพี่ปิ๊งเลยเริ่มไปเดินเล่นแถวบางรักจริงๆ ว่ามันมีอะไรแถวๆ นั้นบ้าง บ้านของนางเอกจึงเป็นตึกแถวเหมือนบ้านในย่านนั้น รวมถึงบ้านคุณลุงที่เขียนไว้ว่าจะต้องอยู่ใกล้บ้านเหมยลี่ ก็เลยไปอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และสุดท้ายสถานีรถไฟฟ้าที่เหมยลี่และคุณลุงขึ้นเป็นประจำจึงเป็นสถานีสะพานตากสิน  ดูหนัง ไทย

เมโลดราม่า…ไม่ได้นะเธอ

พี่ปิ๊งเล่าว่า มึงรู้ไหมว่าตอนนั้นกูมีความพยายามจะทำให้หนังเรื่องนี้ไม่มีฉากน้ำตาร่วงเมโลดราม่าสุดจี๊ด เพราะฉากแบบนี้หนัง GTH ในยุคนั้นมีบ่อยมาก พี่ปิ๊งเลยต้องการ Disrupt

ฟังเสร็จ ผมนั่งคิดว่าในหนัง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ มันไม่มีฉากเมโลดราม่ายังไง ฉากคริส หอวังร้องไห้เละเทะตอนได้รับของเก่าๆ คืนจากคุณลุงนั่นสุดจะ Dramatic

พี่ปิ๊งเลยบอกว่า ก็กูพยายามแล้วไง แค่สุดท้ายมันไม่สำเร็จ (ฮา) เขาเล่าให้ฟังต่อว่า ฉากนั้นจริงๆ แล้วพี่ปิ๊งบรีฟคริสว่า อย่าร้องเละเทะนะ เอาแบบคลอๆ น้ำตาเกาะขอบตาพอ เธอต้องพยายามกลั้นให้ได้ เพราะอารมณ์ตัวละครมันเป็นแบบนั้น

เทกแรก แอ็กชัน: น้ำตาท่วม

พี่ปิ๊งขอใหม่อีกรอบ บรีฟใหม่ อย่าร้องๆ เอานิดเดียวพอ

เทกสอง แอ็กชัน: ร้องเละ

พี่ปิ๊งคิดในใจ เอาวะ มึงร้องไปสองเทกแล้ว น้ำตาหมดแล้วแน่นอน เทกสามเดี๋ยวแม่งได้แล้วล่ะ

เทกสาม แอ็กชัน: ร้องเละเทะที่สุด / จบ.

พี่ปิ๊งหันกลับไปถามพี่เก้ง จิระที่ไปออกกองด้วยว่าเอาไงดีครับพี่ พี่เก้งบอกว่า เลยตามเลย

สุดท้ายเราก็ได้ฉากเมโลดราม่าสุดจี๊ดกลับมาอยู่ในหนัง แม้จะไม่เป็นไปตามความตั้งใจของพี่ปิ๊ง แต่มันก็จี๊ดจริงๆ นะพี่

เคนธีรเดช…ไม่มีใครจำได้นะเธอ

ความดังของพี่เคนในช่วงปีนั้นเรียกได้ว่า กงยู เมืองไทย
ความเหนื่อยลำบากของกองถ่ายคือ การถ่ายทำพี่เคนในตอนกลางวัน เพราะจะมีคนมารุมล้อมพี่เคนตลอดเวลา ตอนถ่ายฉากงานสงกรานต์ตรงถนนใหญ่ก็จะมีมอเตอร์ไซค์บิดมาขนาบข้างตลอด
แต่โชคดีว่าตัวละครของพี่เคนเป็นพระเอกแห่งรัตติกาล เน้นอยู่กลางคืน เวลาถ่ายพี่เคนตอนกลางคืนจะไม่ค่อยมีปัญหามาก เพราะคนทั่วไปเหมือนจะไม่แน่ใจว่านี่ใช่เคน ธีรเดชหรือเปล่า มาเดินเล่นอะไรดึกดื่นแถวย่านชุมชนแบบนี้ จึงช่วยให้เกิดความสบายในการถ่ายทำมากขึ้น บางทีไปขึ้นรถไฟฟ้าคนก็ไม่ค่อยตกใจมาก

คนสร้างราง…ไม่ใช่นะเธอ

บทร่างแรกๆ ของหนังเรื่องนี้จริงๆ ว่าด้วยการที่พี่เคนของเราเป็นคนสร้างรางรถไฟฟ้าแล้วส่วนต่อขยายนั้นมันมาพาดผ่านหน้าบ้านและดาดฟ้าของตึกแถวบ้านเหมยลี่ ทั้งสองเลยมีโอกาสได้คุยกันผ่านรางรถไฟฟ้าและดาดฟ้าบ้าน โดยที่ตอนนั้นผมมีโอกาสได้ไปรีเสิร์ชบ้านเพื่อนที่ขายมอเตอร์ไซค์แล้วสถานีรถไฟฟ้าอยู่ติดกับดาดฟ้าบ้านจริงๆ คือใกล้กับชานชาลาชนิดที่ว่าสามารถกระโดดข้ามไปได้เลย พวกเราคิดว่าพล็อตนี้น่าสนใจจริงๆ คือถ้าเหมยลี่ไม่ยอมทำอะไรสักทีกับคุณลุง รางที่ลุงสร้างก็จะค่อยๆ เสร็จและเลยผ่านหน้าบ้านตัวเองไป

เมื่อเขียนเสร็จ ทางโปรดิวเซอร์เอาบทไปเสนอทาง BTS เพื่อจะขออนุญาตสถานที่ถ่ายทำ และทันทีที่ BTS อ่านจบ เขาบอกว่าชอบมากครับ แต่ว่าตัวละครคนสร้างรางไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกเรานะครับ เพราะ BTS ไม่ใช่บริษัทรับก่อสร้างรางรถไฟ ได้ยินแบบนี้ก็เหวอกันไปแป๊บหนึ่ง สุดท้ายเราก็กลับมาแก้ไขบทพี่เคนให้กลายวิศวกรซ่อมบำรุงรางประจำวันแทน ซึ่งคนเหล่านี้จะต้องทำงานตอนดึกหลังรถไฟฟ้าปิด ก็คือเที่ยงคืนเป็นต้นไป ซึ่งก็ยังรักษาคอนเซปต์การเป็นคนกลางคืนได้เหมือนเดิม

(แถม) บทร่างแรกๆ หนังจบที่คุณลุงและเหมยลี่ร่ำลากันที่สะพานตากสิน ก่อนที่คุณลุงจะลาไปเมืองนอกและทั้งสองคนไม่ได้เจอกันอีกเลย ซึ่งแน่นอนว่าพี่คนอื่นๆ ก็มาช่วยทำให้ตอนจบอันแสนหดหู่นี้กลายเป็นฉากจบที่ดีกว่าเดิมอย่างที่เห็นในหนัง

รีวิว “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว เลิฟยู้” นางซินเดอเรลล่ากับนายช่างซ่อมรองเท้า

รีวิว “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว เลิฟยู้” นางซินเดอเรลล่ากับนายช่างซ่อมรองเท้า

รีวิว คาแรกเตอร์แต่ละคนจะเป็นตัวละครที่เอาใจชนชั้นกลางจริงๆ เห็นได้จากพระนางของเรื่อง

นางเอก… เป็นติวเตอร์สวยรวยเก่ง (และชอบแบรนด์เนมแบบสาวๆ ในเมือง) แต่เวรี่รั่ว และบางเวลาก็แรดดี๊ด๊าตามประสาชะนีโสดทั่วไป ซึ่งน่าจะทำให้คนดูรักนางได้ไม่ยาก เพราะดูเข้าถึงง่าย ดูเป็นมนุษย์จริงๆ

มากกว่านางเอกในวรรณกรรมอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นไอดอลสาวมั่นของชะนีไทยมั่นหน้าได้อีกว่า “นี่ไง คนสวยไม่จำเป็นต้องเรียบร้อย แรดได้ รั่วได้ ดีไม่ดีเยอะกว่าชะนีไม่สวยซะอีกนะจะบอกให้”

ส่วนพระเอก… เป็นนายช่างดิบๆ ห่ามๆ ปากหมา กวนตีน สาดคำหยาบอย่างน้อยหนึ่งคำในทุกประโยคที่พูด แต่เข้าคอนเซ็ปต์ “ผู้หญิงชอบคนเลว และชอบให้เขาดีกับเราคนเดียว” แถมยังปกป้องเราได้ในชีวิตจริงอีกต่างหาก เท่กว่าเจ้าชายขี่ม้าขาวในเทพนิยายปรัมปราเสียอีกโนะ

แหม น่ารักน่าชัง แถมเคมียังเข้ากันซะขนาดนี้ จะไม่ได้ใจคนดูก็ให้มันรู้ไป ไอฟาย

นอกจากนี้ ในฐานะที่เราเองก็เป็นติวเตอร์ภาษาอังกฤษคนหนึ่ง เราชื่นชมและชอบมุกต่างๆ ที่เกี่ยวกับภาษา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทางทีมงานทำการรีเซิทจุดอ่อนเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทยมาแล้ว เพราะมุกภาษามาค่อนข้างครบเลย

แถมมีการให้ความรู้ภาษาอังกฤษกับคนดูพอหอมปากหอมคอ ตั้งแต่การออกเสียงพื้นฐาน (เช่น H, F, Z) คำศัพท์ทั่วไป (เช่น กระดาษทิชชู่ หลอด) และวลีที่เป็นประโยชน์ (เช่น What about you? และ I think so.) จนไปถึงคำสบถที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน (เช่น ฟัก, WTH ฯลฯ)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังคงต้องขอติเรื่องความสมจริงในส่วนสถาบันสอนภาษาของนางเอกนิดนึง อย่างฉากเปิดเรื่องที่เป็นคลาสจำลองสถานการณ์บนเครื่องบินกับเด็กเล็ก ที่เซอร์เรียลไปค่อนข้างมาก (แต่ก็เข้าใจว่าเน้นฮาอะนะ)

และความรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง ที่หนังไม่ใส่ความสำคัญของภาษาอังกฤษ หรือความสำคัญของ AEC ลงไปเลยสักนิด (เห็นมีแต่จุดประสงค์การเรียนภาษาเพื่อไปง้อสาวและไปจีบสาว อ๋อ… มีเพื่อไปสัมภาษณ์งานนิดโหน่ย~)

ทั้งๆ ที่หนังอุตส่าห์มีโอกาสที่จะเป็นสื่อชั้นดีในการกระตุ้นให้คนไทยหันมาสนใจภาษาอังกฤษมากขึ้นแล้วเแท้ๆ พูดเลยว่า ในฐานะติวเตอร์คนนึง เราค่อนข้างเสียดายจุดจุดนี้จริงๆ

ส่วนการ tie-in โฆษณา เราเฉยๆ ดูแล้วก็ไม่รู้สึกโจ่งแจ้งหรือขัดอรรถรสอะไร มิหนำซ้ำ ออกจากโรงแล้วยังอยากกินมาม่า อยากนั่ง Coffee Beans และเซิทหาราคากระเป๋า LV ที่นางเอกใช้อีกต่างหาก จบ.

โดยสรุป เราไม่ได้ชอบมาก เพราะปกติก็ไม่ค่อยชอบหนังตลกแนวตลกซิทคอมหรือตลกคาเฟ่เท่าไหร่อยู่แล้ว เราจึงเฉยๆ กับมุกตลกในหนัง อย่างมุกขี้ มุกนม มุกก้น หรือมุกใต้สะดืออะไรพวกนั้น เราจะไม่ชอบ (ดูกระแดะปะล่ะ 555)

แต่อินในส่วนของภาษาและส่วนที่เป็นโรแมนติก ตามประสาติวเตอร์ภาษาอังกฤษที่ยังสาวและโสดคนหนึ่ง (ดังนั้นความอินนี่ขึ้นอยู่กับพื้นฐานหรือแบ็คกราวนด์ส่วนบุคคลจริงๆ) และชื่นชอบในความเป็นธรรมชาติและความสามารถของนางเอกร้อยล้าน

ไอซ์-ปรีชญา เป็นกรณีพิเศษ (ที่เราหวังเหลือเกินว่านางจะดังเปรี้ยงปร้างตาม หนูนา-หนึ่งธิดา, ใหม่-ดาวิกา, หรือนางเอกคนอื่นๆ ของ GTH ในเร็ววัน)

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้” ก็เป็นหนังที่ให้ความบันเทิงส่งท้ายปีให้กับพี่น้องชาวไทยได้อย่างไม่เสียดายตังค์ และมีสิทธิทะลุ 200 ล้านบาท

ได้อย่างชิลๆ (ถ้าอาทิตย์หน้าไม่ถูกหนังไตรภาคฟอร์มยักษ์อย่าง The Hobbit: The Battle of the Five Armies แย่งกระแสไปมากนัก) เพราะอย่างน้อย เราเชื่อว่ายังคงมีคนอยากไปดู “ตามกระแส” อีกเยอะ เพราะมิฉะนั้น ถ้าไม่ได้ดู ก็คงจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง… ดูหนังไทย

รีวิว FRIEND ZONE ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน หนังดีที่โดนใจคนโซนเพื่อน

รีวิว FRIEND ZONE ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน หนังดีที่โดนใจคนโซนเพื่อน

WELCOME TO FRIEND ZONE - YouTube

รีวิว เราเชื่อว่า ทุกคนล้วนแต่เคยมีเฟรนด์โซนเป็นของตัวเอง… อาจจะสั้น อาจจะยาว อาจจะใกล้ อาจจะไกล อาจจะเป็นไปได้ อาจจะเป็นไปไม่ได้… แต่นั่นแหละ… ประเด็นเฟรนด์โซนจึงเป็นอะไรที่ค่อนข้างแมส และมีอะไรน่าขยี้เยอะ ประกอบกับผลงานการกำกับที่ผ่านมาของพี่หมู ชยนพ บุญประกอบ ไม่ว่าจะ Suckseed หรือ เมย์ไหนฯ ทำให้เราแอบคาดหวังว่า อย่างน้อย Friend Zone หนังเรื่องล่าสุดจากค่ายหนังอารมณ์ดี GDH มันจะต้องออกมาสนุก ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แต่ปรากฏว่า หนังมันกลับไม่สามารถทำให้เรา… ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่เคยมีเฟรนด์โซนเป็นของตัวเอง… อินไปกับหนังได้เลย ทั้งที่เราก็ตั้งหน้าตั้งตารอดูหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ได้ข่าวว่าเปิดกล้อง เพราะชื่อเรื่องและชื่อนักแสดงนำ รวมถึงชื่อผู้กำกับ ดูน่าสนใจ แล้วหนังแนวเพื่อนรักรักเพื่อนนี่ จริง ๆ เราก็อินมาเยอะ เช่น Love, Rosie, O-Negative, เพื่อนสนิท (ดากานดา-ไข่ย้อย) ฯลฯ

จริง ๆ ต้องบอกว่า ตั้งแต่เห็นเทรลเลอร์ Friend Zone ครั้งแรกละ ก็แอบรู้สึกผิดคาด แล้วพอได้ดูหนังจริง ก็กลายเป็นค่อนข้างผิดหวัง ไม่ใช่เพราะมันทำหลายฉากเป็นการ์ตูนที่คาแรกเตอร์ล้น ๆ เยอะ ๆ เพราะเราเข้าใจว่ามันเป็นสไตล์ของผู้กำกับ แต่ปัญหาคือ มุกตลกมันไม่ตลก พาร์ทความรักก็ไม่ได้ฟินหรือชวนอิน เทียบกับหนังรอมคอมอื่น ๆ แทบไม่ได้เลย ในส่วนของคอนเซ็ปต์เฟรนด์โซน ก็ดูเบาบาง หรือจะพูดว่าบทค่อนข้างกลวงก็ไม่ผิด ในขณะที่ทีมพีอาร์ยังงัด “เฟรนด์โซน” ออกมาขายได้ดีกว่าและสร้างสรรค์กว่าทีมเขียนบทของเรื่องนี้เองเสียอีก

บทหนังแทบไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ หนังเปิดเรื่องในสมัยที่ ปาล์ม (นาย ณภัทร เสียงสมบุญ) กับ กิ๊ง (ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์) ยังอยู่ม.ปลาย แต่ก็เป็นซีนเปิดที่ไม่ได้เน้นเล่าความสัมพันธ์ลึกซึ้งของคู่นี้ (แต่คือก็รู้ว่าเป็นเพื่อนสนิทไปไหนไปกันอะนะ) แต่เน้นเล่าถึงพื้นฐานนิสัยตามสืบตามเสือกอย่างไม่ยอมรามือง่าย ๆ ของกิ๊ง พร้อม ๆ กับแอบ tie-in โฆษณาไปแล้วอย่างน้อยสองตัวเหนาะ ๆ และก่อนที่จะโยงไปเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า “เป็นเพื่อนกันดีที่สุด” อย่างไม่ค่อย smooth as silk สักเท่าไหร่ เออ… ก็แค่นั้น… ส่วนดีเทลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับซีนเปิดเรื่องนี้ก็แทบถูกทิ้งไปเสียสิ้น

ตัดมาที่สิบปีต่อมา ซึ่งเป็นปีปัจจุบัน พระเอกจับวงปรับทุกข์และเล่าเรื่องเฟรนด์โซนของตัวเองกับหนุ่มแก๊งเฟรนด์โซนตามที่เราเห็นในเทรลเลอร์ ซึ่งหมายความว่า หนังก็จะเล่าตัดสลับจากแก๊งเฟรนด์โซนนี้กับเล่าย้อนความเดิมเมื่อปีสองปีก่อนหน้า นั่นก็คือช่วงที่นางเอกคบกับแฟนที่ทำงานด้วยกัน (เจสัน ยัง) ในขณะที่พระเอกก็เปลี่ยนสาวไปเรื่อย ๆ

ตลอดเรื่อง ดูเหมือนคนที่ต้องเจ็บปวดกับเฟรนด์โซนมากที่สุดจะเป็นพระเอก แต่ศูนย์กลางของโลกในหนังเรื่องนี้คือนางเอก ประมาณว่าทุกอย่างต้องหมุนรอบตัวเธอ แล้วปัญหาคือ… เราไม่รู้จริง ๆ ว่า นางเอกมีอะไรดีอีกนอกจากสวย เพราะหนังไม่ได้ปูพื้นมากมายว่าทำไมพระเอกต้องรักนางเอก เท่าที่เราเห็นจากในหนังคือ มีแต่เรื่องบ้าบอไม่เว้นแต่ละวัน เราไม่เคยเห็นนางนำมาซึ่งความสบายใจให้คุณเพื่อนเลย ตรงกันข้าม กลับทำตัวเป็นภาระด้วยเสียอีก

สำหรับเรา เราว่านางเอกเป็นผู้หญิงไร้สติคนหนึ่ง ดื้อด้านตามล่าหาความจริงอย่างไม่ละเว้น แต่พอจะเผชิญปัญหาจริง ๆ ทำใจไม่เป็น รับมือไม่ได้ ต้องลำบากเพื่อนตลอด รวม ๆ ไม่เป็นผู้ใหญ่ เข้าข่ายน่ารำคาญ เห็นแก่ตัว และเอาแต่ใจ… ไม่เหมาะสมกับพระเอก… ไม่คู่ควรกับเวลาที่พระเอกต้องมา waste ไปเป็นทศวรรษแบบนี้ (แต่ทั้งนี้ มันอาจเป็นอคติส่วนตัวของเราเองที่ไม่ชอบคาแรกเตอร์ของนางเอก คล้าย ๆ กับที่เราไม่ชอบคาแรกเตอร์ของนางเอก Fan Day และอีกหลาย ๆ เรื่องของค่ายนี้)

ยังดีที่เป็นนายกับใบเฟิร์น ไม่งั้นเราก็ไม่รู้ว่าจะรู้สึกแย่ไปกว่านี้อีกไหม ต้องขอบคุณที่น้องนายเซอร์วิซแฟนสูงมาก และน้องใบเฟิร์นก็ทุ่มเล่นสุดตัวแบบไม่ห่วงสวยเลย อย่างน้อยคนดูก็จะได้ความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ กลับมาจากการดูหนังเรื่องนี้บ้าง เพราะแรกเริ่มเดิมทีเลย เราคิดว่าหนังเค้าตั้งใจทำมาเพื่อสปอนเซอร์ใหญ่มากกว่าเพื่อคนดู

สังเกตได้จาก เค้าตั้งใจเขียนบทมาให้พระเอกกับนางเอกบินไปบินมาข้ามประเทศพร่ำเพรื่อ ราวกับรวยมาก หรือได้บินฟรีตลอดชีพ เที่ยวตระเวนขอพรทั่ว AEC (ขาดแต่ไปฮ่องกง แล้วมันไม่ไปหวังต้าเซียนด้วย อันนี้พลาดได้ไง) โดยส่วนตัวคิดว่า จริง ๆ ไม่ต้องถ่ายหลายประเทศ (ประเทศละกะปริดกะปรอย) แบบนี้ก็ได้ เรื่องมันเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ ถ้าไม่มีเงื่อนไขต้องบินไปบินมาตลอดเวลา หนังน่าจะพัฒนาบทและตัดต่อได้ดี smooth as silk กว่านี้มาก

โดยสรุป สำหรับเรา Friend Zone เหมือนเป็นหนังโฆษณาการบินไทยขนาดยาว 2 ชั่วโมง (โดยมีโฆษณา SCB, คริสตัล ฯลฯ แทรกมาประปราย อย่างจงใจให้ไม่แนบเนียน) ส่งผลให้บทอ่อนต่ำกว่ามาตรฐานของค่าย และเป็นหนังที่แทบไม่มีอะไรน่าจดจำเลย นอกจากเสน่ห์และการแสดงของน้องนายกับน้องใบเฟิร์น ที่เป็นจุดแข็งของหนังเรื่องนี้อย่างเดียว (อ้อ… และก็เพลงคิดมากเวอร์ชั่น AEC อีกอย่างหนึ่ง ที่มีบทบาทสำคัญกับหนังที่สุดแล้ว) ดูหนัง ไทย