Categories
ดูหนังออนไลน์ฟรี

รีวิว รถไฟฟ้ามาหานะเธอ Bangkok Traffic (Love) Story

รีวิว รถไฟฟ้ามาหานะเธอ Bangkok Traffic (Love) Story

รวมรูปภาพของ รถไฟฟ้า มาหานะเธอ รูปที่ 11 จาก 21

รีวิว ในโอกาสที่ครบรอบ 10 ปี BTS ทาง GTH จึงปั้นเรื่องของรถไฟฟ้าของคนเมืองมาผสมกับความรักของสาวเมือง ที่นับวันยิ่งแต่งงานกันน้อยลง ไม่ก็แต่งกันในวัยที่มากขึ้นทุกที อาจด้วยเพราะผู้ชายเมืองหายากขึ้นทุกทีจนต้องแย่งกันคว้า แม้ว่าเหมยลี่จะเจอคนนั้น แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ต้องสะดุดด้วยอุปสรรคหลากรูปแบบ ที่มีพลังพอจะแยกคนสองคนให้เลิกลาจากกันได้

ทั้งเวลาเอย ระยะทางเอย ความผันแปรของจิตใจเอย ทุกอย่างคือสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงกับทุกคน มิน่ามันถึงโดนใจยิ่งนัก

นอกจากดาราแขกรับเชิญหลายคนที่มาช่วยสร้างความฮา (นอกจาก แจ็ค แฟนฉัน ที่เห็นกันในหนังตัวอย่างไปแล้ว) ไปดูเอาเองแล้วกันว่ามีใครบ้าง หนังมีเวลาให้เราสนุกความรักที่แสนฮาไปค่อนเรื่อง ก่อนปิดท้ายด้วยอารมณ์อีกด้านของความรัก แม้จะเตรียมใจมาแค่ไหน ผมก็ไม่วายเสียน้ำตาให้กับมัน ตั้งแต่คำพูดนั้นของเหมยลี่ มาจนถึงตอนจบ น้ำตาไม่เคยเหือดแห้งจางไป ทำให้ผมนึกถึง “Marley & Me” หนังหมาๆ ที่ตั้งใจเล่าเรื่องคนที่ผมเพิ่งได้ดูไป ฮาตลอดเรื่องแล้วมาร้องไห้กันตอนท้าย แต่ “Marley & Me” ก็ไม่ได้ทำให้เราเศร้านานขนาดนี้

นางเอกหมวยๆ…ไม่เอานะเธอ

หลายคนคิดว่าความแข็งแรงของความหมวยในหนังเรื่องนี้จะต้องเป็นแกนหลักในการหานางเอกแน่ๆ แต่จริงๆ แล้วไอเดียการหานักแสดงเรื่องนี้คือสาวตาโตแบบการ์ตูนตาหวาน นักแสดงที่ได้รับการเรียกมาแคสติ้งในรอบแรกจึงเป็นสาวตาโตล้วนๆ กลมดิ๊ก คือถ้าตาใครมีประกายน้ำแบบในการ์ตูนจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ แต่สุดท้ายไทป์นี้ก็ตกรอบไป เพราะความหมวยยังคงครอบงำหนังเรื่องนี้จนทางโปรดิวเซอร์ไม่สามารถสลัดออกไปได้ ตัวเลือกนักแสดงหมวยจึงทยอยกลับมาอีกครั้ง

ชื่อของ คริส หอวัง ที่ป๊อปอัพมาเป็นชื่อแรกๆ สมัยทีมแคสติ้งเพิ่งได้อ่านบทใหม่จึงกลับมาอีกครั้งในตารางการแคสติ้ง และสุดท้ายชื่อของเธอก็ถูกพิมพ์ลงโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ และประทับลงในจิตใจของสาววัย 30 ชาวไทยที่ยังไม่มีแฟนทั่วประเทศ เรียกได้ว่าเป็นไอดอลเลยก็ว่าได้

รถด่วน…ขบวนบางรัก

ผมคุยกับพี่ปิ๊งเล่นๆ ว่า เออ ตอนนั้นที่ผมดูหนัง ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมบ้านคุณลุง (เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์) มันจะต้องเป็นเกสต์เฮาส์ริมแม่น้ำ พี่เน้นเอาสวยเหรอ พี่ปิ๊งบอกว่า มึงจำไม่ได้เหรอว่าบทร่างแรกๆ ชื่อหนังมันคือ Last Train To Bangrak …อ๋อ ใช่ว่ะ

ชื่อหนังแรกๆ คือ Last Train To Bangrak ตั้งโดย พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล แน่นอนว่าฟังง่ายและตรงไปตรงมา นึกถึงเพลงดังที่ร้องว่า เสียงรถด่วนขบวนสุดท้าย และขบวนสุดท้ายนั้นกำลังจะวิ่งไปที่บางรัก คือถ้ามึงไม่ขึ้นขบวนนี้ มึงอาจจะไม่มีความรักแล้วนะ ถ้าเจอคนที่ใช่แล้ว มึงต้องขึ้นแล้วล่ะ เลิกเก๊กได้แล้ว อะไรประมาณนี้

ดังนั้นพี่ปิ๊งเลยเริ่มไปเดินเล่นแถวบางรักจริงๆ ว่ามันมีอะไรแถวๆ นั้นบ้าง บ้านของนางเอกจึงเป็นตึกแถวเหมือนบ้านในย่านนั้น รวมถึงบ้านคุณลุงที่เขียนไว้ว่าจะต้องอยู่ใกล้บ้านเหมยลี่ ก็เลยไปอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และสุดท้ายสถานีรถไฟฟ้าที่เหมยลี่และคุณลุงขึ้นเป็นประจำจึงเป็นสถานีสะพานตากสิน  ดูหนัง ไทย

เมโลดราม่า…ไม่ได้นะเธอ

พี่ปิ๊งเล่าว่า มึงรู้ไหมว่าตอนนั้นกูมีความพยายามจะทำให้หนังเรื่องนี้ไม่มีฉากน้ำตาร่วงเมโลดราม่าสุดจี๊ด เพราะฉากแบบนี้หนัง GTH ในยุคนั้นมีบ่อยมาก พี่ปิ๊งเลยต้องการ Disrupt

ฟังเสร็จ ผมนั่งคิดว่าในหนัง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ มันไม่มีฉากเมโลดราม่ายังไง ฉากคริส หอวังร้องไห้เละเทะตอนได้รับของเก่าๆ คืนจากคุณลุงนั่นสุดจะ Dramatic

พี่ปิ๊งเลยบอกว่า ก็กูพยายามแล้วไง แค่สุดท้ายมันไม่สำเร็จ (ฮา) เขาเล่าให้ฟังต่อว่า ฉากนั้นจริงๆ แล้วพี่ปิ๊งบรีฟคริสว่า อย่าร้องเละเทะนะ เอาแบบคลอๆ น้ำตาเกาะขอบตาพอ เธอต้องพยายามกลั้นให้ได้ เพราะอารมณ์ตัวละครมันเป็นแบบนั้น

เทกแรก แอ็กชัน: น้ำตาท่วม

พี่ปิ๊งขอใหม่อีกรอบ บรีฟใหม่ อย่าร้องๆ เอานิดเดียวพอ

เทกสอง แอ็กชัน: ร้องเละ

พี่ปิ๊งคิดในใจ เอาวะ มึงร้องไปสองเทกแล้ว น้ำตาหมดแล้วแน่นอน เทกสามเดี๋ยวแม่งได้แล้วล่ะ

เทกสาม แอ็กชัน: ร้องเละเทะที่สุด / จบ.

พี่ปิ๊งหันกลับไปถามพี่เก้ง จิระที่ไปออกกองด้วยว่าเอาไงดีครับพี่ พี่เก้งบอกว่า เลยตามเลย

สุดท้ายเราก็ได้ฉากเมโลดราม่าสุดจี๊ดกลับมาอยู่ในหนัง แม้จะไม่เป็นไปตามความตั้งใจของพี่ปิ๊ง แต่มันก็จี๊ดจริงๆ นะพี่

เคนธีรเดช…ไม่มีใครจำได้นะเธอ

ความดังของพี่เคนในช่วงปีนั้นเรียกได้ว่า กงยู เมืองไทย
ความเหนื่อยลำบากของกองถ่ายคือ การถ่ายทำพี่เคนในตอนกลางวัน เพราะจะมีคนมารุมล้อมพี่เคนตลอดเวลา ตอนถ่ายฉากงานสงกรานต์ตรงถนนใหญ่ก็จะมีมอเตอร์ไซค์บิดมาขนาบข้างตลอด
แต่โชคดีว่าตัวละครของพี่เคนเป็นพระเอกแห่งรัตติกาล เน้นอยู่กลางคืน เวลาถ่ายพี่เคนตอนกลางคืนจะไม่ค่อยมีปัญหามาก เพราะคนทั่วไปเหมือนจะไม่แน่ใจว่านี่ใช่เคน ธีรเดชหรือเปล่า มาเดินเล่นอะไรดึกดื่นแถวย่านชุมชนแบบนี้ จึงช่วยให้เกิดความสบายในการถ่ายทำมากขึ้น บางทีไปขึ้นรถไฟฟ้าคนก็ไม่ค่อยตกใจมาก

คนสร้างราง…ไม่ใช่นะเธอ

บทร่างแรกๆ ของหนังเรื่องนี้จริงๆ ว่าด้วยการที่พี่เคนของเราเป็นคนสร้างรางรถไฟฟ้าแล้วส่วนต่อขยายนั้นมันมาพาดผ่านหน้าบ้านและดาดฟ้าของตึกแถวบ้านเหมยลี่ ทั้งสองเลยมีโอกาสได้คุยกันผ่านรางรถไฟฟ้าและดาดฟ้าบ้าน โดยที่ตอนนั้นผมมีโอกาสได้ไปรีเสิร์ชบ้านเพื่อนที่ขายมอเตอร์ไซค์แล้วสถานีรถไฟฟ้าอยู่ติดกับดาดฟ้าบ้านจริงๆ คือใกล้กับชานชาลาชนิดที่ว่าสามารถกระโดดข้ามไปได้เลย พวกเราคิดว่าพล็อตนี้น่าสนใจจริงๆ คือถ้าเหมยลี่ไม่ยอมทำอะไรสักทีกับคุณลุง รางที่ลุงสร้างก็จะค่อยๆ เสร็จและเลยผ่านหน้าบ้านตัวเองไป

เมื่อเขียนเสร็จ ทางโปรดิวเซอร์เอาบทไปเสนอทาง BTS เพื่อจะขออนุญาตสถานที่ถ่ายทำ และทันทีที่ BTS อ่านจบ เขาบอกว่าชอบมากครับ แต่ว่าตัวละครคนสร้างรางไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกเรานะครับ เพราะ BTS ไม่ใช่บริษัทรับก่อสร้างรางรถไฟ ได้ยินแบบนี้ก็เหวอกันไปแป๊บหนึ่ง สุดท้ายเราก็กลับมาแก้ไขบทพี่เคนให้กลายวิศวกรซ่อมบำรุงรางประจำวันแทน ซึ่งคนเหล่านี้จะต้องทำงานตอนดึกหลังรถไฟฟ้าปิด ก็คือเที่ยงคืนเป็นต้นไป ซึ่งก็ยังรักษาคอนเซปต์การเป็นคนกลางคืนได้เหมือนเดิม

(แถม) บทร่างแรกๆ หนังจบที่คุณลุงและเหมยลี่ร่ำลากันที่สะพานตากสิน ก่อนที่คุณลุงจะลาไปเมืองนอกและทั้งสองคนไม่ได้เจอกันอีกเลย ซึ่งแน่นอนว่าพี่คนอื่นๆ ก็มาช่วยทำให้ตอนจบอันแสนหดหู่นี้กลายเป็นฉากจบที่ดีกว่าเดิมอย่างที่เห็นในหนัง

Categories
ดูหนังออนไลน์ฟรี

รีวิว “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว เลิฟยู้” นางซินเดอเรลล่ากับนายช่างซ่อมรองเท้า

รีวิว “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว เลิฟยู้” นางซินเดอเรลล่ากับนายช่างซ่อมรองเท้า

รีวิว คาแรกเตอร์แต่ละคนจะเป็นตัวละครที่เอาใจชนชั้นกลางจริงๆ เห็นได้จากพระนางของเรื่อง

นางเอก… เป็นติวเตอร์สวยรวยเก่ง (และชอบแบรนด์เนมแบบสาวๆ ในเมือง) แต่เวรี่รั่ว และบางเวลาก็แรดดี๊ด๊าตามประสาชะนีโสดทั่วไป ซึ่งน่าจะทำให้คนดูรักนางได้ไม่ยาก เพราะดูเข้าถึงง่าย ดูเป็นมนุษย์จริงๆ

มากกว่านางเอกในวรรณกรรมอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นไอดอลสาวมั่นของชะนีไทยมั่นหน้าได้อีกว่า “นี่ไง คนสวยไม่จำเป็นต้องเรียบร้อย แรดได้ รั่วได้ ดีไม่ดีเยอะกว่าชะนีไม่สวยซะอีกนะจะบอกให้”

ส่วนพระเอก… เป็นนายช่างดิบๆ ห่ามๆ ปากหมา กวนตีน สาดคำหยาบอย่างน้อยหนึ่งคำในทุกประโยคที่พูด แต่เข้าคอนเซ็ปต์ “ผู้หญิงชอบคนเลว และชอบให้เขาดีกับเราคนเดียว” แถมยังปกป้องเราได้ในชีวิตจริงอีกต่างหาก เท่กว่าเจ้าชายขี่ม้าขาวในเทพนิยายปรัมปราเสียอีกโนะ

แหม น่ารักน่าชัง แถมเคมียังเข้ากันซะขนาดนี้ จะไม่ได้ใจคนดูก็ให้มันรู้ไป ไอฟาย

นอกจากนี้ ในฐานะที่เราเองก็เป็นติวเตอร์ภาษาอังกฤษคนหนึ่ง เราชื่นชมและชอบมุกต่างๆ ที่เกี่ยวกับภาษา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทางทีมงานทำการรีเซิทจุดอ่อนเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทยมาแล้ว เพราะมุกภาษามาค่อนข้างครบเลย

แถมมีการให้ความรู้ภาษาอังกฤษกับคนดูพอหอมปากหอมคอ ตั้งแต่การออกเสียงพื้นฐาน (เช่น H, F, Z) คำศัพท์ทั่วไป (เช่น กระดาษทิชชู่ หลอด) และวลีที่เป็นประโยชน์ (เช่น What about you? และ I think so.) จนไปถึงคำสบถที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน (เช่น ฟัก, WTH ฯลฯ)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังคงต้องขอติเรื่องความสมจริงในส่วนสถาบันสอนภาษาของนางเอกนิดนึง อย่างฉากเปิดเรื่องที่เป็นคลาสจำลองสถานการณ์บนเครื่องบินกับเด็กเล็ก ที่เซอร์เรียลไปค่อนข้างมาก (แต่ก็เข้าใจว่าเน้นฮาอะนะ)

และความรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง ที่หนังไม่ใส่ความสำคัญของภาษาอังกฤษ หรือความสำคัญของ AEC ลงไปเลยสักนิด (เห็นมีแต่จุดประสงค์การเรียนภาษาเพื่อไปง้อสาวและไปจีบสาว อ๋อ… มีเพื่อไปสัมภาษณ์งานนิดโหน่ย~)

ทั้งๆ ที่หนังอุตส่าห์มีโอกาสที่จะเป็นสื่อชั้นดีในการกระตุ้นให้คนไทยหันมาสนใจภาษาอังกฤษมากขึ้นแล้วเแท้ๆ พูดเลยว่า ในฐานะติวเตอร์คนนึง เราค่อนข้างเสียดายจุดจุดนี้จริงๆ

ส่วนการ tie-in โฆษณา เราเฉยๆ ดูแล้วก็ไม่รู้สึกโจ่งแจ้งหรือขัดอรรถรสอะไร มิหนำซ้ำ ออกจากโรงแล้วยังอยากกินมาม่า อยากนั่ง Coffee Beans และเซิทหาราคากระเป๋า LV ที่นางเอกใช้อีกต่างหาก จบ.

โดยสรุป เราไม่ได้ชอบมาก เพราะปกติก็ไม่ค่อยชอบหนังตลกแนวตลกซิทคอมหรือตลกคาเฟ่เท่าไหร่อยู่แล้ว เราจึงเฉยๆ กับมุกตลกในหนัง อย่างมุกขี้ มุกนม มุกก้น หรือมุกใต้สะดืออะไรพวกนั้น เราจะไม่ชอบ (ดูกระแดะปะล่ะ 555)

แต่อินในส่วนของภาษาและส่วนที่เป็นโรแมนติก ตามประสาติวเตอร์ภาษาอังกฤษที่ยังสาวและโสดคนหนึ่ง (ดังนั้นความอินนี่ขึ้นอยู่กับพื้นฐานหรือแบ็คกราวนด์ส่วนบุคคลจริงๆ) และชื่นชอบในความเป็นธรรมชาติและความสามารถของนางเอกร้อยล้าน

ไอซ์-ปรีชญา เป็นกรณีพิเศษ (ที่เราหวังเหลือเกินว่านางจะดังเปรี้ยงปร้างตาม หนูนา-หนึ่งธิดา, ใหม่-ดาวิกา, หรือนางเอกคนอื่นๆ ของ GTH ในเร็ววัน)

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้” ก็เป็นหนังที่ให้ความบันเทิงส่งท้ายปีให้กับพี่น้องชาวไทยได้อย่างไม่เสียดายตังค์ และมีสิทธิทะลุ 200 ล้านบาท

ได้อย่างชิลๆ (ถ้าอาทิตย์หน้าไม่ถูกหนังไตรภาคฟอร์มยักษ์อย่าง The Hobbit: The Battle of the Five Armies แย่งกระแสไปมากนัก) เพราะอย่างน้อย เราเชื่อว่ายังคงมีคนอยากไปดู “ตามกระแส” อีกเยอะ เพราะมิฉะนั้น ถ้าไม่ได้ดู ก็คงจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง… ดูหนังไทย

Categories
ดูหนังออนไลน์ฟรี

รีวิว FRIEND ZONE ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน หนังดีที่โดนใจคนโซนเพื่อน

รีวิว FRIEND ZONE ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน หนังดีที่โดนใจคนโซนเพื่อน

WELCOME TO FRIEND ZONE - YouTube

รีวิว เราเชื่อว่า ทุกคนล้วนแต่เคยมีเฟรนด์โซนเป็นของตัวเอง… อาจจะสั้น อาจจะยาว อาจจะใกล้ อาจจะไกล อาจจะเป็นไปได้ อาจจะเป็นไปไม่ได้… แต่นั่นแหละ… ประเด็นเฟรนด์โซนจึงเป็นอะไรที่ค่อนข้างแมส และมีอะไรน่าขยี้เยอะ ประกอบกับผลงานการกำกับที่ผ่านมาของพี่หมู ชยนพ บุญประกอบ ไม่ว่าจะ Suckseed หรือ เมย์ไหนฯ ทำให้เราแอบคาดหวังว่า อย่างน้อย Friend Zone หนังเรื่องล่าสุดจากค่ายหนังอารมณ์ดี GDH มันจะต้องออกมาสนุก ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แต่ปรากฏว่า หนังมันกลับไม่สามารถทำให้เรา… ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่เคยมีเฟรนด์โซนเป็นของตัวเอง… อินไปกับหนังได้เลย ทั้งที่เราก็ตั้งหน้าตั้งตารอดูหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ได้ข่าวว่าเปิดกล้อง เพราะชื่อเรื่องและชื่อนักแสดงนำ รวมถึงชื่อผู้กำกับ ดูน่าสนใจ แล้วหนังแนวเพื่อนรักรักเพื่อนนี่ จริง ๆ เราก็อินมาเยอะ เช่น Love, Rosie, O-Negative, เพื่อนสนิท (ดากานดา-ไข่ย้อย) ฯลฯ

จริง ๆ ต้องบอกว่า ตั้งแต่เห็นเทรลเลอร์ Friend Zone ครั้งแรกละ ก็แอบรู้สึกผิดคาด แล้วพอได้ดูหนังจริง ก็กลายเป็นค่อนข้างผิดหวัง ไม่ใช่เพราะมันทำหลายฉากเป็นการ์ตูนที่คาแรกเตอร์ล้น ๆ เยอะ ๆ เพราะเราเข้าใจว่ามันเป็นสไตล์ของผู้กำกับ แต่ปัญหาคือ มุกตลกมันไม่ตลก พาร์ทความรักก็ไม่ได้ฟินหรือชวนอิน เทียบกับหนังรอมคอมอื่น ๆ แทบไม่ได้เลย ในส่วนของคอนเซ็ปต์เฟรนด์โซน ก็ดูเบาบาง หรือจะพูดว่าบทค่อนข้างกลวงก็ไม่ผิด ในขณะที่ทีมพีอาร์ยังงัด “เฟรนด์โซน” ออกมาขายได้ดีกว่าและสร้างสรรค์กว่าทีมเขียนบทของเรื่องนี้เองเสียอีก

บทหนังแทบไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ หนังเปิดเรื่องในสมัยที่ ปาล์ม (นาย ณภัทร เสียงสมบุญ) กับ กิ๊ง (ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์) ยังอยู่ม.ปลาย แต่ก็เป็นซีนเปิดที่ไม่ได้เน้นเล่าความสัมพันธ์ลึกซึ้งของคู่นี้ (แต่คือก็รู้ว่าเป็นเพื่อนสนิทไปไหนไปกันอะนะ) แต่เน้นเล่าถึงพื้นฐานนิสัยตามสืบตามเสือกอย่างไม่ยอมรามือง่าย ๆ ของกิ๊ง พร้อม ๆ กับแอบ tie-in โฆษณาไปแล้วอย่างน้อยสองตัวเหนาะ ๆ และก่อนที่จะโยงไปเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า “เป็นเพื่อนกันดีที่สุด” อย่างไม่ค่อย smooth as silk สักเท่าไหร่ เออ… ก็แค่นั้น… ส่วนดีเทลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับซีนเปิดเรื่องนี้ก็แทบถูกทิ้งไปเสียสิ้น

ตัดมาที่สิบปีต่อมา ซึ่งเป็นปีปัจจุบัน พระเอกจับวงปรับทุกข์และเล่าเรื่องเฟรนด์โซนของตัวเองกับหนุ่มแก๊งเฟรนด์โซนตามที่เราเห็นในเทรลเลอร์ ซึ่งหมายความว่า หนังก็จะเล่าตัดสลับจากแก๊งเฟรนด์โซนนี้กับเล่าย้อนความเดิมเมื่อปีสองปีก่อนหน้า นั่นก็คือช่วงที่นางเอกคบกับแฟนที่ทำงานด้วยกัน (เจสัน ยัง) ในขณะที่พระเอกก็เปลี่ยนสาวไปเรื่อย ๆ

ตลอดเรื่อง ดูเหมือนคนที่ต้องเจ็บปวดกับเฟรนด์โซนมากที่สุดจะเป็นพระเอก แต่ศูนย์กลางของโลกในหนังเรื่องนี้คือนางเอก ประมาณว่าทุกอย่างต้องหมุนรอบตัวเธอ แล้วปัญหาคือ… เราไม่รู้จริง ๆ ว่า นางเอกมีอะไรดีอีกนอกจากสวย เพราะหนังไม่ได้ปูพื้นมากมายว่าทำไมพระเอกต้องรักนางเอก เท่าที่เราเห็นจากในหนังคือ มีแต่เรื่องบ้าบอไม่เว้นแต่ละวัน เราไม่เคยเห็นนางนำมาซึ่งความสบายใจให้คุณเพื่อนเลย ตรงกันข้าม กลับทำตัวเป็นภาระด้วยเสียอีก

สำหรับเรา เราว่านางเอกเป็นผู้หญิงไร้สติคนหนึ่ง ดื้อด้านตามล่าหาความจริงอย่างไม่ละเว้น แต่พอจะเผชิญปัญหาจริง ๆ ทำใจไม่เป็น รับมือไม่ได้ ต้องลำบากเพื่อนตลอด รวม ๆ ไม่เป็นผู้ใหญ่ เข้าข่ายน่ารำคาญ เห็นแก่ตัว และเอาแต่ใจ… ไม่เหมาะสมกับพระเอก… ไม่คู่ควรกับเวลาที่พระเอกต้องมา waste ไปเป็นทศวรรษแบบนี้ (แต่ทั้งนี้ มันอาจเป็นอคติส่วนตัวของเราเองที่ไม่ชอบคาแรกเตอร์ของนางเอก คล้าย ๆ กับที่เราไม่ชอบคาแรกเตอร์ของนางเอก Fan Day และอีกหลาย ๆ เรื่องของค่ายนี้)

ยังดีที่เป็นนายกับใบเฟิร์น ไม่งั้นเราก็ไม่รู้ว่าจะรู้สึกแย่ไปกว่านี้อีกไหม ต้องขอบคุณที่น้องนายเซอร์วิซแฟนสูงมาก และน้องใบเฟิร์นก็ทุ่มเล่นสุดตัวแบบไม่ห่วงสวยเลย อย่างน้อยคนดูก็จะได้ความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ กลับมาจากการดูหนังเรื่องนี้บ้าง เพราะแรกเริ่มเดิมทีเลย เราคิดว่าหนังเค้าตั้งใจทำมาเพื่อสปอนเซอร์ใหญ่มากกว่าเพื่อคนดู

สังเกตได้จาก เค้าตั้งใจเขียนบทมาให้พระเอกกับนางเอกบินไปบินมาข้ามประเทศพร่ำเพรื่อ ราวกับรวยมาก หรือได้บินฟรีตลอดชีพ เที่ยวตระเวนขอพรทั่ว AEC (ขาดแต่ไปฮ่องกง แล้วมันไม่ไปหวังต้าเซียนด้วย อันนี้พลาดได้ไง) โดยส่วนตัวคิดว่า จริง ๆ ไม่ต้องถ่ายหลายประเทศ (ประเทศละกะปริดกะปรอย) แบบนี้ก็ได้ เรื่องมันเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ ถ้าไม่มีเงื่อนไขต้องบินไปบินมาตลอดเวลา หนังน่าจะพัฒนาบทและตัดต่อได้ดี smooth as silk กว่านี้มาก

โดยสรุป สำหรับเรา Friend Zone เหมือนเป็นหนังโฆษณาการบินไทยขนาดยาว 2 ชั่วโมง (โดยมีโฆษณา SCB, คริสตัล ฯลฯ แทรกมาประปราย อย่างจงใจให้ไม่แนบเนียน) ส่งผลให้บทอ่อนต่ำกว่ามาตรฐานของค่าย และเป็นหนังที่แทบไม่มีอะไรน่าจดจำเลย นอกจากเสน่ห์และการแสดงของน้องนายกับน้องใบเฟิร์น ที่เป็นจุดแข็งของหนังเรื่องนี้อย่างเดียว (อ้อ… และก็เพลงคิดมากเวอร์ชั่น AEC อีกอย่างหนึ่ง ที่มีบทบาทสำคัญกับหนังที่สุดแล้ว) ดูหนัง ไทย