รีวิวหนัง คน-โลก-จิต Distortion โลกมันจิต หรือใจมันบิดเบี้ยว

รีวิวหนัง คน-โลก-จิต Distortion โลกมันจิต หรือใจมันบิดเบี้ยว

ปัญหา' ของคน-โลก-จิต/อภินันท์

รีวิวหนัง จากบทภาพยนตร์ชนะเลิศโครงการ Thailand Script Project 2010
สู่ภาพยนตร์เขย่าจิตสุดระทึก
ที่จะทำให้คุณไม่กล้าไว้ใจใคร…แม้แต่ใจตัวเอง

คน-โลก-จิต
เล่าเรื่องราวผ่านการสืบสวนคดีฆาตกรรมต่อเนื่องสุดสะเทือนขวัญ
ที่ได้นำพานักจิตวิทยา, สาวนิติวิทยาศาสตร์, หนุ่มไฮโซ และนักศึกษาสาว
เข้ามาพัวพันและถลำลึกถึงความบิดเพี้ยนทางจิตใจ…อย่างคาดไม่ถึง

ผลงานกำกับเรื่องที่ 7 ของผู้กำกับฝีมือดี
นนทรีย์ นิมิบุตร
ครบรอบ 15 ปี ในการนั่งแท่นผู้กำกับภาพยนตร์ไทยคุณภาพระดับนานาชาติ

พร้อมแจ้งเกิดทีมนักแสดงหน้าใหม่กับบทบาทสุดเข้มข้น
แบงค์ – อาทิตย์ ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ (พระเอก MV และโฆษณา)
ป๊อปปี้ – บุญยิสา จันทราราชัย (รองอันดับ 1 มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2012)
แม็กกี้ – อาภา ภาวิไล (นักแสดงสาวดาวรุ่ง)
และ บีม – ศรัณยู ประชากริช (นักแสดง, พิธีกร, ดีเจ)
พร้อมด้วยนักแสดงรุ่นใหญ่มากฝีมือ สุเชาว์ พงษ์วิไล และ ชนานา นุตาคม

กำหนดฉาย : 17 พฤษภาคม 2555
แนว : เขย่าจิต (ไซโค-ทริลเลอร์)
นักแสดง : อาทิตย์ ตั้งวิบูลย์พาณิชย์, ศรัณยู ประชากริช, อาภา ภาวิไล, บุญยิสา จันทราราชัย, สุเชาว์ พงษ์วิไล, ชนานา นุตาคม
กำกับ : นนทรีย์ นิมิบุตร
บทภาพยนตร์ : นนทรีย์ นิมิบุตร, ภัทรา พิทักษานนท์กุล  ดูหนังออนไลน์

เปิดปม…

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อความผิดพลาดของใครบางคนในอดีต
คือชนวนเหตุที่ดึงอีกหลายชีวิตเข้ามาพัวพันกันถึง…ตาย!!!

คนที่คุณคิดว่าเป็นเหยื่อ อาจจะเป็นผู้ล่า
คนที่คุณคิดว่าเป็นผู้ล่า อาจตกเป็นเหยื่อ…ไม่รู้ตัว
คนที่คุณคิดว่าเป็นผู้ช่วยเหลือ อาจกลับกลายเป็นผู้ฆ่า…เสียเอง

เรื่องราวของ “คน” เดินดิน บน “โลก” บิดเบือน กับ “จิต” ที่บิดเพี้ยน
ที่จะทำให้คุณค้นพบตัวตนที่แท้จริง

เพิ่งจะออกจากโรงหนังมาได้ไม่นาน ในท้องยั่งปั่นป่วนอยู่ไม่หาย หนึ่งด้วยอาจเพราะเพิ่งผ่านจากประสบการณ์หนัง “คน-โลก-จิต” ที่ปั่นซะจนจิตป่วน อีกส่วนหนึ่ง คงเพราะนั่งทวีตอยู่ในแท็กซี่ทำเอาประสาทล้าทำท่าจะพะอึดพะอม

นี่คือหนังทริลเลอร์เรื่องใหม่ของผู้กำกับฯ ชื่อดังอย่าง “นนทรีย์ นิมิบุตร” กับเนื้อหาที่มีฉากการฆ่าที่เสริมดนตรีประกอบแบบหวานๆ เพื่อลดทอนความรุนแรง ขณะที่เนื้อเรื่องและแนวทางนั้นนับว่าแตกต่างจากหนังอื่นๆ ในตลาดหนังไทยค่อนข้างมาก

จากบทภาพยนตร์ชนะเลิศโครงการ Thailand Script Project 2010 สู่หนังใหญ่ฟอร์มย่อมๆ เขย่าขวัญสไตล์จิตๆ ที่บอกเล่าชีวิตในอีกมุมที่เราอาจมองไม่เห็น ชีวิตของคนปัจจุบันที่ไม่อาจไว้ใจใครได้เต็มๆ แม้แต่ตัวเราเอง

ฆาตกรรมที่เกิดขึ้นอย่างมีเงื่อนงำน่าสงสัย มีด็อกเตอร์นาม เขื่อน (แบงค์ อาทิตย์ ตั้งวิบูลย์พาณิชย์) นักจิตวิทยาหนุ่มเข้ามาร่วมคลี่คลายคดี เขาคือผู้เชี่ยวชาญในการมองสภาพแวดล้อมแล้วตีออกมาเป็นเหตุการณ์ได้อย่างแจ่มแจ้ง มีสาวนิติวิทยาศาสตร์นาม เทียน (ป๊อปปี้ บุญยิสา จันทราราชัย – รองอันดับ 1 มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2012) มาร่วมพิสูจน์และไขคดี ที่เมื่อยิ่งสืบก็ยิ่งเข้าไปพบปมบางอย่างที่เกี่ยวข้องเรื่องราวในอดีต

เหตุการณ์มันเริ่มบานปลายจนเริ่มสั่นสะเทือนความเชื่อมั่นในจิตตนเอง…มากขึ้นเรื่อยๆ

หนังเรื่องนี้มีทั้งนักแสดงหน้าใหม่อย่าง แม็กกี้ (อาภา ภาวิไล) นักแสดงที่หลายคนคุ้นเคยหน้าตาอย่าง บีม (ศรัณยู ประชากริช), สุเชาว์ พงษ์วิไล และ ชนานา นุตาคม มาร่วมเสริมทัพสร้างเรื่องราวจิตๆ ให้คุณได้เสพ

เมื่อความเชื่อมั่นในการพิสูจน์จิตใจคนอื่นกำลังถูกทดสอบ คุณเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ตกลงใครคือคนที่มีปัญหาทางจิตตัวจริงๆ กันแน่ อาจเป็นคนอื่น หรืออาจจะเป็นที่ตัวคุณเอง ผมชอบพล็อตของ คน-โลก-จิต นะ ผมว่ามันมีความน่าสนใจที่ปมของมัน แต่หลายหนของการดำเนินเรื่อง เขากลับใส่ไดอะล็อกที่ล้นเกินเข้ามาซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อของหนัง อีกทั้งพล็อตย่อยบางส่วนก็ยังไม่มีคำอธิบายที่เพียงพอ กระนั้น ต้องชมงานภาพที่สวยงามเข้าขั้น ประกอบไปกับดนตรีประกอบที่เข้าที แต่ยอมรับว่าระหว่างดูผมเครียดมากเอาการ

การเลือกใช้นักแสดงใหม่ในหนังของนนทรีย์เรื่องนี้ เท่าที่ดูยังสวมบทบาทได้ไม่สม่ำเสมอทั้งเรื่อง คือ เดี๋ยวดีเดี๋ยวแข็ง ซึ่งเอาเข้าจริงก็เป็นเรื่องที่มีทั้งได้และเสีย ได้ คือ จะเป็นคนที่แสดงแล้วคนเชื่อว่าเป็นคนๆ นั้น ต่างจากการใช้นักแสดงที่คนรู้จักอยู่แล้ว แต่ที่เสีย คือ ประสบการณ์การเล่นหนังที่น้อยจนทำให้ไม่สามารถควบคุมบทบาทการแสดงให้เหมาะเหม็งตลอดรอดฝั่งนั่นเอง ขณะคนที่แสดงดีที่กลับเป็นบีม ศรัณยู ประชากริช คนที่เก๋าสุดในบรรดาคนหนุ่มสาวในเรื่อง ขณะที่รุ่นใหญ่คงไม่ต้องพูดถึง

ผมเพิ่งมารู้ภายหลังว่า ป๊อปปี้ เป็นรองอันดับ 1 มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2012 เมื่อเธอปรากฏตัวในหนังแบบไม่ค่อยแต่งหน้า เราอาจไม่ค่อยเห็นออร่าของเธอมากนัก ผิดกับ แม็กกี้ ที่ขานี้ได้เล่นบทที่ยั่วยวนกว่า ทั้งยังมีโครงหน้าที่หวานกว่า แถมยังได้มีช็อตเซ็กซี่ๆ อีกด้วย กลายเป็นเสน่ห์อีกส่วนของหนังไปเลย

หนังอาจไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ฉากการฆ่า แต่มุ่งไปที่การให้เราดูหนังเพื่อมองย้อนกลับมาว่าในสภาวะที่ทุกอย่างหมุนเร็ว เรามีภาวะความเครียดมากขึ้น เราอาจมีสภาวะจิตแบบตัวละครบ้างโดยเราไม่ทันรู้ “คน-โลก-จิต” มีชื่ออังกฤษว่า “Distortion” ซึ่งหมายความถึง “ความบิดเบี้ยว” อะไรที่บิดเบี้ยวไปให้ลองติดตามในหนัง โดยรวมแม้ผมจะออกเครียดๆ ช่วงที่ดูหนัง แต่ผมชอบในทางของหนังที่แตกต่างจากตลาดหนังไทยตอนนี้ มีแต่หนังรัก ไม่ก็หนังตลก

คน-โลก-จิต กำกับโดยนนทรีย์ นิมิบุตร สร้างขึ้นจากบทภาพยนตร์ที่ชนะเลิศโครงการ Thailand Script Project 2010?จากเหตุการณ์ชายคนหนึ่งถูกสังหารและคาดว่าจะเป็นคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง เขื่อน (อาทิตย์ ตั้งวิบูลย์พาณิชย์) นักจิตวิทยา อาจารย์พิเศษและนักเขียนชื่อดัง จึงได้เข้ามาช่วยสืบคดีนี้ร่วมกับ เทียน (บุญยิสา จันทราราชัย) สาวนักนิติวิทยาศาสตร์ จนวันหนึ่งเขื่อนได้พบกับ กวาง (อาภา ภาวิไล)?นัก ศึกษาสาวที่เขาเคยช่วยเหลือเธอจากเหตุฆาตกรรมในครอบครัวเมื่อ 10 ปีก่อน ที่ทำให้ความทรงจำในอดีตของทั้งสองกลับมาหลอกหลอน ขณะที่การสืบสวนดำเนินไป คีย์ (ศรัณยู ประชากริช) เพื่อนเก่าของเขื่อนก็ได้ปรากฎตัวขึ้นอีกครั้งหลังจากหายตัวไปนาน ซึ่งเขาอาจมีส่วนของเหตุการณ์ฆาตกรรมต่อเนื่องที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้

รีวิวหนัง วอน (เธอ) – เรื่องเล่าเวียนวนคนคลั่งรัก หนังดีปี 2020

รีวิวหนัง วอน (เธอ) – เรื่องเล่าเวียนวนคนคลั่งรัก หนังดีปี 2020

ร่วมติดตาม 1 เรื่องราวความรักที่ถูกบอกเล่าผ่าน 4 มุมมองของกลุ่มเพื่อนสนิททั้ง 4 คนใน วอน (เธอ) 24 ธันวาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ – THE STANDARD

รีวิวหนัง  แม้หนังไทยทุกปีที่ออกฉายจะมีหนังรักเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญเสมอแต่ก็น้อยเรื่องที่จะเลือกเล่า 1 เหตุการณ์ในมุมมองของตัวละครแต่ละตัวที่แตกต่างกันโดยหนังไทยที่เคยทำประเด็นนี้ได้โดดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้น fake โกหกทั้งเพ (2546) ที่เคยถูกพูดถึงในแง่การออกแบบงานภาพได้อย่างโดดเด่นและปีนี้ วอน(เธอ) ก็มาในคอนเซปต์ที่ใกล้เคียงกันอย่างน่าตกใจ
หนังเลือกใช้ เนเน่ (ฟ้า ษริกา)สาวสวยเสน่ห์แรงเป็นศูนย์กลางของเรื่องที่มีหนุ่ม ๆ ต่างหมายปองในตัวเธอ ทั้งเดียว (มีน พีรวิชญ์) หนุ่มขี้อายที่หลงรักเนเน่ตั้งแต่แรกเห็น บิว (พีค ภีมพล) เพื่อนรักของเดียวที่เป็นตัวแปรสำคัญในความสัมพันธ์ครั้งนี้และโอม (เซ้นต์ ศุภพงษ์) หนุ่มหล่อเพลย์บอยที่มาทีหลังแต่กลับสานสัมพันธ์กับเนเน่อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อความรักของเนเน่มีให้ได้แค่คนเดียวสุดท้ายเธอจะเลือกใครและความสัมพันธ์ครั้งนี้จะมีบทสรุปเช่นใด

วอน (เธอ) เป็น ผลงานกำกับเรื่องแรกของ ชิง สุโกสินทร์ อัครพัฒน์ ที่เคยอยู่เบื้องหลังบทหนังในซีรีส์ตีสามของไฟว์สตาร์มาก่อน และต้องบอกว่าการเลือกเล่าหนังในมุมมองตัวละครแต่ละตัวต่อ 1 เหตุการณ์​ที่ให้ผลลัพธ์ต่างกันก็นับว่าทะเยอทะยานไม่น้อยแถมยังออกแบบงานศิลป์ทั้งการจัดแสงและงานอาร์ตแบบแยกสีตัวละครก็ถือเป็นเหมือนทายาทห่าง ๆ ของ Fake โกหกทั้งเพ ไม่น้อยเลย.

แต่กระนั้นสิ่งที่บล็อกไม่ให้มันไปสู่เป้าหมายอย่างงดงามก็คือบทภาพยนตร์นี่แหละครับคือพอดูหนังที่ความยาวร่วม 2 ชั่วโมง 4 ตัวละครที่วนเวียนแต่เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ โดยที่ตัวละครไม่ได้มีพัฒนาการอะไรเลยสักตัวมันเลยเหมือนเรากำลังพายเรือวนในอ่างไม่ไปไหน

แม้หวังว่าสุดท้ายเราจะเข้าใจตัวละครแต่ละตัวมากขึ้นบ้างแต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้รู้จักตัวละครมากขึ้นเลยเมื่อหนังจบจนน่าเสียดายคอนเซปต์ในการถ่ายทอดเรื่องราวที่ถูกคิดมาอย่างดีแถมในบางจังหวะพอหนังเปลี่ยนมุมมองการเล่าเรื่องเราจะเห็นช่องโหว่ในการลำดับเหตุการณ์ที่ดูสับสนจนงงว่าเหตุการณ์ไหนมาก่อนเหตุการณ์ไหนกันแน่จนขาดความสมเหตุสมผลไปหน่อย

อีกจุดหนึ่งที่อาจพอให้อภัยได้แต่มันก็เป็นแผลเป็นที่เหวอะหวะจริง ๆ ก็คือการแสดงนี่แหละครับบางทีผู้กำกับอาจดีไซน์ตัวละครแบบอยากให้คนดูรักตัวละครมากไปหน่อยจนมันดูฝืน ๆ อย่างบทเดียวที่ไม่ได้ให้มีน พีรวิชญ์ทำอะไรไปมากกว่าการเป็นหนุ่มขี้อายน่ารัก ๆ ที่ช้ำรักหรือโอมที่พีค ภีมพลนอกจากโชว์หน้าหล่อ ๆ และร้องไห้ปลอม ๆ แล้วหนังก็แทบจะไม่ได้ท้าทายความสามารถอะไรของเขาออกมาสักเท่าไหร่

ส่วนฟ้า ษริกาผมยอมรับนะครับว่าเธอสวยและหนังก็ทำให้เธอรู้ตัวตลอดเวลาว่าเธอสวย จนจริตจะก้านอะไรดูสวยไปหมดแต่พอดูไปนาน ๆ แล้วมันก็ออกมาฝืนอยู่ดี และจุดบอดจากบทภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องจากหลายมุมมองก็ทำให้คาแรกเตอร์เธอไม่นิ่งสุดท้ายแทนที่หนังจะทำให้เราเห็นใจหรือเข้าใจในเหตุผลการตัดสินใจของเธอมากขึ้นสุดท้ายก็กลายเป็นหลุมดำอยู่ดี

แต่กระนั้นนักแสดงคนเดียวที่ฝากผลงานการแสดงไว้ได้น่าประทับใจอย่างไม่น่าเชื่อกลับกลายเป็นพีค ภีมพลในบทบิว ตัวละครที่ซับซ้อนและชวนคนดูสำรวจเพศสภาพอันเลื่อนไหลได้อย่างเป็นธรรมชาติแม้สุดท้ายบทหนังจะไม่สามารถพาตัวละครของเขาไปสู่ประเด็นที่อยากพูดถึงได้อย่างสมบูรณ์ก็ตาม และไม่พูดถึงไม่ได้คือนักแสดงสมทบอย่างพี่อิงค์ อชิตะ ปราโมช ณ. อยุธยาในบทพ่อของเดียว กับบทพูดคม ๆ ที่แม้ออกมาไม่กี่ฉากแต่น่าจดจำเสมอ รวมถึงพี่เมย์ ภัทรวรินทร์ ทิมกุล ในบทแม่ของบิวที่ทั้งงดงามและให้การแสดงที่ไม่เสียชื่อสุดยอดนักแสดงมากฝีมือ

ดูหนังออนไลน์ วอน (เธอ) - รีวิวหนัง สปอยหนัง หนังใหม่ 2021 ดูหนังออนไลน์ ดูหนังฟรี

รีวิวหนัง ขอชวนคุยเรื่องเพลงประกอบทิ้งท้ายซึ่งเราเห็นความตั้งใจของผู้กำกับไม่น้อยเลยที่พยายามจะดีไซน์การใช้เพลงประกอบหนังจากเพลงดังซึ่งแม้ในตัวอย่างหนังเราจะได้ยินเสียงน้องวันเดอร์เฟรมในเพลง วอน ฉบับรีเมกที่ดูทันสมัยและมีกลิ่นอายของเพลงแรปตามสมัยนิยม
แต่กระนั้นกลับเป็นเพลงดังยุค 90-2000 อย่าง สองใจ ของพี่ตุ้ยธีรภัทรที่หนังเอามาเป็นเพลงธีมในการเล่าเรื่องราวของหัวใจที่กำลังค้นหาคำตอบของเนเน่ซึ่งเอามาดีไซน์ใหม่ได้เอ่อ…ชวนอึดอัดมากครับ 555 หรือเราอาจจะคุ้นกับเวอร์ชันพี่ตุ้ย ธีรภัทรมากไปหน่อยก็ได้แต่พอมาทำใหม่แล้วกลับรู้สึกเหมือนคนร้องกำลังอมไมโครโฟนอยู่ยังไงไม่รู้ 555

แต่กระนั้นในส่วนของเพลงอื่น ๆ ก็ทำได้ดีนะครับโอบอุ้มบรรยากาศของหนังได้ดีทีเดียวและมันก็ไปกับงานดีไซน์เรื่องการจัดสีให้แต่ละตัวละครได้เป็นอย่างดีซึ่งนับเป็นจุดที่น่าชื่นชมของหนังควบคู่กับการใช้โลเคชันที่แปลกใหม่ได้อย่างน่ามองไม่น้อยเลยทีเดียว

จุดเด่น
งานภาพของหนังถูกดีไซน์มาเป็นอย่างดี
การเลือกโลเคชันของหนังทำได้น่าสนใจมาก
การแสดงของเซ้นต์ ศุภพงษ์ ถือว่าน่าพึงพอใจ

จุดสังเกต
บทภาพยนตร์พยายามเล่ามุมมองตัวละครแต่กลับเกิดช่องโหว่ที่มีให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ
คาแรกเตอร์ของตัวละครไม่ค่อยดึงดูด
การแสดงของนักแสดงส่วนใหญ่ยังมีส่วนที่ต้องพัฒนาอีกมาก

ภายใต้นิยามว่า “เพราะความรัก… ไม่ได้มีแค่ด้านเดียว” ทำให้หนัง วอน (เธอ) ถูกบอกเล่าเรื่องราวผ่าน 4 คน 4 มุมมอง ของกลุ่มเพื่อนนักศึกษา ที่ให้บังเอิญว่า เพื่อน 3 คน แอบหลงรักผู้หญิงคนเดียวกัน เริ่มจาก เดี่ยว (มีน-พีรวิชญ์) เพื่อนที่แอบปลื้มและพร้อมทำทุกอย่างเพื่อเนเน่ ต่อด้วย โอม (เซ้นต์-ศุภพงษ์) หนุ่มแบดบอยเสน่ห์แรงที่หวังจะกลับใจเมื่อเจอเนเน่ แต่เขาจะทำได้ไหม? จนมาถึง บิว (พีค-ภีมพล) เพราะรู้ว่าเพื่อนแอบชอบเนเน่อยู่ จึงทำให้คิดกับเนเน่ได้แค่เพื่อน และท้ายที่สุดกับ เนเน่ (ฟ้า-ษริกา) สาวสวยดาวคณะที่ใครๆ ต่างก็หลงรัก ผู้หญิงที่เป็นจุดศูนย์ของเรื่อง และเป็นบทสรุปของทุกความสัมพันธ์

การเล่าเรื่องเหตุการณ์เดียวผ่านมุมมองของตัวละครที่แตกต่างกัน ความสนุกของวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้อยู่ตรงที่การเล่นกับความแตกต่างผ่านมุมมองของแต่ละตัวละคร เป็นรูปแบบการเล่าเรื่องที่ท้าทายให้คนดูค่อยๆ ต่อจิ๊กซอว์จากแต่ละเรื่องราว ในตอนท้ายอาจเฉลยให้เห็นเรื่องราวที่ถูกต้องที่สุด หรืออาจไม่ให้เห็นเลยก็ได้ เป็นภาระของคนดูที่ต้องตีความและทำความเข้าใจเอาเอง..

อาจเพราะประเด็นหลักของเรื่องวนเวียนอยู่กับเรื่องราวความรัก ความพยายามเผยความในใจ การพิสูจน์ตัวเอง การไม่ได้ปูพื้นตัวละครให้คนดูรู้จักมากพอ การเล่าเรื่องเฉพาะช่วงที่เกี่ยวข้องกับตัวละครในตอนของตัวเอง ที่ยังไม่ทันไต่กราฟความน่าสนใจและน่าติดตามได้เพียงพอ แต่เหมือนเป็นภาคบังคับ ที่ต้องพาตัวละครไปสู่บทสรุปในตอนของตัวเองให้ได้ทำให้บางช่วงบางตอน เราอาจไม่สามารถทำความเข้าใจกับการแสดงออกของตัวละคร โดยเฉพาะช่วง 2 ตอนแรกของหนัง เรื่องของเดี่ยวและโอม หนังมาดีขึ้น ช่วง 2 ตอนหลัง กับเรื่องของบิวและเนเน่ ที่องค์ประกอบของเรื่องราวเริ่มเข้าที่เข้าทาง ซึ่ง 2 ตอนหลังนี่เอง ถึงทำให้รู้สึกว่าได้ดูหนังเรื่องนี้จริงๆ (เสียที)

งานกำกับของ สุโกสินทร์ อัครพัฒน์ ถือว่าน่าสนใจกับการเล่าเรื่องราวจาก 4 มุมมอง มันมีความท้าทายและดูเหมาะกับหนังที่เกี่ยวกับวัยรุ่น แต่ว่าเอาเข้าจริงๆ รู้สึกว่าบทภาพยนตร์ไม่ได้แข็งแรงพอที่จะใช้วิธีนี้ จนรู้สึกว่าหากเลือกวิธีการเล่าเรื่องในแนวทางปกติ ให้เวลากับการสร้างตัวละครให้คนดูรู้สึกอิน ไปจนถึงรักในตัวละคร (ซึ่งนักแสดงแต่ละคนทำหน้าที่ได้ดีแล้ว) เมื่อพาไปสู่บทสรุป น่าจะทำให้เรื่องราวมีมิติลงตัวมากกว่าที่เป็นอยู่ ดูหนัง ไทย

อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่ทำให้หนัง วอน (เธอ) โดดเด่นขึ้นมาและเป็นส่วนหนึ่งที่ประคับประคองหนังตลอดเรื่อง ก็คือ องค์ประกอบศิลป์และเพลงประกอบที่นำเสนอออกมาได้ดี ส่งผลต่ออารมณ์ของเรื่อง เป็นเหมือนตัวแทนบอกเล่าอารมณ์ความรู้สึกของแต่ละตัวละคร แม้บางครั้งแอบรู้สึกว่าเหมือนกำลังดูมิวสิกวิดีโออยู่ก็ตาม

โดยสรุปแล้ว วอน (เธอ) อาจไม่ใช่หนังที่ดูสนุก หรือลงตัวนักสำหรับทุกคน (จะว่าไปเมื่อดูจากทีมนักแสดงนำ ก็รู้ว่าหนังเลือกจะสื่อสารกับใคร) แต่หนังก็สามารถถ่ายทอดดราม่ามิตรภาพระหว่างเพื่อน-ความรัก ที่วัยรุ่นต้องเผชิญ เรียนรู้ และก้าวผ่านได้ดีพอสมควร

รีวิวหนัง ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้: ครอสโอเวอร์โดดดิด่ง 

รีวิวหนัง ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้: ครอสโอเวอร์โดดดิด่ง

รีวิวหนัง  เรื่องย่อ เมื่อตัวแทน​จาก​ BNK48 ทั้ง​ 8​ คน​ ได้รับมอบหมายภารกิจลับ​ โดยต้องออกซิงเกิ้ลเพลงหมอลำ สาวๆ​ BNK48 ทั้ง​ 8​ คนจึงถูกส่งให้ไปเรียนรู้​ และใช้ชีวิตอยู่กับคนอีสาน​ เพื่อให้เข้าใจวัฒนธรรม​ และการสื่อสารผ่านเพลงหมอลำในแบบฉบับ​ BNK48 ให้ดีที่สุด

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex
เรื่องย่อ เมื่อตัวแทน​จาก​ BNK48 ทั้ง​ 8​ คน​ ได้รับมอบหมายภารกิจลับ​ โดยต้องออกซิงเกิ้ลเพลงหมอลำ สาวๆ​ BNK48 ทั้ง​ 8​ คนจึงถูกส่งให้ไปเรียนรู้​ และใช้ชีวิตอยู่กับคนอีสาน​ เพื่อให้เข้าใจวัฒนธรรม​ และการสื่อสารผ่านเพลงหมอลำในแบบฉบับ​ BNK48 ให้ดีที่สุด

เป็นอีกค่ายที่สร้างความประหลาดใจให้เราได้เสมอ ๆ กับ BNK48 ที่เปลี่ยนภาพจำกับการเป็นไอดอล สดใส วัยรุ่น กทม. ที่มีเพลงอย่าง Koisuru Fortune Cookie คุกกี้เสี่ยงทาย สุดฮิตเป็นเพลงประจำแก๊ง มามีโพรเจกต์ด้านภาพยนตร์ในนามบริษัท บีเอ็นเคโฟร์ตีเอต ฟิล์ม ที่เปิดเส้นทางอื่น ๆ ให้ตัวเองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเผยมุมด้านดราม่าหรือด้านดาร์กของการเป็นไอดอลในสารคดีของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ เรื่อง BNK48 : Girls Don’t Cry โดยเป็นความร่วมมือกับบริษัท แซลมอน เฮ้าส์ และจัดจำหน่ายโดยค่ายใหญ่อย่าง GDH 559 ด้วย

ก่อนจะส่งเจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ กับ มิวสิค-แพรวา สุธรรมพงษ์ มาสายนักแสดงมากฝีมือด้วยการับบทนำในหนังดราม่าแฝงสัญญะสังคมการเมืองแบบฉบับของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ในเรื่อง Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า โดยร่วมกับ สไลด์เดอร์ แคท กับ ซอง ซาวด์ โปรดักชัน และจัดจำหน่ายโดย ซีเจ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จนคนเริ่มคิดว่าหนังฉบับ BNK48 มักจะฉีกไปสายรางวัล ๆ ดราม่า ๆ หน่อยจาก 2 เรื่องที่ผ่านมา

แต่ปรากฏว่า บีเอ็นเคโฟร์ตีเอต ฟิล์ม ก็ปล่อยโพรเจกต์ใหม่พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น ไอแอม ฟิล์ม มาสร้างความประหลาดใจอีก ด้วยการร่วมมือกับจักรวาลหนังชื่อดังจากฝั่งอีสานที่ฮิตไปทั่วประเทศอย่าง ไทบ้านเดอะซีรีส์

ผลงานของบริษัท เซิ้ง โปรดักชั่น แอนด์ ออแกไนเซอร์ และจัดจำหน่ายโดยค่ายใหญ่อย่าง สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล ในเรื่อง ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ ถ้าสังเกตดี ๆ ก็ต้องยอมใจในฝีมือการบริหารที่ดึงดูดค่ายใหญ่ ๆ

หลากหลายแนวทั้งเอกอุในไทยและเชี่ยวชาญงานขายไปตลาดสากลมาช่วยได้ ทั้งยังทำให้ บีเอ็นเคโฟร์ตีเอต ฟิล์ม มีประสบการณ์การทำธุรกิจภาพยนตร์ผ่านการเรียนรู้จากพาร์ตเนอร์เก่ง ๆ โดยอัตโนมัติด้วย เชื่อว่าในอนาคตเราอาจเห็นค่ายอย่าง

ไอแอม ฟิล์ม มาเป็นอีกหนึ่งค่ายสำคัญที่ยืนเดี่ยวเป็นอีกเสาที่ค้ำจุนวงการหนังไทยได้ด้วย (สองปีที่ผ่านมาด้วยการทำงานร่วมกับพันธมิตรหลายค่ายก็สามารถส่งหนังฉายได้ถึงปีละ 2 เรื่อง ในระดับที่คุณภาพกีมีจุดน่าสนใจเสมอ ถือว่าเริ่มต้นได้เยี่ยมเลย)

โดยครั้งนี้หนังได้สองผู้กำกับอย่าง สุรศักดิ์​ ป้องศร กับ ธิติ​ ศรีนวล จากหนังไทบ้านเดอะซีรีส์มารับไม้จาก BNK48 ในการนำน้อง ๆ กลุ่มไอดอล 48 นี้มาเล่นในแบบฉบับหนังไทบ้าน เพื่อเสริมกำลังรุกเข้าสู่ตลาดที่แตกต่างจากฐานแฟนเดิมของกันละกัน

เป็นโพรเจกต์ที่มองว่า วิน-วิน ทั้งคู่จริง ๆ ที่สำคัญรอบนี้เรายังจะได้เห็นน้อง ๆ BNK48 กลุ่มใหม่ ๆ ที่แตกต่างจากหนังเรื่องเก่า ๆ มาโลดแล่นกันบ้าง ไม่ว่าจะเป็น น้ำหนึ่ง, ปูเป้, เนย, แก้ว, โมบายล์, น้ำใส, ตาหวาน และ ไข่มุก แห่ง BNK48

มาเล่นเป็นตัวเองในเรื่องราวสมมติที่ดูแอบอิงความจริงไว้เหมือนกัน และในมุมหนึ่งก็เหมือนหนังที่ช่วยทำความเข้าใจระหว่างออฟฟิเชียลของวง

กับน้อง ๆ ในวง และเหล่าโอตะ ที่ว่ากันตามตรงก็มีดราม่าให้ติดตามจากการเดาเองคิดเองของแฟนคลับอยู่เยอะเช่นกัน ข้อดีคือเราได้เห็นมุมมองของฝั่งผู้บริหารและการทำงานของหลังบ้านวง BNK48 แบบใกล้ชิดพอสมควรด้วย ดูหนังออนไลน์ไทย

รีวิวหนัง อันธพาล หนังไทยสุดมันส์ที่ คอหนังห้ามพลาดเลย

รีวิวหนัง อันธพาล หนังไทยสุดมันส์ที่ คอหนังห้ามพลาดเลย

คุณรู้จักอันธพาลดีหรือยัง ใครเป็นใครใน "อันธพาล"

รีวิวหนัง “อันธพาล” ผลงานกำกับล่าสุดของผู้กำกับก้องเกียรติ โขมศิริ น่าจะเป็นอีกหนังไทยที่โดดเด่นของปีนี้ และน่าจะได้เข้าชิงรางวัลด้านภาพยนตร์จากหลายสำนักเมื่อมีการประกาศกันปีหน้าครับ เพราะเป็นหนังไทยที่มีงานสร้างที่มีความละเอียด ปราณีต มีการแสดงอันยอดเยี่ยม และมีวิธีการเล่าเรื่องที่สร้างสรรค์และน่าสนใจในแบบที่ยังไม่เคยเห็นหนังไทยเรื่องไหนทำมาก่อน นอกจากนี้แล้วยังเป็นหนังไทยที่ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่าควรให้การสนับสนุนครับ

เรื่องราวของ “อันธพาล” บอกเล่าเกี่ยวกับนักเลงดังแห่งพระนครในยุคร็อคแอนด์โรลล์ สมัยที่เจมส์ ดีน และ เอลวิส เพรสลี่ เป็นแรงบันดาลใจให้วัยรุ่นยุคนั้น มีตัวละครอันเป็นที่คุ้นเคยเพราะเคยถูกบอกเล่าเป็นหนังมาก่อนอย่างแดง ไบเล่, ปุ๊ ระเบิดขวด และดำ เอสโซ่ ใน “2499 อันธพาลครองเมือง” ของผู้กำกับนนทรีย์ นิมิบุตร แต่อย่างที่ชื่อหนังที่ดูจะกินความกว้างกว่า ไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าเป็นเหตุการณ์ในพ.ศ.ไหน “อันธพาล”ของก้องเกียรติมีขอบเขตของเรื่องราวที่กว้างกว่า มีตัวละครเด่นเยอะกว่า และขณะที่ “2499 อันธพาลครองเมือง” เน้นไปที่แดง ไบเล่ หนัง “อันธพาล” จะเน้นไปที่ตัวละครจ๊อด เฮาดี้ มือขวาและมิตรแท้ข้างกายของแดง ไบเล่ แทน

ดูเหมือนว่าจุดมุ่งหมายในการสร้างหนัง “อันธพาล” ของก้องเกียรติ ก็คือต้องการสร้างหนังแนวแก๊งสเตอร์ว่าด้วยวงการมาเฟียในประเทศไทย และอยากบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ในแง่ของความเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา แต่ก็ยังขยายขอบเขตของเรื่องราวไปถึงแง่มุมทางประวัติศาสตร์ วิถีและเส้นทางชีวิตของคนที่เข้ามาในวงการนี้ว่าต้องเจอกับอะไรและจะมีจุดจบอย่างไร มุมมองของผู้คนที่ร่วมสมัยกับตัวละครต่อวงการนี้เป็นอย่างไร ซึ่งก้องเกียรติมีวิธีการในการเล่าเรื่องที่น่าสนใจด้วยการเอาการเล่าเรื่องแบบหนังปกติทั่วไปมาผสมกับรูปแบบของสารคดี โดยให้จ๊อด เฮาดี้ (กฤษดา สุโกศล แคลปป์) เป็นจุดศูนย์กลางและจุดเชื่อมต่อของทั้งหมดที่กล่าวมา

ผู้กำกับก้องเกียรติให้เรารู้จักกับจ๊อด เฮาดี้ ก่อน ด้วยภาพของคนหนุ่มขี้เกรงใจ สุภาพ เป็นที่รักของทั้งแม่และน้องสาว ก่อนที่จะได้เห็นภาพที่ตรงกันข้ามในฐานะนักเลงใจเด็ดที่ฆ่าคนได้โดยไม่ยั้งมือ และโหดเหี้ยม ผู้เป็นมือขวาและมิตรคู่กายของแดง ไบเล่ (สมชาย เข็มกลัด)

จ๊อดเป็นเด็กช่างกลมาก่อน และเข้าสู่วงการนักเลงโดยการชักชวนของแดง ซึ่งจ๊อดรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณตอนที่มาช่วยเขาระหว่างมีเรื่องวิวาทกับโรงเรียนช่างกลคู่อริ แดงพาจ๊อดไปเป็นนักเลงลูกน้องของเฮียหลอ มาเฟียกระหายอำนาจและปลิ้นปล้อน

ขณะที่แนะนำให้เรารู้จักและบอกเล่าเรื่องราวของจ๊อด ผู้กำกับก้องเกียรติก็ใช้เทคนิคของหนังสารคดีด้วยการให้ผู้คนที่รู้เรื่องราวของยุคโน้นมาช่วยเล่าในลักษณะการให้สัมภาษณ์ พร้อมทั้งแทรกภาพข่าวเก่าๆ มาประกอบ เพื่อช่วยบอกเล่าส่วนที่เป็นภาคผนวกและเกร็ดทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตัวละคร และวงการนี้ เช่นฉากที่จ๊อดดวลกับเฮียเซ้ง (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) ผู้กำกับก็ให้คนที่รู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์มาเล่าเสริมถึงวิธีการดวลที่เรียกว่า “มัดมือดวลมีด” ที่จ๊อดกับเฮียเซ้งใช้นั้นเป็นยังไง หรือขณะที่พูดถึงตัวละครบางตัวเช่นแดง ไบเล่ หรือ ปุ๊ ระเบิดขวด ก็ให้ผู้คนมาเล่าเสริมว่ามุมมองที่คนสมัยนั้นที่มีต่อทั้งคู่เป็นยังไง เป็นวิธีการเล่าเรื่องที่ผู้กำกับก้องเกียรติให้สัมภาษณ์ว่าได้แรงบันดาลใจจาก District 9 ส่วนตอนที่ผมดูนั้นนึกถึงหนังฉายทีวีเรื่อง Execution of Justice ว่าด้วยการคดีฆาตกรรมฮาร์วี่ มิลค์ ที่ใช้การสัมภาษณ์ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีมาเล่าคู่ไปกับส่วนที่เป็นภาพยนตร์

นอกจากนี้แล้ว ยังมีการเล่าเรื่องวงในของมาเฟียผ่านมุมมองของเปี๊ยก (กฤษฎา สุภาพพร้อม) เด็กวัยรุ่นที่อาศัยและทำงานอยู่ในโรงหนังที่แดงกับจ๊อดชอบไปดูหนังบ่อยๆ เปี๊ยกมีเพื่อนรักชื่อธง (สาครินทร์ สุธรรมสมัย) และทั้งคู่ก็มีแดงกับจ๊อดเป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิต มองภาพของนักเลงรุ่นใหญ่ยุคนั้นว่าเป็นอะไรที่เท่ ใครไปไหนก็เกรงกลัวและนบนอบ จึงอยากที่จะเข้าแก๊งและเจริญรอยตาม ทำให้หนังมีส่วนคล้ายคลึงกับ The Godfather: Part II เพิ่มเข้ามา และหนึ่งชั่วโมงแรกของหนังก็ใช้วิธีการเล่าเรื่องทั้งสามขนานกันไป มีการตัดต่อสลับไปมา มีการเล่าเรื่องทั้งไปข้างหน้าและย้อนหลังแบบโดดไปโดดมาคล้าย The Social Network

ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมในการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างลูกเล่นของการเล่าเรื่องที่แปลกใหม่ และน่ายกย่องในความกล้าหาญที่จะฉีกขนบการเล่าเรื่องหนังให้แตกต่างจากหนังไทยด้วยกัน แต่อย่างไรก็ดี ผู้กำกับก้องเกียรติยังใช้การเล่าเรื่องที่แปลกใหม่เหล่านี้ได้ยังไม่ลงตัวดีพอ โดยเฉพาะช่วงหนึ่งชั่วโมงแรกของหนัง ทั้งนี้เพราะทั้งสามวิธีการเล่าเรื่องเหมือนจะมีเรื่องราวของมันเอง และหนังเล่าเรื่องโดยให้ความสัมพันธ์ของทั้งสามส่วนเกือบเท่าๆกัน มีการให้รายละเอียดที่ยิบย่อยเกินไป ทำให้มาชิงความเด่นของกันและกัน และฉุดรั้งไม่ให้อารมณ์ดราม่าของหนังในช่วงนี้ไปได้สุดทาง แม้ว่ามันจะดูเก๋ไก๋ก็ตาม

เมื่อเข้าสู่ครึ่งหลังของหนังที่หลังจากจ๊อด เฮาดี้พ้นโทษออกจากคุกหลังจากการปราบปรามอันธพาลด้วยกฎหมายอันเฉียบขาดของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หนังมีวิธีการเล่าเรื่องที่ลงตัวมากขึ้น และทำให้ความเข้มข้นตามแบบหนังแก๊งสเตอร์กลับมาน่าติดตามมากขึ้น หนังลดทอนส่วนที่เป็นสารคดีให้มาเป็นเพียงส่วนเสริมจริงๆ มากขึ้น ขณะที่ส่วนที่เป็นมุมมองของเปี๊ยกก็ค่อยๆ ลดหน้าที่ลงกลายเป็นการทำหน้าที่ของโครงเรื่องรองแทน  ดูหนังออนไลน์

เรื่องราวครึ่งหลังเน้นไปที่การแย่งชิงความเป็นใหญ่ของมาเฟีย โดยแต่ละเจ้าพ่อก็มีนักเลงเด่นๆเป็นลูกน้องของตัวเอง จ๊อดยังคงเป็นหมากในเกมชิงอำนาจของเฮียหลอ โดยมีเปี๊ยก, ธง, และน้าหำ (บุญส่ง นาคภู่) เป็นลูกน้อง แล้วกลายเป็นม้าศึกที่จะถูกฆ่าหลังเลิกใช้เมื่อเฮียหลอหันไปเลือกใช้โอวตี่ (ภคชนก์ โวอ่อนศรี) นักเลงนักฆ่าที่ทั้งบ้า ทั้งเหี้ยมโหด เป็นหมากตัวใหม่ ทำให้แก๊งของจ๊อดต้องแตกคอกัน ขณะเดียวกัน จ๊อดก็ต้องหนีการตามล่าของผู้การคำนึง (วสุ แสงสิงแก้ว) ผู้ที่ไม่เคยคำนึงถึงวิธีในการปราบมาเฟีย และสะท้อนด้านมืดของผู้มีอำนาจทางกฎหมาย ทำพาไปสู่ฉากตามล่าล้างแค้นในตอนจบที่ทั้งตื่นเต้น ลุ้น และสะเทือนใจ

รีวิวหนัง มือปืน/โลก/พระ/จัน 2 หนังไทยตลกๆ ที่จะทำให้คุณขำจนฟันค้าง

รีวิวหนัง มือปืน/โลก/พระ/จัน 2 หนังไทยตลกๆ ที่จะทำให้คุณขำจนฟันค้าง

Twitter पर INWCON: "สงสัยทำไมอยู่ดีๆมือปืนโลกพระจัน2ก็เข้าวันนี้แบบเงียบๆ ไม่มีรอบสื่อและแทบไม่ได้เห็นโปรโมทอะไรเลย แทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเข้า วันนี้ว่าจะไปลองพิสูจน์ดูหน่อย #จะรอดไหมวะ… https://t.co/85SHCboL6Z"

รีวิวหนัง

รีวิวหนัง เมื่อประเทศไทยอยู่ในยุคกาขาว บรรยากาศบ้านเมืองวิปริตถึงขนาดหิมะตกทำกรุงเทพมหานครขาวโพลนอย่างน่าประหลาดพร้อมการปกครองของ UNA หรือกองท้พสหประชาชาติที่ออกกฎจนประเทศไทยกลายเป็นเมืองอันไร้สีสันแม้แต่เสื้อผ้าก็ยังใส่สีอื่นไม่ได้นอกจากสีเทา 3 ชีวิตมือปืนต่างดิ้นรนเพื่อความรักและความสุขอันไกลเกินเอื้อมทั้ง แจ็ส โซเด (ผดุง ทรงแสง)

นักดาบมือพระกาฬฟันกระสุนขาดครึ่งที่ถูกว่าจ้างให้สังหาร ไต้หล้า อาซาปัตตานี (วีรยุทธิ์ นานช้า) ผู้ต่อต้าน UNA ฝ่ายใต้ ด้าน โจ๊ก โซแบด (กรภพ จันทร์เจริญ) มือปืนลูกศิษย์ของ คิด ไซเลนเซอร์ (ไพฑูรย์ พุ่มรัตน์) ผู้ถ่ายทอดวิชาปืนเก็บเสียงก็ได้รับการว่าจ้างให้สังหาร ไอสาน พระกาฬสุรินทร์ (สมพงษ์ คุนาประถม)

ผู้ต่อต้าน UNA ฝ่ายอีสาน โดยหวังเอาเงินก้อนนี้พา ดารณี (วนิดา เติมธนาภรณ์) แฟนสาวป่วยใกล้ตายไปดูแสงเหนือตามความฝัน ส่วน
เจ โซนานา (บริบูรณ์ จันทร์เรือง) มือระเบิดลูกครึ่งผู้มีความแค้นเบื้องหลังกับ UNA ก็ได้รับการว่าจ้างให้ทำงานลับให้องค์กรที่ตนเกลียดเพื่อหวังจะได้รู้ความลับว่าใครข่มขืนแม่ตนเอง แต่หลังจากเกิดคลื่นช็อกเวฟครั้งใหญ่หลังการมาเยือนของอาคันตุกะจากต่างดาวชะตาชีวิตของพวกเขาอาจเกี่ยวพันกันอย่างไม่น่าเชื่อ

คล้อยหลังมา 19 ปีจาก มือปืน/โลก/พระ/จัน หนังที่ก่อกระแสการเอาตลกคาเฟ่มาเล่นหนังใหญ่แต่กลับโดดเด่นด้วยบทภาพยนตร์ที่จินตนาการถึงประเทศไทยในอนาคตที่ต่างชาติเข้ามาครอบงำผสมผสานกับแนวคิดทางพุทธศาสนาที่ว่าด้วยเรื่องของกรรม ก็ทำให้มันกลายเป็นงานบันเทิงที่ไม่ขาดสาระและยังอยู่ในใจคอหนังมานานรวมถึงตัวผมเองด้วย

รวมถึงการถือกำเนิดของผู้กำกับรุ่นใหม่อย่าง ยุทธเลิศ สิปปภาค ที่ต่อมากลายเป็นผู้มีอิทธิพลต่อวงการหนังไทยด้วยหนังแนวแปลกแหวกตลาดผ่านทั้งความสำเร็จและล้มเหลวมานับไม่ถ้วน แต่สิ่งหนึ่งที่ยึดเกาะกับหนังยุทธเลิศมาตลอดคงหนีไม่พ้น 2สิ่งคือ เรื่องโรแมนติกกับการเมือง แม้แต่ภาคต่ออย่าง มือปืน/โลก/พระ/จัน 2 ก็หนีไม่พ้น 2 สิ่งนี้ด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่ต้องบอกกล่าวกันก่อนไปดูหนังเรื่องนี้คือการเล่าเรื่องของมันไม่สำคัญเท่าอุดมการณ์ความคิดและการวิพากษ์สังคมผ่านสัญญะต่าง ๆ ที่หนังเอามาประเคนให้ทั้งเรื่อง ซึ่งยุทธเลิศยอมแลกความตลกที่อาจลดลงแต่ไปเพิ่มการกระตุกต่อมคิดคนดูให้ทำงานกับหนังทั้งเรื่องแทน

โดยเราอาจกล่าวถึงประเด็นน่าสนใจของหนังได้ด้วยการแบ่งเป็นประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

เรื่องตลกของแจ๊ส โซเด

หนังเปิดเรื่องด้วยการให้ แจ๊ส โซเด มาเล่าเรื่องตลก 2 เรื่องติดกัน และก็เหมือนความตั้งใจของบทที่ไม่ต้องการให้คนดูขำกับมุกตลกที่เขาเล่าให้ฟัง เพราะทุกมุกลงท้ายด้วยคำว่า ไม่ฮาใช่มั้ยงั้นเรื่องต่อไป ก่อนที่หนังจะตัดไปเล่าเรื่องราวส่วนอื่นต่อ แต่หากย้อนมาวิเคราะห์กับฉากเปิดเรื่องที่ แจ๊ส โซดา พยายามอัดคลิป (หรืออาจจะวีดีโอคอล) เล่าเรื่องตลกให้น้องญาญ่า สาวที่ตนหมายปองฟังแล้ว เรากลับเห็นสิ่งที่ยุทธเลิศกำลังเสียดสีนิสัยคนไทยและอ้างอิงแบบอ้อม ๆ ถึงขึ้นแซะว่า คนไทยเองสามารถเอาเรื่องความทุกข์ หรือ เรื่องแย่ ๆ มาทำเป็นมุกตลกได้เสมอ

เรามักเลือกจะเล่าเรื่องเลวร้ายต่าง ๆ ทั้งในทางการเมือง การทำรัฐประหาร การเหยียดเชื้อชาติ ด้วยการทำให้มันตลก แต่ที่จริงมันไม่ใช่เรื่องตลก ซึ่งพอหนังพาเราไปเจอกับสถานการณ์ในชีวิตที่ แจ๊ส โซเด ต้องเผชิญโดยเฉพาะการที่ต้องไปดูแลแม่ถึงโรงพยาบาล ทั้งที่แม่เรียกหาลูกอีกคนตลอดเวลา ก็ทำให้เห็น ทุกข์ของแจ๊สที่จำต้องรับงานจ้างค่าเพื่อหาเงินมารักษาแม่

จนเขาต้องใช้มุกตลกเพื่อกลบเกลื่อนความทุกข์ของตัวเองเหมือนคนไทยทั่ว ๆ ไปที่เลือกหลีกหนีชีวิตแย่ ๆ ใต้การรัฐประหารด้วยการพูดถึงรัฐมนตรีทุกจริต นายกเผด็จการ หรือนักการเมืองฉ้อฉลด้วยการทำให้มันเป็นเรื่องตลกกลบเกลื่อนทุกข์จริง ๆ แทน รวมถึงการหนีกหนีชีวิตจริงด้วยการสวมแทนตัวเองด้วยภาพคนดังที่เพอร์เฟกต์กว่าเช่นที่ แจ๊ส โซเด แนะนำตัวเองว่าชื่อ ณเดชย์ กับพยาบาล ที่ชื่อ ญาญ่า ใช่ครับ เธอคือคนที่แจ๊สพยายามเล่าเรื่องตลกตอนต้นเรื่องให้ฟังและแน่นอนว่าน้องญาญ่าไม่ขำอยู่ดี ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าเรื่องราวส่วนนี้เกิดขึ้นในโรงพยาบาลจิตเวชก็ยิ่งทำให้เห็นว่าคนปกติอย่างพยาบาลก็ไม่ได้มีความสุขไปกว่าคนบ้านัก

และในทางสัญญะแล้วโรงพยาบาลบ้าใน มือปืน/โลก/พระ/จัน 2 ก็คือหน่วยหนึ่งในการตีความแบบความสัมพันธ์แนวดิ่ง(Paradigimatic Relation) ในหนังอันว่าด้วยความไม่ปกติของโลกในหนังที่เมื่อผนวกกับ ภาพหิมะตกในกรุงเทพ ฯ และการมาเยือนของมนุษย์ต่างดาวแล้ว มันก็ทำให้เห็นว่ามุกของแจ๊สมันไม่ตลกเพราะแท้จริงแล้วไอ้สิ่งที่ถูกทำให้ตลกมันคือกลียุคดี ๆ นี่เอง

แสงเหนือของดารณี

ในเรื่องของโจ๊ก โซแบดเองก็มีจุดน่าสนใจตรงการพยายามทำทุกอย่างให้ช่วงเวลาสุดท้ายของดารณีแฟนสาวใกล้ตายมีความสุขที่สุด หนังจงใจใช้สัญญะหลายอย่างในการประกอบร่างเข้ากันแบบความสัมพันธ์แนวราบ (Syntagmatic Relation) อันว่าด้วยความสุขที่เอื้อมไม่ถึงทั้งควันบุหรี่ของดารณีในห้วงคำนึงของโจ๊ก

หรือความฝันว่าด้วยการได้ไปดูแสงเหนือที่นอร์เวย์จนเธอวาดมันออกมาเป็นภาพวาด แต่ด้วยสภาพการป่วยไข้ ร่างกายที่ขยับเองไม่ได้จนต้องพึ่งรถเข็นหรือสายน้ำเกลือ เครื่องช่วยหายใจที่ระโยงระยาง ก็ทำให้เห็นถึงการติดกับ (Trapped) ของดารณีที่ดันไปกักขังให้ โจ๊ก ต้องทำทุกอย่างเพื่อความฝันในการได้ ออกไปจากประเทศไทยของแฟนสาว ซึ่งหากมองให้ดีแล้วมันก็แทนภาพแทนอันน่าเศร้าของคนไทยเองที่ได้แต่ฝันถึงชีวิตที่ดีกว่าในบ้านเมืองที่เป็นประชาธิปไตยและบรรยากาศ อากาศที่ดีกว่ายังเมืองนอก และแน่นอนว่าสัญญะต่าง ๆ ถูกจัดวางและบอกเล่าผ่านการจัด มิสอองแซง (Mise En Scène)

หรือองค์ประกอบในฉากดังที่กล่าวมาแล้ว ก็ทำให้เห็นเลยว่าความฝันอันล่องลอยของดารณีก็คือปลายทางที่โจ๊กไม่เคยมองเพราะมัวแต่ใช้เวลาดูแลดารณีที่ป่วยหนักไม่ต่างจากปัญหารุมเร้าในไทยจนเขาหลงลืมว่าภาพความสุขข้างนอกมันเป็นยังไง ดังนั้นในเวลาที่เหลืออยู่ของดารณีเลยกลายเป็นช่วงเวลาสำคัญที่โจ๊กจะได้สะสางและสังหารเพื่อหาทุนมาทำให้ความฝันสุดท้ายของแฟนสาวเป็นจริง  ดูหนังออนไลน์

รีวิวหนัง “สตรีเหล็ก ตบโลกแตก” หนังไทย หนังสนุกสุดมันส์ อ่านได้ที่นี่

รีวิวหนัง “สตรีเหล็ก ตบโลกแตก” หนังไทย หนังสนุกสุดมันส์ อ่านได้ที่นี่

แอร้ยยยยย รูป ฟิตติ้ง "สตรีเหล็ก ตบโลกแตก" น่าดูมากๆ อ่ะ กรี้ดดด :::+::: - Pantip

รีวิวหนัง อ่านที่คุณพจน์ อานนท์ให้สัมภาษณ์ในหนังสือเค้าบอกว่า สตรีเหล็กเวอร์ชั่นนี้เน้นความสมจริง ส่วนเวอร์ชั่นก่อนแค่เอาแรงบันดาลใจมา ส่วนอันนี้เน้นสมจริงเอานักวอลเลย์บอลตัวจริงมาให้ข้อมูลเลย แต่ไปดูแล้วรู้สึกเสียดายของ
1. กีฬาวอลเลย์บอลเป็นแค่ส่วนประกอบที่มีตอนต้นเรื่องกับตอนจบเรื่อง หนังแทบไม่เน้นเลยว่าทีมสตรีเหล็กมีที่มาที่ไปยังไง
2. เราไม่รู้เลยว่าทีมสตรีเหล็กต้องต่อสู้กับอะไร คนเหยียดเพศในเรื่องก็มี แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าทีมสตรีเหล็กเดือดร้อนตรงไหน ก็ยังทำตัวแรดบ้าผู้ชายในสนามปกติ
3. การแข่งวอลเลย์บอลตอนจบ จู่ๆก็โผล่มารอบชิงเลย ก็งงน่ะสิ ไหนว่ามันต้องแข่งอะไรมาก่อน เป็นตัวแทนเขตมาก่อน มันน่าจะมีตอนแข่งรอบต่างๆก่อนมารอบชิงสุพรรณบุรี
4. ชัยชนะของทีมสตรีเหล็กในแต่ละนัดก็ชนะแบบง่ายๆ ไม่รู้สึกต้องลุ้นเลย ทั้งเรื่องมีแากแข่งวอลเลย์บอล 2 นัด ฉากแข่งวอลเลย์ก็ไม่สนุกด้วย ดูแล้วรู้เลยว่ายังไงก็ชนะใสๆ แบบไม่ต้องลุ้นเลย
5. บทครูบี๋ ไม่รู้สึกว่ามีส่วนช่วยอะไรทีมสตรีเหล็กเลย โผล่มาให้คนดูขำในความเป็นทอมกับสารร่างเตี้ยแมะแคะ ขาสั้น มุขเวลาเห็นผู้หญิงแล้วน้ำลายยืด
6. สปอยล์นะน่าจะสปอยล์ได้ แต่ไม่น้ามีผลคือ หนังเรื่องนี้เน้นมุขกะเทยกับการร่วมเพศทางทวารหนักอย่างหนักหน่วงจงใจในหลายๆตอน มันทำให้รู้สึกว่าเอาทีมสตรีเหล็กตัวจริงมาทำปู้ยี่ปู้ยำ
7. หนังไปเน้นช่วงหลังจากเป็นตัวเขตแล้วเตรียมจะมาแข่งกีฬาเขตยาวนานมาก ช่วงนี้จะอุดมไปด้วย กะเทยทะเลาะกัน กะเทยมี sex กันทางทวารหนักแล้วผิดใจกัน โค้ชมาติดพันแม่นักกีฬา กะเทยบ้าผู้ชาย ช่วงนี้กินเวลานานมาก น่าจะเกิน 70% ของหนัง ทำให้เราไม่เห็นเลยว่าทีมสตรีเหล็กเอาเวลาที่ไหนไปซ้อมวอลเลย์บอล วันๆบ้าบอแต่เรื่อง sex กับผู้ชาย
8. ในส่วนดราม่าบ้านคนจีนแอนตี้กะเทยเหมือนโดดออกมาจากหนังเลย นักแสดง ดวงตา หมวยสุภาพร โดดออกมาจากหนังคือแสดงดราม่าหนักไปเลย หมวยสุภาพรแอนตี้การเป็นกะเทยของลูกชายตลอดเรื่อง แต่ตอนจบก็ไปเชียร์ลูกแข่งวอลเลย์บอลยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
ผมว่าไม่ควรเอาทีมสตรีเหล็กมาปู้ยี่ปู้ยำขนาดนี้ เพราะทีมเค้าตัวจริงแม้จะเป็นกะเทย แต่แง่มุมดีๆ คือการเป็นนักกีฬา การหมั่นซ้อมหมั่นฝึก แต่นี่ไปเสนอมุมมองในด้านความเป็นกะเทย บ้าผู้ชาย บ้า sex เกือบทั้งเรื่อง
มุขตลกก็วนเวียนกับ sex กับการพูดถึงอาหารที่จะหลุดออกมาเพราะโดนร่วมรักทางทวารหนัก มันดูแล้วไม่เห็นจะตลกเลย

สตรีเหล็กในภาคนี้เป็นคล้ายๆการรีบูท เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเนื้อเรื่องนั้นจะอยู่ในปี พศ 2530 ครับ เป็นเรื่องราวชีวิตของกลุ่มคนที่เป็นเกย์ตุ้ดกะเทยที่รักในการเล่นกีฬาวอลเล่บอลและได้ลงแข่งขัน ซึ่งก็เหมือนกับภาคก่อนแหละครับ
ข้อดีของหนังเรื่องนี้
เน้นไปที่ความฮาครับ ซึ่งระดับความฮาขอยกให้ไปเลย แต่ละมุขนี่เรียกเสียงหัวเราะจากคนดูได้ทั้งโรงเลย โดยเฉพาะตัวผม แต่ในสตรีเหล็กภาคนี้นั้นจะออกแนวตลกสุภาพหน่อยครับ พวกคำหยาบๆมากๆ ไม่ค่อยมีเหมือนในเรื่องหอแต๋วแตก

ส่วนเรื่องนักแสดงก็จะเป็นแก๊งซ์เดิมๆที่เราเห็นในหนังของพี่พจน์ครับ กลุ่มของสตรีเหล็กก็มาจากนักแสดง ม6/5 ซึ่งขอบอกว่าน้องๆสามารถทำได้ดีมากในเรื่องของการแอ๊บเป็นตุ้ดเป็นแต๋ว สามารถทำให้เชื่อว่าน้องเค้าเป็นกันจริงๆ มีมุมเล็กน่ารักๆ ให้ฟิน ดูแล้วฟินไปและฮาไปด้วย

คนที่ฮามากที่สุดในเรื่องคงจะยกให้กับ คุณต๊อบ ชัยวัฒน์ครับ ผมแอบนึกว่าเป็นเดอะ ฮอล์ค ยักษ์ตัวเขียวอยู่ตลอดเวลา ฮามากกกกกกกกกกกกกกก และมีทีมรุ่นพี่ที่เป็นเหล่าเพศที่สามอีกมากมายที่มาร่วมกันสร้างสีสันครับ และเนื่องจากหนังเรื่องนี้นย้อนไปในสมัยอดีตซึ่งผมก็ยังไม่เกิด ทีมงานก็เก็บรายละเอียดได้ดีครับ เช่น พวกโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะเพลงนี่ ผมชอบมากเลยครับ ทำให้หนังดูมีกิมมิคในตัวเองมากยิ่งขึ้น
ตอนหลังก็มีเหล่านายแบบมาแข่งฟุตบอลในแมทสุดท้าย ถ้าสังเกตดีๆจะเห็น แทนไท แอ๊บแตกด้วย ผมนี่ฮาเลย ฮ่าๆ อ่อๆๆ เรื่องนี้มีฉากวันปีใหม่ด้วยครับ เหมือนจงใจจะ Happy New Year ผู้ชมไปในตัว และก็มีฉากที่แทคกับแจ๊คชวนชื่น เป็นของกันและกันด้วย ฮ่าๆ

สุดท้าย ถ้าใครอยากจะไปดูหนังเรื่องนี้เพื่อคลายเครียดเอาฮาก็ไปดูเถอะครับรับรองไม่ผิดหวัง
ส่วนใครที่ซีเรียสมากก็ไม่ต้องดูมัน รอดูในเว็บแทน ฮ่าๆ สำหรับเรื่องนี้ ผมให้คะแนน 6.5/10 ครับ เพราะคิดว่าหนังมันยังไม่สุด เอาไปแค่นี้ก่อนละกัน

เมื่อครูบี๋ (สิริธนา หงส์โสภณ) โค้ชคนใหม่ก้าวเข้ามา การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ก็เกิดขึ้นกับทีมวอลเล่ย์บอลชายประจำจังหวัดลำปาง ซึ่งยังไม่เคยรู้รสชาติของชัยชนะมาก่อนแม้แต่ครั้งเดียว โค้ชคนใหม่พยายามทุกวิถีทาง ที่จะสร้างทีมให้แข็งแกร่ง มล (สหภาพ วีระฆามินทร์) และ จุง (ชัยชาญ นิ่มพูลสวัสดิ์) นักตบลูกยางฝีมือก๋ากั่น เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ แต่กลับสร้างความอึดอัดให้กับคนอื่นๆ จนพากันลาออกไป เพราะทั้งคู่เป็นกะเทย คงเหลือแต่ ชัย (เจษฎาภรณ์ ผลดี) มือเซ็ตตัวฉกาจ ที่พยายามทำใจ แต่ผู้เล่นแค่ 3 คน ไม่สามารถเป็นทีมได้ วิทย์ (เอกชัย บูรณผานิต), โหน่ง (โจโจ้ ไมอ๊อกชิ) และเปีย (กกกร เบญจาธิกูล) เพื่อนร่วมทีมของมลและจุงสมัยเรียน จึงต้องเข้ามาช่วยเสริมกำลัง ภายใต้ชื่อทีมสตรีเหล็ก เหรียญทองจากการแข่งขันกีฬาแห่งชาติที่ปากน้ำโพเกมส์ คือเป้าหมายของทีม วิบากกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตลอดเส้นทางของการเป็นแชมป์ เหมือนจะทดสอบความแข็งแกร่งของกำลังกาย และกำลังใจของทีมสตรีเหล็ก ทีมที่มีเป้าหมายเหมือนกัน โดยคนที่แตกต่างกันสุดขั้ว กิตติผู้มีอำนาจในแวดวงกีฬา เมืองแมน อดีตสมาชิกทีมลำปาง ที่กลายมาเป็นหัวหน้าทีมคู่แข่งตัวเก็ง ต่างเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของด่านทดสอบที่จะพิสูจน์ใจ จนกว่าจะถึงวันแห่งการเผชิญหน้าครั้งสุดท้าย โดยมีเหรียญทองเป็นเดิมพัน ดูหนังออนไลน์

รีวิวหนัง อีเรียมซิ่ง – คอมเมดี้กาว ๆ ที่ยังฮาไม่สาแก่ใจ สนุกสุดฮา ไปดูเลยย

รีวิวหนัง อีเรียมซิ่ง – คอมเมดี้กาว ๆ ที่ยังฮาไม่สาแก่ใจ สนุกสุดฮา ไปดูเลยย

เนื้อเรื่อง

เมื่อโจรปากแดงสุดโฉดออกล่าพรหมจรรย์สาว ๆ เพื่อความเป็นอมตะ และจุดหมายของมันคือ อีเรียม (ราณี แคมเปน) สาวแสบแห่งบางน้ำกร่อยที่ต้องรวบรวมความกล้าและของดีของหลวงพ่อไปช่วยแม่และแรม (ณปภา ตันตระกูล) พี่สาวกุลสตรีแสนเรียบร้อยของนาง

แต่งานนี้อีเรียมไม่ได้สู้เพียงลำพังเพราะยังมีพรรคพวกสุดแสบทั้งฟักทอง (เดียร์ริส สุภัทรภณ กสิกรรม) เพื่อนกะเทยร่วมเรือน, ศรฆ้อนมหากาฬ (น้าค่อม ชวนชื่น), โตโล่บิน (โรเบิร์ต สายควัน) และ หมอ (บอล เชิญยิ้ม) หมอยาสมุนไพรวิเศษ งานนี้อเวนเจอร์แห่งบ้านบางน้ำกร่อยจะช่วยครอบครัวจากโจรร้ายได้หรือไม่

สิ่งที่ทำให้คนดูสนใจ

สิ่งที่ทำให้คนดูสนใจดูหนังออนไลน์ในตัวหนังอย่าง อีเรียมซิ่ง คงหนีไม่พ้นบรรดามุกกาว ๆ สไตล์หนังผจญภัยตลกและการได้เห็นเบลล่า ราณีมาทำหน้าเป็นและเล่นมุกสไตล์ตลกคาเฟ่พร้อมเสริมทัพด้วยบรรดานักแสดงตลกขาประจำทั้งน้าค่อม คุณโรเบิร์ต สายควัน

และคุณบอล เชิญยิ้มที่เห็นหน้าก็การันตีได้เลยว่าหนังต้องสนุกสนานและสร้างเสียงหัวเราะได้แน่นอน แต่ผิดคาดเราไม่แน่ใจว่าด้วยความที่หนังออกฉายช้าหรือตัวหน้งจริงมีปัญหาการถ่ายทำอะไรหรือเปล่าถึงทำให้มันออกมาเป็นต้มยำที่ไม่จี๊ดจ๊าดและดูจืดชืดเกินไปหน่อย

แม้ว่ามุกตลกในหนังที่ใส่เข้ามาจะไม่ได้มีอะไรหวือหวาและแปลกใหม่อะไรเท่าไหร่นัก แต่การแสดงของ เบลล่า ราณี ก็ยังเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เธอสามารถแบกรับหนังทั้งเรื่องเอาไว้ได้อยู่หมัด

โชว์ทักษะการแสดงบ้าๆ บอๆ และไม่กลัวสวยออกมาได้อย่างสมจริง โดยเฉพาะการหยอดมุกที่ดูเข้าขากับนักแสดงตลกมืออาชีพได้อย่างลงตัวและไม่มีติดขัดสักฉาก

หากดูที่หน้าจอทีวีในเวลาก็น่าจะเป็น เบลลา ราณี ในอีกคาแรกเตอร์กับละครเรื่องแซ่บ แต่หากมาอยู่บนจอใหญ่ก็จะได้เห็นเธอในอีกคาแรกเตอร์ที่พลิกขั้วเป็นสาวชาวบ้านที่แพรวพราวไปด้วยเสน่ห์ความก๋ากั๋น

และสร้างอารมณ์ขันได้เป็นอย่างดี จึงเป็นการงัดทักษะการแสดงของนักแสดงสาวผู้นี้ออกมาและได้ปล่อยของในอีกมุมอีกด้านที่ไม่ค่อยได้เห็นเธอในมุมนี้เท่าไหร่

ปัญหา

ปัญหาแรกต้องยอมรับเลยว่าตัวบทหนังดูจะยังไม่สามารถทำให้เรารักอีเรียมได้มากพอจะเอาใจช่วยนางเท่าไหร่นัก คือจากตัวอย่างเราเห็นเรียมเปิ่นฮาและก๋ากั่นยังไงตัวหนังจริงก็ไม่ได้ให้อะไรเรามากกกว่านั้นสักเท่าไหร่ และยิ่งการให้เบลลาเล่นมุกตลกแบบรวมฮิตทั้งมุก “ท่านเกียรติผู้มีแขก” มุกปักตะไคร้

หรือบรรดามุกสังขารต่าง ๆ ก็ทำให้เบลลาดูเป็นหุ่นยนต์ก๊อปปี้มุกตลกมากกว่าจะสร้างเสน่ห์ให้เธอเหมือนอย่างบทแม่การะเกดในบุพเพสันนิวาส แม้ว่าต้องยอมรับว่าเธอก็เล่นตลกแบบไม่ห่วงสวยจนสร้างความครื้นเครงให้หนังได้อยู่บ้างก็ตาม

ส่วนปัญหาต่อมาแม้ว่าหนังจะมีคอนเซ็ปต์การเป็นหนังผจญภัยสไตล์นิยายเพชรพระอุมาที่มีทั้งจระเข้ยักษ์ งูเห่าเพลิง มีคาถาอาคมแต่ด้วยคุณภาพงานสร้าง CG ต่าง ๆ ที่ทำได้ไม่ถึงพอมันอยู่ในหนังก็ไม่ได้สร้างความตื่นเต้นอะไรนักและด้วยจังหวะหนังที่เหมือนถูกบังคับท่าไม้ตายให้เป็นหนังตลกหรือเปล่าก็ไม่ทราบ

มันเลยถูกนำเสนอแบบขอไปที แถมยังต้องเจียดเวลาของหนังมาให้น้าค่อม โรเบิร์ตสายควันและบอล เชิญยิ้ม ได้เล่นมุกสังขารปากบวมตัวบวมอะไรอีก จนฉากผจญภัยที่ควรสร้างความตื่นเต้นหมดพลังไปอย่างน่าเสียดาย

แต่กระนั้นตัวหนังก็ยังมีจุดที่ทำให้เราได้สนุกไปกับมันอยู่บ้างโดยเฉพาะการมีอยู่ของแพท ณปภา ตันตระกูล ที่สามารถฉายเสน่ห์ในมุกโดนวางยาว่านราคะที่ทั้งเซ็กซี่และฮาสุด ๆ รวมไปถึงมุกบีตบ็อกซ์ที่ต้องยอมรับเลยว่าขโมยซีนเบลลาเห็น ๆ แถมการปรากฎโฉมของแพทในชุดเกาะอกแบบไทย ๆ ยังน่าจะได้ใจหนุ่ม ๆ ได้ไม่ยากเลยทีเดียว

และอีกส่วนที่ดีงามมากของหนัง อีเรียมซิ่ง คือคอนเซ็ปต์ของการแอบหยอกหนังนอกทั้งดนตรีประกอบฉากที่อีเรียมเตรียมไฝ่ว์นี่อย่างกับดนตรีในเทรลเลอร์ Wonder Woman 1984 หรือการคิดคอนเซ็ปต์ให้บรรดาแก๊งน้าค่อม  ดูหนังออนไลน์

คุณโรเบิร์ตและคุณบอลได้กลายเป็น Thor, Captain America และ Doctor Strange แบบเพี้ยน ๆ ก็เรียกเสียงฮาได้ดีเลยทีเดียว และเป็นจุดแข็งแรงที่ทำให้เราได้เห็นศักยภาพของนักแสดงตลกทั้ง 3 ท่านที่ถือเป็น MVP ที่ทำให้หนังอย่าง อีเรียมซิ่ง ยังคงมีความสนุกอยู่บ้าง

โดยรวม

โดยภาพรวมของ อีเรียมซิ่ง ถือว่าทำออกมาได้ตอบโจทย์คนดูในทุกๆ ทาง แม้ว่าจะเป็นเพียงหนังตลกสูตรสำเร็จเรื่องหนึ่งก็ตาม แต่ภายใต้ความสำเร็จรูปในแบบต่างๆ ก็สามารถสร้างอรรถรสความบันเทิงให้กับคนดูได้อย่างตรงไปตรงมา ตลอดระยะเวลากว่าชั่วโมงครึ่งของหนังเป็นประสบการณ์ที่ทำให้คนดูได้ ผ่อนคลายและปล่อยเสียงหัวเราะออกมาได้แบบไม่เคอะเขิน

และที่สำคัญหนังยังมาพร้อมกับการเซอร์ไพรส์แบบคำโตๆ ที่ทำให้คนดูต้องร้องว้าวที่เป็นไฮไลท์เด่นอีกส่วนหนึ่งของหนัง และยิ่งเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับหนังเข้าไปอีก

รีวิวหนัง ตุ๊ดซี่ส์ & เดอะเฟค – อรรถรสครั้งใหม่ของเหล่าตุ๊ดซี่ส์

รีวิวหนัง ตุ๊ดซี่ส์ & เดอะเฟค – อรรถรสครั้งใหม่ของเหล่าตุ๊ดซี่ส์

ดูหนัง Tootsies And The Fake (2019) ตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะเฟค i-MovieHD.com

รีวิวหนัง งานเข้าเหล่าแก๊งตุ๊ดทันทีเมื่อ เคที่ (อารยา เอ ฮาร์เก็ตต์) ซุปตาร์เบอร์ต้นของเมืองไทยดันประสบอุบัติเหตุจากเหงื่อเจ้ากรรมของ อีกอล์ฟ (ปิงปอง ธงชัย) จนโคม่า งานนี้นางเลยแท็กทีม 2 เพื่อนตุ๊ดทั้ง กัส (เพชร เผ่าเพชร) ที่ต้องตัดสินใจเลือกระหว่าง วิน (กรรณ สวัสดิวัตน์) แฟนใหม่แสนดี กับ ท็อป (เจ กฤษณภูมิ) แฟนเก่าชวนใจสั่น, คิม (เต๋อ รัฐนันท์) ศจีสาวตกสวรรค์แถมจมูกพังกลางอากาศ และอีก 1 เพื่อนดี้อย่าง แน็ตตี้ (พีค ภัทรศยา) ที่แม่ขู่จะยกมรดกให้แมวหากนางไม่ยอมมีลูก ทั้งสี่ต้องร่วมภารกิจแปลง เจ๊น้ำ (อารยา เอ ฮาร์เก็ต) แม่ค้ากะหรี่ที่มีเพียงใบหน้าที่ไปศัลย์ ฯ จนเหมือนคุณเคที่ มา “เฟค” เป็นซุปตาร์เบอร์หนึ่งของเมืองไทยในงานถ่ายโฆษณาชิ้นสำคัญก่อนจะถูกฟ้องจนหมดตัว

นับจากเรื่องราวสนุก ๆ ของกะเทยชื่อ ช่า บนเพจเฟซบุ๊ค บันทึกของตุ๊ด ได้โลดแล่นบนหน้าไทม์ไลน์สร้างความสนุก เสียงหัวเราะ ให้ข้อคิด และบ่อยครั้งก็มีคราบน้ำตามาเป็นของแถมผู้อ่าน จนกระแสความนิยมได้ไปเตะตาทาง GDH 559 แล้วมอบหน้าที่กุมบังเหียนให้กับ
เติ้ล กิตติภัค ทองอ่วม อดีตแคสติงไดเรกเตอร์ตัวกลั่นมาเป็นผู้กำกับแบบเปิดซิงครั้งแรกในชีวิต แล้วหลังจากซีรีส์ออนแอร์ และ สตรีมมิงออนไลน์ จนได้รับความนิยมไปจนครบ 2 ซีซัน ปีนี้ก็ได้ฤกษ์ที่เหล่าแก๊งตุ๊ดซี่ส์จะได้มาโลดแล่นบนจอใหญ่ และในเมื่อสูตรของซีรีส์มันทำแล้ว “สำเร็จ”

ก็เลยยกโครงสร้างการเล่าเรื่องของซีรีส์มาใช้เสียเลย แต่เพื่อให้เหมาะกับหนังความยาว 108 นาทีของหนังแทนที่เรื่องราวจะเจาะไปที่แต่ละตัวละครแบบในซีรีส์แต่ละตอน หนังเลยปรับโครงสร้างให้มีพลอตหลักเป็นภารกิจกู้หน้าความ “พังพิ” ที่กอล์ฟและคิมก่อไว้กับซุปตาร์อย่าง แคร์ธรี่…

(ออกเสียงเลียนแบบตัวละครป๋อมแป๋ม) แล้วเสริมพลอตรองด้วยประเด็นของกัส อย่างประเด็นที่นางเกลียดเด็กเข้าไส้ แต่วินดันต้องเอาหลานกำพร้ามาเลี้ยงในบ้านเป็นพลอตรองที่เกือบสำคัญเท่าพลอตหลัก แล้วมีพลอตย่อยอย่างเรื่องของแนตตี้ที่น้อยใจแม่ไม่ยอมเซ็นยกมรดกแถมยังไปเอาแมวมาเลี้ยงเป็นลูกแถมยังบังคับให้เธอมีลูกให้ได้อีกพลอตนึง

ซึ่งสิ่งที่กิตติภัคจะต้องยอมแลกคือความสมเหตุสมผลของเรื่องราวแล้วไปเน้นเสิร์ฟความสนุกจากมุกแซ่บ ๆ ที่แฟนซีรีส์ต่างคุ้นเคย ซึ่งผลลัพธ์นับว่าน่าพึงพอใจทีเดียว

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าตัวหนังก็คือร่างอวตารของซีรีส์ ดังนั้น “อรรถรส” แบบคุ้นตาคุ้นลิ้นก็ยังถูกนำมาใช้ตั้งแต่ซีนเปิดเรื่องที่ยังเน้นเรื่องขี้ของแนตตี้เพื่อกระตุ้นให้แฟนซีรีส์รำลึกได้ว่านางเคยขี้ในรถนะ มีฉากคิมที่ดั้งหักเพื่อเน้นย้ำพฤติกรรมติดศัลยกรรมของนาง แถมลงมาจากเครื่องยังให้กัสไปเจอกับท็อปผัวเก่าของนางอี๊ก ส่วนกอล์ฟมีแค่เกริ่นตอนเปิดเรื่องว่า พี่วิศิษย์ ผัวขิงแก่แต่แซ่บของนางบวชพระจนนางอกหักเพียงเพื่อเชื่อมเรื่องราวมาสู้ฉบับหนังใหญ่เฉย ๆ

ซึ่งข้อดีของการเปิดเรื่องด้วยคาแรกเตอร์ที่คนดูคุ้นเคย พร้อมเสียงบรรยายของช่า ก็ยังเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ไม่ใช่แฟนซีรีส์ที่สามารถจดจำได้เลยว่า ตัวละครนี้เห็นหน้าปุ๊บรู้เลยว่าเป็นคนยังไงโดยไม่ต้องทำการบ้านดูซีรีส์ไปก่อนแต่อย่างใด แต่หากคิดว่า งี้..เราก็ดูซีรีส์ซ้ำไปอีกรอบไม่ดีกว่าเหรอ ? ก็อยากจะบอกว่า กิตติภัค ฉลาดพอและเข้าใจสื่ออย่างภาพยนตร์มากพอที่จะเลือกหยิบสิ่งที่ใช่มานำเสนอและที่สำคัญคือการเพิ่มตัวละครของ ชมภู่ อารยา

ก็เป็นทางเลือกอันชาญฉลาดที่จะจับนางเอกระดับตัวแม่ของเหล่ากะเทยไทยมาเล่นบทที่แตกต่างจากที่เคยแสดงมาเสริมด้วยเมกอัปเอฟเฟกต์ทั้งเขี้ยวและหูปลอม พ่วงด้วยการฝึกฝนเป็นเจ๊น้ำเพื่อรับบทตัวเฟค ก็ช่วยพิสูจน์ฝีมือทางการแสดงของเธอไปอีกขั้น แม้ดูเหมือนว่าโดยภาพรวมแล้วมันจะทำให้หนังเรื่องนี้มีศูนย์กลางที่เจ๊น้ำมากกว่าเรื่องเล่าของเหล่าตุ๊ดซี่ส์เหมือนในซีรีส์ก็เถอะ แต่หนังก็ยังมีธีม “เฟค” ที่นอกจากการต้องทำตามภารกิจหาคนหน้าเหมือนมาเฟคแล้ว

ตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะ เฟค เมื่อเห็นหนังตัวอย่างครั้งแรก ผมคาดการณ์ว่าหนังน่าจะทำรายได้ถึง 100 ล้านบาทอย่างไม่ยาก

รีวิวหนัง ชีวิตแต่ละคนยังต้องดีลกับความเฟคที่ต่างกันไป ทั้งเฟครักเด็กเพื่อผัว, เฟคอยากมีลูกเพื่อมรดก, หรืออย่างจมูกใหม่ของคิมก็ทำให้เห็นว่านางก็ติดความเฟคไม่แพ้คนอื่น แม้แต่กอล์ฟเองก็เคยเสพย์ติดความเฟคในความสัมพันธ์กับพี่วิศิษย์ที่ท้ายสุดก็มีอันต้องแยกจากกัน อันช่วยเกาะเกี่ยวยึดโยงเรื่องราวให้เป็นเนื้อเดียวกัน และยังเอื้อให้เกิดมุกใหม่ ๆ บนจอใหญ่สร้างความครื้นเครงได้แบบเป๊ะปังกะละมังหม้อเลยล่ะเธอว์…

จากสองย่อหน้าที่ผ่านมาก็คงพอจะบอกได้แล้วว่าเกณฑ์ที่เราจะให้คะแนนหาใช่เรื่องความสมเหตุสมผลของเนื้อเรื่องหรือข้อคิดอะไรที่จะได้จากหนัง แต่เป็นบรรดามุกที่หนังเอามาเสิร์ฟเสียมากกว่า ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าลำพังแค่คาแรกเตอร์ของ กัส คิม กอล์ฟ และแน็ตตี้ จากซีรีส์ก็เป็นส่วนผสมที่ลงตัวและคนดูก็รักพวกเขาจนพร้อมเอาใจช่วยจากซีรีส์มา 2 ซีซันแล้วแต่สำหรับคนที่ไม่ใช่แฟนจากซีรีส์ก็ยังจะได้ฮาจากความจัดจ้านของคาแรกเตอร์ที่ชัดและมีสีสันอยู่ดี อย่างกัส ก็จะเป็นเสียงเล่าเรื่องหลักและพาร์ตโรแมนติกที่นางจะต้องเลือกระหว่างผู้ 2 คนทั้งผัวเก่าและผัวใหม่ ซึ่งการแสดงของ เพชร เผ่าเพชร เจริญสุข ยังคงให้น้ำหนักที่พอดีระหว่างคอเมดีกับดราม่าได้ดี อาจไม่มีซีนฮามากนักแต่ช่วยให้เรื่องราวมีน้ำหนักจากข้อคิดความสัมพันธ์ที่เติบโตขึ้นและความรับผิดชอบในอนาคตที่ผูกมากับความสัมพันธ์ที่นางเลือกเอง

ส่วน เต๋อ รัฐนันท์ จรรยาจิรวงศ์ หนุ่มหล่อที่มาแอ็บตุ๊ดจนได้ดีไม่แพ้เพชร ก็ทำให้ตัวละครคิม ศจีสาว (สจ๊วร์ตที่ออกสาว) เสพย์ติดศัลยกรรมมีชีวิตขึ้นมา และบุญบาปของนางหรือทีมงานก็ไม่ทราบ นางดันไปทำจมูกใหม่มาพอดี ซึ่งทีมเขียนบทก็ไม่รอช้าเล่นกับมุกซีลีโคนทะลุ จมูกหัก กันเต็มที่ เพื่อส่งให้ตัวละครคิมได้มีโอกาสร้องวี๊ดว้ายกระตู้วู้กันให้เต็มที่ ด้าน พีค ภัทรศยา เครือสุวรรณ ที่แม้ในหนังใหญ่จะไม่มีโอกาสสร้างความฮาจากรสนิยมชอบผัวทอมหน้าตาประหลาด ๆ แต่คราวนี้ความเฟคที่ตัวละครของนางต้องเผชิญในเรื่องก็ให้โอกาสนางได้แสดงอาการหื่น แล้วหื่นกับใครไม่หื่นดันหื่นกับเพื่อนตัวเอง…พังพิ! สิคะ จนฉากห้องซาวน่ากลายเป็นอีกหนึ่งฉากฮาที่พลาดไม่ได้

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้แถมเป็นนักแสดงที่ไม่อาจแทนที่ได้เลยคือ ปิงปอง ธงชัย ทองกันทม จากแม่ค้าเสื้อผ้าที่ดังในโลกออนไลน์ นางได้ทำให้ตัวละครกอล์ฟกลายเป็นที่รักของคนดูได้จริง ๆ แถมยังมีโมเมนต์ดี ๆ หลายฉากโดยเฉพาะฉากที่นางได้รับคำชมเรื่องการแต่งหน้าจากแม่ แคร์ธรี่…. ทั้งสายตาและสีหน้าได้แสดงออกชัดเจนว่านางปลื้มปริ่มมาก แถมตัวละคร กอล์ฟ ของนางยังเป็นคนเดียวที่กล้าเผชิญหน้ากับความจริง แม้ความจริงที่ว่าจะแลกมาด้วยการต้องเฟคเพื่อเอาตัวรอดก็ตาม

นอกจากนี้หนังยังอุดมไปด้วยนักแสดงรับเชิญมากมายทั้ง คุณแพร วทานิกา ที่มาในบทดีไซน์เนอร์กับมุกทิ่มเข็มเก็บชายกระโปรงที่ฮาหลายดอกอยู่, การปรากฎตัวของเชฟป้อมในฐานะฮีโรของตัวละครเจ๊น้ำ, เผือก พงศธร จงวิลาส ในบทผู้กำกับที่แทบจะลอกบุคลิกของ “ผู้กำกับโฆษณาระดับโลก” มาล้อเลียน หรือจะเป็น ไอซ์ พาริส อินทรโกมาลย์สุต ที่เพิ่งดังจากเพลง รักติดไซเรน ก็มาโชว์ลีลาโยกบั้นเอวให้สาว ๆ ได้กลืนน้ำลายกันเอื๊อก ๆ แน่นวล.. เอาล่ะ พารากราฟ หรือ ย่อหน้าต่อไปขออุทิศให้ อารยา เอ ฮาร์เก็ต ตัวแม่และสุดยอดนักแสดงที่ทำคนดูกรามค้างแบบไม่แคร์พรมแดงเมืองกาญจน์ เอ้ย! เมืองคานส์ ที่นางไปเดินสวย ๆ มาแม้แต่น้อย

บทความเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์

น่าจะนับเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ของอุตสาหกรรมหนังไทยในรอบปี 2019 เลยก็ว่าได้เมื่อ ตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะเฟค ทำรายได้เปิดตัวที่ 55 ล้านบาท (นับเฉพาะในกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล) และมีแนวโน้มว่ากว่าจะหมดรอบฉาย หนังอาจกวาดรายได้ไปทั้งสิ้นเกินกว่าร้อยล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขสูงลิ่วโดยเฉพาะเมื่อมองจากความซบเซาในระยะหลังๆ ของวงการหนังไทย

มีอยู่หลายเหตุผลว่าทำไมหนัง ‘ตุ๊ดซี่ส์’ จึงระเบิดฟอร์มได้สวยงามนับตั้งแต่วันแรกที่ลงโรงฉาย ข้อแรก มันสร้างมาจากเพจบนเฟสบุ๊คที่มีกลุ่มผู้ติดตามกว่าล้านคนอย่าง ‘บันทึกของตุ๊ด’ ของธีร์ธวิต เศรฐไชยหรือ คุณช่า ที่เล่าสิ่งละพันอันละน้อยที่เธอประสบพบเจอรายวัน —และมักเป็นเหตุการณ์ที่ใกล้ตัวจนคนอ่านเชื่อมโยงตัวเองด้วยได้— เป็นบทความสั้นๆ ลงเพจ ก่อนจะได้รับการดัดแปลงเป็นซีรีส์ในชื่อ ไดอารีตุ๊ดซีส์ เดอะซีรีส์ ในปี 2016 และได้รับความนิยมถล่มทลายจนสร้างซีซั่นที่สองในปีถัดมา เรื่องราวของคุณช่าและเพื่อนๆ จึงมีฐานแฟนที่แน่นหนาอยู่ก่อนที่มันจะถูกนำมาสร้างเป็นหนังเสียอีก

ข้อสอง สืบเนื่องจากข้อแรก เพราะหนังเอานักแสดงนำจากซีรีส์มารับบทเป็นตัวละครเดิมที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันครบถ้วน ทั้ง เพชร—เผ่าเพชร เจริญสุข, ปิงปอง—ธงชัย ทองกันทม, พีค—ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ, เต๋อ—รัฐนันท์ จรรยาจิรวงศ์ และผู้กำกับ กิตติภัค ทองอ่วม ที่รับหน้าที่ดัดแปลงและรังสรรค์เรื่องราวของผู้คนในเรื่อง

ข้อสาม มันเต็มไปด้วยนักแสดงระดับแม่เหล็กที่ทั้งมาในฐานะแสดงนำอย่าง ชมพู่—อารยา เอ ฮาร์เก็ต สองหนุ่มอย่าง เจเจ—กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม, กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา หรือในฐานะรับเชิญที่สร้างสีสันของเรื่องอย่าง, โอปอล์—ปาณิสรา อารยะสกุล, พอลล่า เทเลอร์, ไอซ์—พาริส อินทรโกมาลย์สุต ฯลฯ

และข้อสี่ มันคือหนังตลกอารมณ์ดีย่อยง่าย ที่น่าจะถูกปากถูกใจคนดูเป็นกลุ่มใหญ่ จึงไม่ผิดคาดนักที่มันจะเปิดตัวด้วยรายได้สูงลิ่วระดับทำสถิติ ซึ่งก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่หนังไทยสักเรื่องไปได้ถึงจุดนั้น หากแต่ ตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะเฟค ก็มีแง่มุมที่ชวนให้ตั้งคำถามว่า ภายใต้ฉากหน้าที่เป็นหนังดูง่ายสบายอารมณ์นั้น มันกำลังนำเราไปสู่อะไร และมีสิ่งไหนที่อาจจะซุกซ่อนอยู่ใต้ม่านของความตลกนั้น ดูหนังพากไทย

กอล์ฟ (ปิงปอง ธงชัย) กะเทยผู้เป็นช่างแต่งหน้ามีโอกาสได้ใกล้ชิดกับ แคธี่ (ชมพู่ อารยา) นักแสดงสาวเบอร์ใหญ่ของวงการหนังไทยที่มาในลุคสูงสง่าเพียบพร้อม แต่ยังไม่ทันได้ร่วมงานกันอย่างจริงจัง กอล์ฟกับคิม (เต๋อ รัฐนันท์) —เกย์หนุ่มเพื่อนรักที่ถูกลากให้มาช่วยงานด้วย— ก็ดันเป็นต้นเหตุสำคัญให้แคธี่เกิดอุบัติเหตุจนสลบเหมือด ต้องไปนอนเข้าเฝือกคอในโรงพยาบาลทั้งที่รับงานเป็นพรีเซนเตอร์ให้แบรนด์สินค้าใหญ่แบรนด์หนึ่งไปแล้ว ซึ่งหากเรื่องที่แคธี่ไม่มีศักยภาพในการไปทำงานได้ตามสัญญาหลุดรั่วออกไปให้บริษัทลูกค้าได้ยินเข้า ทั้งกอล์ฟและคิมคงไม่แคล้วจ่ายค่าเสียหายกันตกห้าสิบล้าน และเพื่อไม่ให้ความหายนะระดับโลกถล่มเกิดขึ้นกับชีวิต (ซึ่งก็พินาศมากพออยู่แล้ว) ทั้งสองจึงต้องควานหาคนหน้าเหมือนมารับบทเป็นแคธี่ไปทำงานให้บริษัทลูกค้าไปก่อน

รีวิวหนัง Suck Seed ห่วยขั้นเทพ (2011) ที่คุณต้องร้องซี้ด

รีวิวหนัง Suck Seed ห่วยขั้นเทพ (2011) ที่คุณต้องร้องซี้ด

Teaser Poster *Suck seed* หนังใหม่จากค่าย GTH *+2 PICS | บันเทิง | 2036548

รีวิวหนัง Suck Seed ห่วยขั้นเทพ ภาพยนตร์ของกลุ่มวัยรุ่นที่คุณต้องร้องซี้ด
Suck Seed ห่วยขั้นเทพ เป็นภาพยนตร์จากค่ายหนังไทยที่ทุกคนรู้จักกันดีอย่าง GTH ภาพยนตร์ได้ผู้กำกับอย่าง ชยนพ บุญประกอบ หรือพี่หมู มากับกับหนังเรื่องนี้ ซึ่งพี่หมูนั้นได้กำกับหนังดังหลายๆ เรื่องที่เรารู้จักกันดีอย่าง เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ, พรจากฟ้า, friend zone ระวังสิ้นสุดทางเพื่อน และอื่นๆ อีกมากมาย

Suck Seed ภาพยนตร์ไทยแจ้งเกิดนักแสดงอย่าง เก้า จิรายุ(เป็ด) พีช พชร(คุ้ง) แนท ณัฐชา(เอิญ) เอิร์ธ ธวัช(เอ็ก) ท้อป ณภัทร(ตวง) รับบทหลักของเรื่อง เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์แจ้งเกิดของนักแสดงวัยรุ่นที่ตอนนี้ไม่มีใครไม่รู้จักพวกเขา ซักซี้ด ได้ฉายไปเมื่อวันที่ 17มีนาคม 2554 ซึ่งใช้ทุนสร้าง 20ล้านบาทแล้วได้กวาดรายได้ไปถึง 78.32ล้านบาท อีกทั้งได้ไปฉายที่งานเทศกาลหนังไทเป ฟิล์ม เฟสติวัล ที่ประเทศไต้หวันอีกด้วย

ซักซี้ด ห่วยขั้นเทพ มันคือภาพยนตร์วัยรุ่นแนวดนตรีที่เป็นเรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นสุดห่วย อย่างคุ้งผู้ที่มีแฝดชื่อเค ซึ่งคุ้งและเคนั้นถึงหน้าจะเหมือนกันมากแต่นิสัยและการกระทำนั้นต่างกันมาก เคนั้นเป็นหนุ่มฮอตแสนเท่ที่เป็นนักกีต้าของวงชื่อดังของโรงรียน ส่วนคุ้งนั้นเป็นแฝดอีกคนที่ไม่เอาอ่าว ใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อยและเปลี่ยนงานอดิเรกหรือสิ่งที่ทำไปตามใจตัวเอง ซึ่งเขาจะมีเป็ดเป็นเพื่อนสมัยเด็กๆ ที่คอยติดสอยห้อยตามไปทุกที่

เป็ด ตัวเอกของเรื่อง รับบทโดย เก้า จิรายุ ชีวิตเขานั้นห่วยมากในด้านการตัดสินใจขี้ขาดและเป็นคนขี้อาย แค่จะบอกชอบผู้หญิงที่ตัวเองรักยังไม่กล้าที่จะบอก ซึ่งผู้หญิงคนนั้น ก็คือ เอิญ สุดท้ายเป็ดก็ไม่ได้บอกความรู้สึกให้เอิญรู้ อีกทั้งยังมีข่าวลือว่า คุ้งโทรไปสารภาพรักกับเอิญ ซึ่งทำให้เอิญเสียใจมาก ทำให้เป็ดไม่กล้าจะบอกความจริงว่าคนที่โทรไปนั้นคือ เขานั่นเอง

จนเวลาผ่านเลยไป คุ้งและเป็ด ได้เติบโตกันจนอยู่มัธยม ปีที่ 6 เอิญก็ได้ย้ายกลับเข้ามาเรียนที่เดียวกันกับคุ้งและเป็ดแล้วเรื่องราววุ่นๆ จึงเกิดขึ้น เมื่อคุ้งได้เกิดหลงรักเอิญขึ้นมา เพราะความสวยของเอิญ บวกกับความทรงจำในสมัยก่อน ซึ่งเป็นตอนที่เอิญเสียใจมันทำให้คุ้งกลับรู้สึกชอบเอิญ ส่วนเป็ดที่รู้ว่าเอิญกลับมาเรียนด้วยกันความรู้สึกต่างๆ ก็หวนคืนกลับมา

คุ้งรู้ว่าเอิญเล่นดนตรีเป็น คุ้งเลยชวนเอิญมาตั้งวงด้วย แล้วได้ชวนเป็ดมาด้วย ซึ่งเป็ดได้รับเลือกให้เล่นเบส คุ้งเป็นนักร้องนำและกีต้าร์ เอิญได้เล่นกีต้าร์ จากนั้นเขาจึงชวน เอ็กหนุ่มนักกีฬา ที่ได้มาเป็นมือกลองของวง ที่บ้านทำร้านเบเกอรี่ โดยมีคุณพ่อสนับสนุนยกห้องเก็บอุปกรณ์ทำขนมปังเป็นห้องซ้อมให้พวกเพื่อนๆ ซึ่งเอ็กนั้นก็มีความห่วยเหมือนกัน เขานั้นได้ชอบหญิงสาวสวยคนหนึ่งแต่ก็ถูกทอมแย่งไป หลังจากตั้งวงดนตรี พวกเขาก็จะไปประกวดฮอตเวฟ ซึ่งกติกาก็คือการแต่งเพลงรักที่ห้ามมีคำว่ารัก แต่แล้วก็มีเรื่องที่ทำให้เอิญนั้นต้องออกจากวงไปทำให้พวกเขาทั้ง 3คนต้องมาตั้งวงและทำเพลงเข้าประกวด ซึ่งการรวมตัวของพวกห่วยที่หวังจะชนะฮอตเวฟจึงทำให้หนังเรื่องนี้มีความน่าดึงดูด

สิ่งที่หน้าสนใจของหนังเรื่องนี้ คงเป็นการที่แทรกเพลงต่างๆ ให้เข้ากับเนื้อเรื่องที่ทำให้คนอินกันสุดๆ แต่ถ้าพูดแบบนี้ผู้อ่านคงคิดว่าเรื่องอื่นๆ เขาก็ทำกันเป็นธรรมดา แต่สิ่งที่หนังเรื่องแตกต่างและทำให้ผู้เขียนรู้สึกชื่นชอบเป็นอย่างมากคือการที่มีการถ่ายทำเอ็มวีของเพลงต่างเข้ามาผสมกับเนื้อเรื่องและได้นักร้องของเพลงมาร่วมแสดง ได้แก่เพลง ก่อน ที่ได้พี่ป๊อดโมเดิร์นด็อก เพลงมีแต่เธอที่ได้ต้าพาราด็อก เพลงน้ำตาที่ ได้แด๊กซ์บิ๊กแอส ยิ่งโตยิ่งสวยที่ได้ ปูแบล็คเฮด ความเชื่อ วงบอดี้แสลม และเลี้ยงส่ง ที่ได้โจ๊กโซคูลมาร่วมแสดงและสร้างสรสันให้กับภาพยต์เรื่องนี้อีกด้วย

แต่สิ่งที่หนังเรื่องนี้ทำให้คนดูรู้สึกแปลกใจและยังคงเป็นสิ่งใหม่ที่วงการภาพยนต์คงเป็นเรื่องของการเล่าเรื่องโดยมีภาพอนิเมชั่นประกอบเข้ากับตัวหนัง ซึ่งทำให้หนังนั้นมีมิติที่แตกต่างจากหนังวัยรุ่นที่ผ่านๆ มา ส่วนในด้านการแสดงต้องบอกเลยว่าเก้าจิรายุทำได้ดีมาก แต่นักแสดงนำคนอื่นก็ไม่น้อยหน้า ซึ่งถ้าในตอนนั้นแต่ละคนยังคงเป็นนักแสดงหน้าใหม่ของวงการเลยก็ว่าได้ แต่ที่ต้อง ตบมือให้คงเป็นการแสดงของพีช พชร ที่เล่นเป็นแฝดที่มีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันสุดขั้วและเขายังทำได้ดีมากอีกด้วย เรียกได้ว่าการแสดงของพวกเขานั้นเป็นตัวส่งให้หนังมีชีวิตชาวามากยิ่งขึ้น

การที่หนังเรื่องนี้ดูน่าสนใจอีกอย่างคงเป็นเรื่องราวความรักในหลายๆ แง่มุม ของตัวละคร และเรื่องราวมิตรภาพของเพื่อน ที่แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไปก็ไม่อาจทำให้มิตรภาพของเราจางหายไปได้ ซึ่งตัวหนังทำได้ดีมากในการให้แง่คิดและยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับวัยรุ่นที่สนใจในการเล่นดนตรีอีกด้วย
“หนังวัยรุ่น” จัดเป็นหนึ่งในประเภทของหนังปราบเซียน คือไม่ใช่ว่ามันไม่ทำเงิน กำกับยากหรืออะไร แต่เพราะเป็นหนังประเภทที่คนทำมาเยอะ(มาก)แล้ว และยากที่จะฉีกแนวจากหนังวัยรุ่นทั่วไป คือถ้าเราหลับตาดูก็จะนึกภาพตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบได้เลย

เริ่มต้นด้วยพระเอกหล่อ นางเอกสวยใส -> ฝันอยากจะตั้งวงดนตรี/ประกวดเต้น/แข่งกีฬา -> เจออุปสรรค ที่บ้านไม่เห็นด้วย เล่นไม่เก่ง อุปกรณ์ไม่ดี -> ปิ๊งสาว -> จบที่งานประกวด พลิกชนะเลิศ ได้รางวัล สาวชอบ ที่บ้านยอมรับ Happy Ending จบ .. แค่นี้ก็รู้สึกถึงความเอียน~~~~ ดูหนังออนไลน์ฟรี

 

รีวิวหนัง มหา’ลัยเหมืองแร่ หลักสูตรชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัย หนังดีของคนไทย

รีวิวหนัง มหา’ลัยเหมืองแร่ หลักสูตรชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัย หนังดีของคนไทย

หนังมหา’ลัยเหมืองแร่: โลกกรรมกรสุดโรแมนติกของชนชั้นกลาง

รีวิวหนัง  เรื่องราวในภาพยนตร์นั้นถ่ายทอดชีวิตของคนในเหมืองมาเรื่อยๆ และเรียบง่ายมาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าน่าเบื่อแต่อย่างใด เพราะมีจุดที่ทำให้รู้สึกสนุกขบขันสอดแทรกเข้ามาได้อย่างลงตัว ซึ่งชีวิตคนเหมืองก็ออกแนวไปทางสำมะเลเทเมาค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นระดับกรรมกร หรือระดับเจ้านาย เพราะด้วยวิถีชีวิตที่ทำงานหนัก เจอแต่สิ่งเดิมๆ ซ้ำซาก ขาดความบันเทิงใจ การดื่มเมามายกับเพื่อนฝูงจึงเป็นอะไรที่น่าจะปลอบประโลมใจที่แสนเหว่ว้าให้ยังอยากมีชีวิตอยู่ได้ดีที่สุดแล้ว

แต่มีพบก็ต้องมีจาก…แม้ตอนจบดูเหมือนว่าจะต้องพบเจอกับความล้มเหลวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับเป็นความน่าภาคภูมิใจที่เหมือนว่า เป็นการจบการศึกษาของเขาจริงๆ ใน 3 ปี 11 เดือน ที่สอนอะไรมากมายให้กับชีวิตเขา ทั้งความรู้ ความอดทนกับทุกอย่างที่ทำมา ไม่มีคำว่าสูญเปล่าเลยสักนิด เป็นความทรงจำที่แสนจะมีค่า แม้ว่าตอนแรกตั้งใจว่าจะมาทำงานเก็บเงิน แต่ท้ายที่สุดก็ยังทำไม่สำเร็จอยู่ดีก็ตาม เขาเติบโตขึ้นเยอะมาก ในเมื่อเขาผ่านการทดสอบสุดหินจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไปได้แล้ว ก็คงไม่มีอะไรที่ยากลำบากในชีวิตที่เขาจะข้ามผ่านมันไปไม่ได้อีกแล้วล่ะนะ

ในวันที่ผู้เขียนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย กลับรู้สึกโหวงๆ ไม่มั่นใจกับการที่จะออกไปเผชิญกับการทำงานในโลกจริงๆ เลย รู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อม มีความรู้ไม่พอด้วยซ้ำ ลองเทียบกับชีวิตของคุณดูสิ มีสถานที่ไหนที่เป็นเสมือนมหาวิทยาลัยที่สอนคุณ และให้ความรู้กับคุณได้ยิ่งกว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยบ้าง แล้วคุณจะยิ่งเข้าใจแก่นแท้ของหนังเรื่องนี้ที่จะสอนใจคุณได้เป็นอย่างดี เป็นหนังที่สร้างแรงบันดาลใจควรค่าแก่จดจำไปอีกนานเท่านานเลย

“ผมเอาชีวิตไปหั่นไว้ในเหมืองแร่ถึง 4 ปีเต็ม เป็น 4 ปีที่คนธรรมดาจะเรียนจบมหาวิทยาลัยได้สบายๆ แต่ที่เหมืองแร่สำหรับผมแล้ว มันไม่มีใบคู่มือรับรองใดๆ เลย นอกจากแผลคู่มือ ที่คนอื่นไม่มีทางรู้เลยว่ามันเกิดจากอะไร”

ย้อนกลับไปในวันที่ 26 พฤษภาคม 2548 หรือวันนี้เมื่อ 14 ปีที่แล้ว คือวันที่ภาพยนตร์มหา’ลัย เหมืองแร่ (The Tin mine) ภาพยนตร์แนวดราม่ากรุ่นกลิ่น ‘คัมมิง ออฟ เอจ’ ผ่านฝีมือการกำกับและเขียนบทโดย เก้ง-จิระ มะลิกุล เข้าฉายเป็นวันแรก

มหา’ลัย เหมืองแร่ ดัดแปลงมาจากหนังสือรวมเรื่องสั้นชุด เหมืองแร่ ชื่อ ตะลุยเหมืองแร่ ของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ซึ่งถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในหนังสือ 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน

เนื้อหาว่าด้วยช่วงชีวิตสุดพลิกผันของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ หลังถูกรีไทร์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ปี 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อนั้นเองที่อาจินต์ต้องนำพาชีวิตเดินทางไกลจากเมืองหลวง แล้วไปสิ้นสุดลงที่ ‘เหมืองกระโสม ทิน เดรดยิง’ อำเภอตะกั่วทุ่ง ตำบลกระโสม จังหวัดพังงา เหมืองแร่ดีบุกในยุคที่กิจการเหมืองแร่ในไทยยังเฟื่องฟู เพื่อเริ่มต้นลงทะเบียนเรียนรู้ ณ สถานศึกษาแห่งใหม่ มหาวิทยาลัยแห่งชีวิตที่อาจินต์ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านการทำงาน

ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปีที่ข้ามผ่าน คือวิชาที่ไม่เคยมีตำราเล่มไหนบอกสอน แบบฝึกหัดที่ต้องใช้แรงกาย ลมหายใจ และหัวใจเข้าแลก สำคัญที่สุดคือการได้เรียนรู้คุณค่าของชีวิตและมิตรภาพจากเจ้านายและเพื่อนร่วมงาน ‘เหมืองกระโสม ทิน เดรดยิง’ ไม่มีใบปริญญามอบให้ มีเพียงเกียรติยศและความภาคภูมิใจส่วนตัว มอบไว้ให้เมื่อหันหลังจากมา…

ปี 2496 อาจินต์เดินทางกลับกรุงเทพฯ หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่เหมืองกระโสมนาน 3 ปี 11 เดือน ต่อมาในปี 2497 เขากลั่นประสบการณ์เกือบ 4 ปี ถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือผ่านเรื่องสั้นชุด ‘เหมืองแร่’ พิมพ์ในนิตยสาร ‘ชาวกรุง’ ตลอด 30 ปี อาจินต์เขียนเรื่องสั้นเหมืองแร่อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสิ้น 142 ตอน ก่อนที่ในเวลาต่อมา เก้ง-จิระ มะลิกุล ซึ่งเป็นแฟนหนังสือ จะนำเรื่องราวชีวิตของอาจินต์มาถ่ายทอดอีกครั้งในรูปแบบภาพยนตร์

ในปีที่หนังเข้าฉาย อาจินต์ ปัญจพรรค์ ในวัย 77 ปี บอกเล่าเหตุผลที่เขายอมให้งานเขียนสุดรักซึ่งกลั่นออกมาจากความทรงจำวัยหนุ่ม ถูกนำมาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ไว้อย่างน่าสนใจว่า

: อาจินต์ ปัญจพรรค์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี 2534 ผู้เขียนเรื่องสั้นชุด เหมืองแร่ ชื่อ ตะลุยเหมืองแร่ ถ่ายรูปคู่กับ พิชญะ วัชจิตพันธ์ นักแสดงหน้าใหม่ผู้เข้ามารับบทบาทเป็นตัวเขาเองในภาพยนตร์

‘เหมืองแร่’ เป็นหนังสืออีโมชัน มันเกิดจากมันสมอง และความโฮมซิกของผม ไม่มีแอ็กชันทางการแสดง แต่นายเก้งเขาบอกว่ามี ผมถามเขาว่าแอ็กชันคืออะไร เขาบอกผมว่า ฝนตกเจ็ดวันเจ็ดคืน แอ็กชันของมันคือถนนขาด สะพานพังต้องทำใหม่ และเรือขุดจมนั่นคือสุดยอดแอ็กชัน ทันทีที่ผมได้ฟังก็รู้สึกว่าเขาเล็งลึก ไอ้ผมมันเล็งแต่ตัวหนังสือ เขาเล็งการกระทำ เขามองอย่างนัยน์ตานักสร้างหนัง”

“ผมเชื่อมือเขา และตั้งแต่เขาเริ่มทำงานผมไม่ไปเกี่ยวข้องกับเขา เพราะตัวหนังสือของผมเดินด้วย ก.ไก่ ข.ไข่ แต่นายเก้ง งานเขาเดินด้วยฟิล์ม มันคนละอาชีพ ผมจะไม่พูดถึงงานของเขา ผมจะคอยดูในจอเท่านั้น หน้าที่ของผมหมดแล้วตั้งแต่ตกลงขาย (ลิขสิทธิ์บทประพันธ์) ทีนี้ดีหรือไม่ดี ตัวใครตัวมัน”

หลังจากถ่ายทำนานกว่า 3 เดือน โดยใช้งบประมาณการสร้างสูงถึง 70 ล้านบาท ในที่สุดภาพยนตร์ มหา’ลัย เหมืองแร่ ก็เสร็จสมบูรณ์และออกฉายในเดือนพฤษภาคม 2548

ผลงานที่ปรากฏบนจอภาพยนตร์ คืองานโปรดักชันที่ละเอียด ละเมียด สมจริง ผ่านทีมนักแสดงที่ถูกคัดเลือกมาอย่างดี โดยได้ พิชญะ วัชจิตพันธ์ นักแสดงหน้าใหม่เข้ามาสวมบทบาท อาจินต์ ปัญจพรรค์ และได้นักแสดงสมทบชั้นดีอย่าง สนธยา ชิตมณี, ดลยา หมัดชา, แอนโทนี โฮวาร์ด กูลด์, นิรันต์ ซัตตาร์ ฯลฯ

ในแง่ผลตอบรับด้านรายได้ แม้ว่า มหา’ลัย เหมืองแร่ จะเป็นหนังที่ล้มเหลว โดยเมื่อจบโปรแกรมฉาย หนังทำรายได้เพียง 30 ล้านบาท แต่ถึงอย่างนั้น หนังกลับได้รับเสียงวิจารณ์ที่ดีเยี่ยม ในปีนั้น มหา’ลัย เหมืองแร่ กวาดรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 15 ไปได้ถึง 6 รางวัล โดยเฉพาะสาขาหลักอย่าง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และผู้กำกับยอดเยี่ยม มากไปกว่านั้นแม้เวลาจะผ่านมาถึง 14 ปี แต่หนังยังคงถูกจดจำและยกย่องในฐานะภาพยนตร์ไทยชั้นดีที่หยิบขึ้นมาดูกี่ครั้งก็ยังลึกซึ้งกินใจอยู่เสมอ ดูหนังออนไลน์