รีวิวภาพยนตร์ไทย Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

รีวิวภาพยนตร์ไทย Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

ยังจำได้ไหม!?"Seasons Change"กลับมารวมตัวอีกครั้ง - โพสต์ทูเดย์ ข่าวบันเทิง

รีวิวภาพยนตร์ไทย Seasons Change เป็นภาพยนต์ไทย แนวรักวัยเรียน ซึ่งภาพยนตร์นี้เป็นของค่ายหนังชื่อดังอย่าง GTH และได้ผู้กำกับฝีมือดีของค่าย อย่าง ต้น นิธิวัฒน์ มากำกับ และเป็นหนังเปิดตัวของ บอล วิทวัส ต่าย ชติมา และ นาถ ยุวทิพย์ Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เข้าฉาย เมื่อปี 2549 กวาดรายได้ไป 71.8 ล้านบาท

ย้อนกลับไป ในช่วงประมาณปี 2549 นั้นต้องยอมรับเลยว่าสังคมไทยนั้นยังไม่ได้ให้การยอมรับอาชีพแขนงศิลปะมากมายขนาดนั้น โดยส่วนใหญ่แล้วอาชีพแขนงศิลปะนั้นจะถูกมองว่าเป็นอาชีพที่เต้นกินรำกิน ไม่มีความมั่นคง มีรายได้ต่ำ ทำให้เยาวชนในรุ่นนั้นที่มีความชื่นชอบและความสนใจจะศึกษาเกี่ยวกับศิลปะและการดนตรีนั้นมักไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนเท่าไรนัก

ซึ่งในปัจจุบันนั้นสังคมไทยได้มีการยอมรับอาชีพแขนงศิลปะมากยิ่งขึ้นและมองว่าเป็นอาชีพที่สามารถสร้างเม็ดเงินได้แล้ว แม้ว่าจะยังมีบางครอบครัวหรือผู้ใหญ่บางคนที่ยังคงยึดติดกับความคิดเดิมว่าอาชีพเหล่านี้ไม่มั่นคงและไม่สามารถทำเงินพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองได้ก็ตาม แต่ก็ต้องถือว่าสังคมนั้นมีการพัฒนาด้านความคิดในเรื่องนี้มากขึ้นเป็นอย่างมาก

และหนึ่งในภาพยนตร์ที่ช่วยให้มุมมองเกี่ยวกับอาชีพและการศึกษาด้านดนตรีเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นนั้น เห็นทีจะหนีไม่พ้นภาพยนตร์เรื่อง Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เป็นภาพยนตร์ที่ทำให้คนไทยนั้นหันมาสนใจเกี่ยวกับศิลปะในด้านดนตรีมากยิ่งขึ้น และมีการเปิดรับการเรียนและอาชีพด้านนี้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ได้แล้วเกี่ยวกับการเรียนดนตรีและความต้องการที่จะทำอาชีพในด้านดนตรีของกลุ่มเยาวชนที่เต็มไปด้วยความฝันและความต้องการ พวกเขาได้แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทกับสิ่งที่ชื่นชอบแม้ว่าจะต้องพบเจออุปสรรคมากมายก็ตาม ไม่เว้นแม้แต่อุปสรรคที่เกิดจากครอบครัวอย่างความไม่เข้าใจกันและการต่อต้านอาชีพด้านศิลปะ

ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อาชีพและการเรียนการสอนด้านดนตรีนั้นได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้นในสังคม ไม่เพียงเท่านั้นมันยังไปจุดประกายความฝันของผู้ที่ได้รับชมอีกด้วยว่าการเล่นดนตรีนั้นเต็มไปด้วยเสน่ห์มากเพียงใด

ดังนั้นหากคุณเป็นคนที่กำลังท้อแท้กับการทำความฝันอยู่ หรือต้องการจะรับชมภาพยนตร์ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ชอบนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

เรื่องราวในภาพยนตร์เรื่อง Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เล่าถึงเรื่องราวของเด็กหนุ่มชั้นมัธยมปลายคนหนึ่งที่มีชื่อว่าป้อม ที่บ้านของเขานั้นทำอาชีพเป็นร้านขายของชำ ซึ่งก็ค่อนข้างจะมีฐานะมั่นคงในระดับหนึ่ง แต่พ่อของเขานั้นมีความคาดหวังให้เขาเป็นคนที่เรียนเก่งและได้ทำอาชีพเป็นแพทย์ เพื่อที่จะได้มีหน้าที่การงานและรายได้ที่มั่นคง

ความจริงแล้วป้อมนั้นยังไม่รู้เลยว่าตนเองนั้นต้องการจะทำอาชีพอะไร แต่เขานั้นเป็นเด็กหนุ่มที่มีความสามารถในการตีกลองชุดระดับหาตัวจับยาก และด้วยความที่เขานั้นได้ตกหลุมรักเด็กสาวผู้เป็นดรัมเมเยอร์ในโรงเรียนที่มีชื่อว่าดาว ทำให้เขานั้นตัดสินใจที่จะเรียนในวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ซึ่งอยู่ในมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยทางการแพทย์

เนื่องจากดาวเด็กสาวที่เขาชื่นชอบนั้นมีความสามารถในการเล่นดนตรีและชื่นชอบในการเล่นไวโอลินเป็นอย่างมากและเธอนั้นก็ได้ตัดสินใจที่จะเข้าเรียนในวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ทำให้ป้อมตัดสินใจที่จะลองไปสอบดูและฝีมือของเขานั้นก็ได้ไปเข้าตาอาจารย์ที่สอนเพอร์คัสชั่น จนถึงแม้ว่าเขานั้นจะไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับการเล่นดนตรี แต่ด้วยฝีมือที่ยอดเยี่ยมเขาจึงสามารถเข้าเรียนในวิทยาลัยแห่งนี้ได้ในที่สุด

แต่มันก็ต้องแลกมาด้วยการโกหกคำโตกับผู้เป็นพ่อของตนเองว่าตัวเองนั้นเรียนเตรียมแพทย์ แทนที่จะบอกตามตรงว่าตนเองนั้นเรียนดนตรีเพราะไม่ต้องการจะให้พ่อผิดหวังและไม่ต้องการถูกคัดค้าน หลังจากเข้าเรียนในโรงเรียนเดียวกับดาวได้สำเร็จเขาก็ยังคงพยายามหาหนทางที่จะได้ใกล้ชิดกับคนที่ตนเองชอบโดยการเข้าไปอยู่ในวงดนตรี orchestra ที่ดาวนั้นเป็นไวโอลินมือหนึ่งอยู่

แต่เรื่องกลับไม่ง่ายอย่างนั้นลูกสาวของเพื่อนพ่อที่มีชื่อว่าอ้อมนั้นก็เรียนในโรงเรียนแห่งนี้ด้วยเช่นเดียวกัน เขาจึงได้พยายามขอร้องให้อ้อมและพ่อนั้นโกหกพ่อเขาว่าเขาไม่ได้เรียนอยู่ในวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ อ้อมที่เข้าใจว่าป้อมนั้นมีความชื่นชอบและรักดนตรีเป็นอย่างมากจึงได้ตกลงยินยอมที่จะช่วยและทั้งสองคนนั้นก็ได้เป็นเพื่อนกันในที่สุด

แต่เรื่องราวกับไม่ง่ายอย่างนั้นเพราะอาจารย์ชาวญี่ปุ่นได้ชื่นชอบฝีมือการตีกลองของป้อมเป็นอย่างมากถึงขั้นที่เสนอให้เขานั้นสอบชิงทุนเพื่อไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยด้านดนตรีในฮังการี แต่จำเป็นจะต้องให้ผู้ปกครองเซ็นยินยอมเสียก่อนจึงจะสามารถเข้าสอบได้ อาจารย์ผู้นี้จึงได้เดินทางไปหาพ่อของป้อมจนทำให้ความลับแตกในที่สุด

แต่ในครั้งแรกนั้นป้อมเข้าใจว่าอ้อมเป็นคนไปบอกพ่อจึงรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก และอ้อมก็ได้รู้อีกด้วยว่าความจริงแล้วพี่ป้อมเข้ามาเรียนในโรงเรียนแห่งนี้ไม่ใช่เพราะหลงใหลในดนตรีอะไรมากมายนักเพียงแต่เขาตามคนที่ชอบมาเท่านั้นเธอจึงผิดหวังกับเพื่อนเป็นอย่างมาก จนป้อมมารู้ทีหลังว่าพ่อของเขานั้นรู้เรื่องราวทั้งหมดจากอาจารย์แต่มันก็สายไปแล้ว สุดท้ายแล้วเรื่องราวของป้อมจะเป็นอย่างไรต่อไป สามารถติดตามรับชมได้ในภาพยนตร์

ย้อนดู 3 นักแสดง ซีซันส์เชนจ์ หนังวัยรุ่นคุณภาพ 12 ปีผ่านไป พวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง

รีวิวภาพยนตร์ไทย  Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความสวยงามของดนตรี
Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เป็นภาพยนตร์ที่มีฉากการเล่นดนตรีบ่อยเป็นอย่างมากเนื่องจากเล่าเรื่องอยู่ในวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ซึ่งเป็นวิทยาลัยที่สอนด้านดนตรีโดยเฉพาะ เราจึงจะได้เห็นว่าในโรงเรียนแห่งนี้มีการเรียนการสอนด้านดนตรีอย่างไรบ้าง

ทำให้ฉากต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเล่นดนตรีในภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วยความสวยงามของดนตรีที่นำเอามาเล่าเรื่อง โดยเฉพาะการเล่นเพลงโฟร์ซีซั่นของวง orchestra ที่ใช้ในการดำเนินเรื่องเกี่ยวกับฤดู ซึ่งสอดคล้องกับวิธีการเล่าเรื่องของภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี

ไม่เพียงเท่านั้นภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้มีการนำเสนอถึงเฉพาะความสวยงามของดนตรีคลาสสิกเท่านั้น แต่ยังนำเสนอถึงดนตรีสากลทั่วไปอีกด้วย แม้ว่ากลุ่มนักเรียนส่วนใหญ่ในโรงเรียนแห่งนี้จะเล่นดนตรีคลาสสิกก็ตาม แต่พวกเขานั้นก็สามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างสงบสุข

Seasons Change เป็นเรื่องราวของ ป้อม (บอล วิทวัส) เด็กหนุ่มม.ต้นที่ตกหลมรัก ดาว (นาถ ยุวทิพย์) เด็กสาวสวยเรียบร้อยสาวน้อยสายดนตรี ดาวตั้งใจที่จะไปต่อ มปลายที่โรงเรียนด้านดนตรีชื่อดังในด้านดนตรี ที่โรงเรียน วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ป้อมจึงได้คิดที่จะแอบตามไปสอบด้วย ซึ่งป้อมนั้นก็ทำได้ดีเนื่องจากป้อมนั้นมีความสามารถในด้านตรีกลอง นั้นจึงทำให้เขาได้เข้าไปเรียนที่เดียวกับดาว และการที่เขาเข้ามาเรียนที่โรงเรียนนี้นั้นทำให้เขาต้องปิดปังเรื่องราวทั้งหมดจากพ่อ เนื่องจากพ่อเขาคิดว่าป้อมนั้นได้เรียนโรงเรียนเตรียมแพทย์ อีกทั้งเหตุผลที่เขายังไม่กล้าที่จะบอกความจริงกับพ่อแม่

การที่ใช้เรื่องราววัยเรียนเพื่อให้เข้ากับผู้คนได้ง่ายนั้นทำให้เรื่องนี้ดูได้ทุกวัยอีกทั้งยังมีความผ่อนคลายของหนังที่หากผู้อ่านได้ลองชมดูแล้วจะรู้สึกว่าตัวของภาพยนต์นั้นดูง่ายผ่อนคลายแม้ในจุดที่จะซีเรียสก็จะมีภาพและบรรยากาศของตัวหนังที่ดูแล้วทำให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่ในขณะเดียวกันในตัวของภาพยนต์ก็จะมีคำคมและความรู้มากมายที่สอดแทรกเข้ามาทั้งในเรื่องดนตรี อย่างตอนที่ฉากป้อมสอบเข้าเรียนหรือในการเล่นตนตรีต่างๆ ในด้านภาพนั้นต้องบอกเลยว่าภาพยนตร์นี้ทำออกมาได้ดีมาก

ภาพนั้นออกมาสวยงามและให้มุมมองที่สวยงามสมชื่อผู้กำกับคนนี้ รวมถึงการเปลี่ยนฉากของตัวหนังก็จะใช้ภาพของการเล่นดนตรีในมุมมองแบบต่างๆเพื่อให้ภาพและหนังดูไม่น่าเบื่อและรู้สึกตื่นตัวตลอดเวลา ถึงแม้ส่วนมากนั้นโลเคชั่นของหนังจะอยู่แต่ในโรงเรียนก็ตามก็ไม่ทำให้ตัวหนังดรอปลงไปมากเลย ในด้านบทละครนั้นถือว่าโอเคอยู่ถึงจะมีบางจดที่ขัดบ้างแต่ที่ผู้เขียนชื่นชอบคงเป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งในด้านความรักของป้อมที่มีต่อสาวแต่ละคนและแต่ล่ะมุมมองแต่ที่รู้สึกประทับใจสุดๆคงเป็นเรื่องราวของพ่อแม่และป้อมที่ป้อมต้องปิดบังพ่อเขาเรื่องราวจะค่อยๆ เร่งระดับความตึงเครียดขึ้นจนพ่อของป้อมนั้นรู้ความจริง

ซึ่งหากมองในมุมมองของความเป็นจริงพ่อแม่ป้อมนั้นก็เปรียบเหมือนผู้ใหญ่ในสมัยนี้เพราะการที่เขาคิดว่าการเลือกอนาคตที่ดีให้ลูกอย่างการเป็นนักเรียนแพทย์ย่อมดีกว่าการเรียนดนตรีที่ไม่แน่นอนซึ่งตัวหนังสะท้อนอารมณ์ได้ดี ในด้านความตลกฮานั้นตัวหนังก็มีการสอดแทรกได้อย่างลงตัวแม้จะไม่มากแต่ก็ทำให้ผู้ชมรู้สึกอมยิ้มได้ และทำให้ฉากเครียดๆ ในหลายๆ ฉากนั้นดูไม่ตึงจนเกินไป

มาถึงในด้านการแสดงต้องบอกเลยว่าทั้ง 3 คนทำได้ดี ถึงแม้จะเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของทั้ง 3 คนก็ตามต้องบอกเลยว่าแคสออกมาได้ดี อ้อม ที่ได้ ต่าย มาแสดงนั้นให้อารมณ์เหมือนฤดูร้อนที่สดใสร่าเริงอยู่ด้วยแล้วทำให้ยิ้มได้ตลอดเวลาในส่วนของดาวก็ดูเหมือนคุณหนูในฤดูหนาวที่พร้อมอยากจะมอบไออุ่นให้ และตัววพระเอก ที่เปรียบเหมือนฤดูฝนที่พร้อมจะแปรปรวนเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

สุดท้ายไม่พูดถึงด้านดนตรี ต้องบอกเลยว่าเป็นสิ่งที่ผู้เขียนชื่นชอบที่สุดเนื่องการวางดนตรีและสอดแทรกในแต่ละฉากหรือการที่ใช้เพลงคลาสสิคบอกเล่าอารมณ์ของหนังและตัวละครออกมาได้อย่างดีเยี่ยม คนที่ไม่ชอบฟังเพลงคลาสสิคหรือรู้สึกง่วงเวลาได้ฟังก็ไม่รู้สึกเบื่อตามเลย รวมถึงการที่มีดนตรีหลากหลากหลายชนิดและหลายรูปแบบเพื่อเพิ่มความมีสีสันให้แต่ละฉากนั้นทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมากเลยทีเดียว ในด้านข้อเสียของหนังนั้นก็คงเป็นเรื่องราวของความสัมพันธ์ในด้านความรักของตัวละครเอกทั้งสาม เนื่องจากด้วยระยะเวลาที่จำกัดของตัวหนังจึงทำให้ตัวหนังเร่งเวลาและอามรณ์ของความสัมพันธ์ของตัวละครมากเกินไปทำให้ผู้ชมอาจจะตงิดกับความสัมพันธ์ของพวกเขาไปอยู่บ้างในช่วงท้ายๆ ของหนัง

หนัง Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ภาพยนตร์ไทยจาก GTH
เป็นภาพยนต์ไทยแนวรักวัยเรียน ซึ่งภาพยนตร์นี้เป็นของค่ายหนังชื่อดังอย่าง GTH และได้ผู้กำกับฝีมือดีของค่าย อย่าง ต้น นิธิวัฒน์ มากำกับ และเป็นหนังเปิดตัวของ บอล วิทวัส ต่าย ชติมา และ นาถ ยุวทิพย์ Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เข้าฉาย เมื่อปี 2549 กวาดรายได้ไป 71.8 ล้านบาท

Seasons Change เป็นเรื่องราวของ ป้อม (บอล วิทวัส) เด็กหนุ่มม.ต้นที่ตกหลมรัก ดาว (นาถ ยุวทิพย์) เด็กสาวสวยเรียบร้อยสาวน้อยสายดนตรี ดาวตั้งใจที่จะไปต่อ มปลายที่โรงเรียนด้านดนตรีชื่อดังในด้านดนตรี ที่โรงเรียน วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ป้อมจึงได้คิดที่จะแอบตามไปสอบด้วย ซึ่งป้อมนั้นก็ทำได้ดีเนื่องจากป้อมนั้นมีความสามารถในด้านตรีกลอง นั้นจึงทำให้เขาได้เข้าไปเรียนที่เดียวกับดาว และการที่เขาเข้ามาเรียนที่โรงเรียนนี้นั้นทำให้เขาต้องปิดปังเรื่องราวทั้งหมดจากพ่อ เนื่องจากพ่อเขาคิดว่าป้อมนั้นได้เรียนโรงเรียนเตรียมแพทย์ อีกทั้งเหตุผลที่เขายังไม่กล้าที่จะบอกความจริงกับพ่อแม่ ดูหนังออนไลน์ไทย

เพราะพ่อแม่เขาคิดว่าการเรียนดนตรีนั้นไร้สาระมากจบไปแล้วจะไปทำไรกิน จึงทำให้เรื่องราวนั้นวุ่นเข้าไปอีก เนื่องจากเพื่อนของพ่อป้อมนั้นลูกสาวของเขาก็มาเรียนที่เดียวกันทำให้ป้อมได้เจอกับ อ้อม (ต่าย ชุติมา) ป้อมต้องการที่จะให้อ้อมช่วยบอกพ่อให้ช่วยโกหกพ่อของป้อมจึงทำให้ทั้งคู่สนิทกันและได้เกิดความรู้สึกดีๆ ที่ตามมาหลังจากนั้นซึ่งในเวลาต่อมา ดาวก็ได้สนิทกับป้อมจึงทำให้เกิดความรู้สึกที่อยู่ในใจของป้อมซับซ้อนและแปรปวนเหมือนกับฤดูการที่เปลี่ยนแปลง

Seasons Change โดยรวมแล้วตัวหนังทำออกมาได้ดีทีเดียวเลย เนื่องจากตัวหนังนั้นให้อารมณ์ผ่อนคลายและสบายใจเวลาที่ได้ดูและรู้สึกเพลิดเพลินไปกับฉากและดนตรีอีกทั้งความฮาและความเศร้าก็สอดแทรกออกมาได้อย่างลงตัว ให้เรื่องนี้ 8/10 หากคนไหนสนใจลองไปหารับชมได้ที่ช่องสตรีมมิ่งต่าง ๆกันได้นะ สุดท้ายหากใครอินกับหนังลองไปหาเพลงฟังต่อได้กันได้นะ

สำหรับใน เวอร์ชัน pocket book นั้น จัดทำโดยสำนักพิมพ์ a book ราคา 165 บาท … เนื้อหาจะเขียนถึงผู้ชาย 3 คน นั่นคือ ต้นผู้กำกับ บอลนักแสดงนำชาย และอ.สุกรีผู้ก่อตั้งโรงเรียน โดยเรียบเรียงมาในลักษณะเรื่องราวชีวิตของทั้ง 3 คน สลับไปมาในแต่ละบท (เนื้อหาน่าติดตามมากๆ)
ใน Version การ์ตูนนั้นใช้ชื่อเดียวกับในภาพยนต์คือ “Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย”
แต่ใน Version pocket book ใช้ชื่อว่า “Seasons Change จากร้อนสู่ฝนจนถึงหนาว”
Teaser ของหนังตัวแรกที่ออกมา จะมีการเปิดบางส่วนของหนัง แฟนฉัน และ เพื่อนสนิทก่อน โดยมีคำ capture ดังนี้ … “2546 … แฟนฉัน … 2548 … เพื่อนสนิท … ปีนี้ … คุณจะเลือกอะไร … รักครั้งแรก … หรือเพื่อนสนิท … แต่บางทีก็เลือกไม่ได้ เพราะ … เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย … Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย”
วันเปิดตัว แฟนฉัน คือ วันที่ 3 ตุลาคม 2546 , เพื่อนสนิท 6 ตุลาคม 2548 , Seasons change 31 สิงหาคม 2549 (ช่วงปลายปีทั้งสิ้น)
หนังเรื่องต่อไปของ GTH ที่กำลังจะเข้าฉายคือเรื่อง “เก๋า” (The Possible) จะเข้าฉายวันที่ 5 ตุลาคม กำกับโดย บอล – วิทยา ทองอยู่ยง … 1 ในผู้กำกับแฟนฉันเช่นเคย
Poster ของหนังมีอยู่ 4 แบบด้วยกัน
1. แบบรวม ป้อมทำท่าตีกลอง โดยมีดาวและอ้อมทำท่าเล่นดนตรีอยู่ข้างๆ – เพราะอากาศมันชอบแปรปรวน หัวใจก็เลยชอบปรวนแปร
2. แบบฤดูร้อน มีอ้อมเป็นตัวหลัก – เพราะเป็นฤดูร้อน หัวใจจึงคึกคักพองโต
3. แบบฤดูฝน มีบอลเป็นตัวหลัก – เพราะเป็นฤดูฝน หัวใจจึงชุ่มชื่นฉ่ำใจ
4. แบบฤดูหนาว มีดาวเป็นตัวหลัก – เพราะเป็นฤดูหนาว หัวใจจึงโหยหาไออุ่น

รีวิวภาพยนตร์ไทย Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ ที่คุณห้ามพลาด

รีวิวภาพยนตร์ไทย Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ ที่คุณห้ามพลาด

Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ

รีวิวภาพยนตร์ไทย Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ
Home เป็นภาพยนตร์กำกับเดี่ยวเรื่องที่ 4 ต่อจาก คน ผี ปีศาจ (๒๕๔๗), 13 เกมสยอง(๒๕๔๙) และ รักแห่งสยาม(๒๕๕๐) ของ ‘มะเดี่ยว’ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล โดยลายเซ็นของภาพยนตร์เรื่องนี้ยังมีความละม้ายคล้ายคลึงไม่ต่างจาก ‘รักแห่งสยาม’ ในแง่ของการจัดสร้างความสัมพันธ์และการกำกับการแสดงที่นำเสนอภาพอารมณ์ความรู้สึกในแง่มุมต่างๆ ของความรัก ที่ลึกซึ้ง กินใจ สุข เศร้าเคล้าน้ำตา โดยผ่านเรื่องสั้นทั้งสามเรื่อง คือ ‘บ้านหลังที่สอง’ ‘จดหมายก้อม’ และ ‘งานแต่ง’

ในแง่ของการลำดับวางเส้นเรื่องนั้น ทั้งสามเรื่องดำเนินแบบจบในตัวของมันเอง แม้ผู้กำกับที่เขียนบทเองจะพยายามหาจุดร้อยคล้อยต่อเพื่อให้เป็นเนื้อเดียวกันในตอนท้ายทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรในแง่ของการพลิกผันโครงสร้างการดำเนินเรื่องเลยก็ตาม แต่นั้นไม่ใช่ปัญหาสำคัญอะไร เพราะสิ่งที่มันเชื่อมโยงกัน คือ แก่นหมายสำคัญในตัวละครแต่ละคน ที่มีการส่งผ่านหล่อเลี้ยงแนบสนิทกันทางความรู้สึกจนเสมือนเป็นภาพยนตร์ยาว เรื่องเดียวกันเลยทีเดียว

ก่อนอื่นต้องซักไซ้ไล่เลียง ไปถึงผู้กำกับเสียก่อน โดยภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นเป็นการทำงานเรื่องแรกของสตูดิโอคำม่วน ที่‘มะเดี่ยว’ ได้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อรับทำงานโปรดักชั่นที่เชียงใหม่บ้านเกิด จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญแสดงให้เห็นว่าผลงานชื้นนี้นอกจากการได้กลับบ้านแล้ว มันยังเป็นการเริ่มต้นสู่ความใหม่ในที่ทางแห่งความเก่าอีกด้วย ซึ่งถ้าจับเอาแก่นตรงนี้ไว้จะพบว่า ภาพยนตร์ทั้งสามตอนให้ความสำคัญกับการย้อนกลับไปที่เก่าเพื่อเริ่มต้นสิ่งใหม่อย่างมีนัยสำคัญ

เห็นได้ว่าตัวละครหลักทั้ง 3 เรื่อง ทั้ง เน (จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล) ที่ใช้ชีวิตวันสุดท้ายของการจบ ม.6 โดยการเลือกเก็บภาพความทรงจำของตึกอาคารเรียนและบรรยากาศรอบโรงเรียน จนได้พบ บีม (กิตติศักดิ์ ปฐมบูรณา) นักบาสโรงเรียนที่จบ ม. 3 และกำลังจะย้ายไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ หรือจะเป็น บัวจัน (เพ็ญพักตร์ ศิริกุล) หญิงม่ายที่ติดอยู่กับความทรงจำเก่าๆกับคนรักผ่านทางข้อความของสามี และ ปรียา (ศิรพันธ์ วัฒนจินดา) หญิงสาววัยทำงานที่กลับมาแต่งงานในบ้านเกิดจนความรู้สึกซาบซ่านครั้งวัยเรียนย้อนกลับคืนมาอีกครั้งเฉกเช่นเดียวกับความรักครั้งเก่าของเธอ

ทั้งหมดดำรงอยู่กับความทรงจำครั้งอดีต ‘เน’ ต้องการบันทึกความทรงจำเพื่อเรียกร้องหามันอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไป ‘บีม’ พยายามทำตัวเป็นที่จดจำเพื่อฝังในความทรงจำของใครสักคนที่ผ่านพ้นเข้ามา ‘บัวจัน’ โน้ตที่คนรักได้เขียนทิ้งไว้ครั้งมีชีวิต ได้กลับมาหลอกหลอนเธอทางความทรงจำ ส่วน ‘ปรียา’ เริ่มไม่แน่ใจกับการแต่งงาน ผสมปนเปกับความอิสระครั้งวัยเรียนหวนกลับมา ทั้งเพื่อนและคนรัก(เก่า) เธอจึงไม่กล้าเดินหน้าต่อไป

ตัวละครทุกตัวไม่กล้าทิ้งและลืมความทรงจำในอดีตของตัวเอง ทุกคนต่างพิรี้พิไร ที่จะจดจำการชีวิตตัวเองโดยยึดติดกับภาพต่างๆ ที่ถูกเปรียบเป็นดังบ้าน(Home) บ้านในที่นี้มิใช่ในลักษณะเคหสถานที่กินพื้นที่ แต่เป็นแง่มุมทางด้านจิตใจ เป็นที่ยึดเหนี่ยว และอบอุ่น ที่มีความหลังครั้งงดงาม ภาพยนตร์เลือกเล่นกับความสัมพันธ์ของคน 3 วัย คือ วัยรุ่น ‘เน’ ซึ่งมีสถานที่ของโรงเรียนเป็นดังบ้าน และใช้มหาวิทยาลัยเป็นตัวก้าวเดินต่อไป และวัยผู้ใหญ่ ‘ปรียา’ ที่ต้องเดินต่อไปในการใช้ชีวิตคู่ แต่เมื่อไม่แน่ใจ ความหลังครั้งเรียนมหาวิทยาลัยจึงเป็นเสมือนบ้านของเธอ และวัย(เกือบ)ชรา ‘บัวจัน’ ซึ่งไม่มีเวลาข้างหน้าให้เดินมากนัก บ้านของเธอจึงเหลือแต่เพียงความทรงจำครั้งเก่าก่อน ที่จะอยู่คู่ดูแลไปกับคนรักของเธอตราบจนวันตาย

‘มะเดี่ยว’ ขับเน้นความรู้สึกของตัวละครในแต่ละตอนออกมาได้อย่างดี ผ่านการใช้รูปแบบทางภาพและเสียงประกอบที่ไม่ธรรมดา รวมทั้งความละเอียดรายทางเช่น การใช้สีของภาพ ที่ผ่านกระบวนการคิดได้อย่างน่าสนใจ การใช้บทสนทนาที่เสมือนคนธรรมดาพูดกัน ซึ่งทำให้เชื่อว่า ตัวละครแต่ละตัวนั้นมีเลือดเนื้อเชื้อไขสุขทุกข์ได้ไม่ต่างจากผู้ชมเลย เป็นการกล่าวได้ว่า ผู้กำกับมีความละเมียดละไมในการผลิตภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาจริงๆ โดยเฉพาะการใช้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการฝากคำอุทิศแด่คุณพ่อของตนเองด้วยแล้ว ทำให้เล็งเห็นได้ว่า แม้งานชิ้นนี้จะเป็นงานที่เข้าถึงคนในวงกว้าง แต่ก็ไม่วายที่จะสร้างความเป็นส่วนตัวและตัวตนขึ้นมาได้อย่างพอดิบพอดี ไม่มากและน้อยจนเกินไป

ถึงแม้ภาพยนตร์ต้องการชี้ชัดความเป็นบ้านในแต่ละช่วงวัย แต่สุดท้ายภาพยนตร์ก็ไม่ได้แช่แข็งตัวเองโดยการให้ตัวละครติดอยู่กับความทรงจำเหล่านั้น โดยไม่กล้าเดินก้าวออกไป เหมือนเด็กน้อยที่กลัวโลกอันแสนโหดร้าย แต่กลับแฝงข้อคิดว่า “การเรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงของช่วงวัยคือความสำคัญที่ต้องยอมรับและมุ่งหน้าต่อไป” – ‘เน’ เก็บความทรงจำใส่อุปกรณ์บันทึกเพื่อเก็บมันเป็นแรงบันดาลใจเพื่อก้าวต่อไป โดยให้สิ่งที่ผ่านเข้ามารวมทั้ง บีม คือ ความทรงจำที่แสนงดงามที่จะทำให้ย้อนระลึกกลับมาได้อีกครั้งในวันข้างหน้า

‘บัวจัน’ สร้างตัวตนของคนรักขึ้นมาเองผ่านทางโน๊ตจนไม่สามารถก้าวข้ามมันไป ซึ่งตอนนี้เองนอกจากจะเล่นกับความทรงจำแล้ว ยังเล่นกับ ‘ภาษา’ อีกด้วย เพราะแท้จริงแล้วภาษาที่คนเคยสร้างไว้เมื่อตอนมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อนำมาอ่านซ้ำอีกครั้ง ความมีชีวิตของคนนั้นกลับยังมีอยู่ผ่านทางภาษา หรือแท้จริงแล้วคนอ่านผู้นั้นเป็นคนสร้างตัวตน(คนตาย)ขึ้นมาในระบบความทรงจำของตัวบุคคลเอง เหมือนกรณีบัวจัน และ ชมภู่

กรณีชมภู่ หลังที่ตัวเองได้อ่านโน๊ตที่คนตายเขียนว่าตัวเองเมื่อนานมาแล้ว ก็ดุด่าคนตาย ว่าตายไม่อยู่ส่วนตาย เสมือนคนตายเพิ่งออกปากด่าในขณะนั้น นี่จึงเป็นคำถามน่าคิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านไปแล้วก็คงผ่านไปด้วยเวลา แต่ด้วยเครื่องบันทึกทางภาษาทำให้สิ่งเหล่านั้นเสมือนยังอยู่ เพราะทุกครั้งที่เราได้อ่านหรือสัมผัสซ้ำอีกครั้ง เรากลับสร้างความทรงจำ ณ ปัจจุบันขึ้นมา โดยผู้รับไม่แคร์ว่าช่วงเวลานั้นหรือช่วงเวลานี้จะเป็นคนละเวลาแล้วก็ตาม จึงอาจกล่าวได้ว่าภาษาและความทรงจำนั้นไร้ซึ่งกาลเวลา เช่นเดียวกันบุคคลในอดีตที่ยังย้อนคืนมา เพราะเรายังคงติดตรึงกับผลงานของเขาอยู่ร่ำไป ดูหนังออนไลน์

และที่สำคัญในตอนนี้ถือเป็นการเล่นท่ายากของผู้กำกับที่สุดในบรรดา 3 ตอน เพราะมันพูดถึงความตาย และความเชื่อว่าวิญญาณจะกลับชาติมาเกิดผ่านคนรู้จัก และการนำเสนอว่า ‘บัวจัน’ จะผ่านพ้นสถานการณ์เช่นนี้ไปอย่างไรซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลบ โดยผู้กำกับเลือกใช้บทสรุปด้วยวิธี Flashback ย้อนไปโรง’บาลในวันที่คนรักอยู่ได้เพียงเครื่องช่วยหายใจแต่ไม่ยอมทิ้งร่างจากไป ทำให้บัวจัน กลับไปพร่ำเพ้อพรรณนากับคนรักในห้องของเธอ ว่าขอให้เขาจากไปได้แล้ว เธอทำใจและอยู่ได้ ซึ่งนี่ถือเป็นฉากที่มีการแสดงที่ดีที่สุดของเรื่องนี้เลยทีเดียว

ก่อนที่ภาพจะตัดกลับมาที่โรงพยาบาล บ่งบอกว่าคนรักเธอได้จากไปแล้ว ผ่านการใช้สีน้ำเงินหม่นที่แสดงถึงความเศร้าสร้อย ซึ่งเมื่อตัดกลับมากับช็อตปัจจุบัน กลับเลือกใช้ช็อตภาพที่ขัดแย้งในด้านสีกันอย่างรุนแรง ภาพพระอาทิตย์กำลังขึ้นแสดงถึงเช้าวันใหม่ ผ่านแสงสีส้มที่แสดงถึงความสดใส ภาพเจิดจ้าก่อนที่กล้องจะจับที่ใบหน้าของ ‘บัวจัน’ ด้วยการใช้กลธีนี้ทำให้มั่นใจได้ว่า บัวจัน ได้เรียนรู้แล้วอีกระดับในการใช้ชีวิตอยู่ต่อไป แม้จะยังฝังใจกับความทรงจำที่ติดตรึงอยู่ก็ตาม

รีวิวภาพยนตร์ไทย ฮาร์ทบีท เสี่ยงนัก..รักมั้ยลุง เสน่ห์ที่เหลือล้นของ

รีวิวภาพยนตร์ไทย ฮาร์ทบีท เสี่ยงนัก..รักมั้ยลุง เสน่ห์ที่เหลือล้นของ

เรื่องย่อ ฮาร์ทบีท เสี่ยงนัก...รักมั้ยลุง

เอาล่ะมาปิดท้ายกันที่จุดที่หนังมั่นอกมั่นใจกันบ้าง นั่นคือการมีอยู่ของพี่เคน ธีรเดช ที่นอกจากละครที่ทำเอาสาว ๆ ติดกันทั่วบ้านทั้วเมืองแล้วก็มีทั้งหนังฮิตสุดขีดอย่าง รถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2552) งานขายฝีมืออย่าง ข้างหลังภาพ (2544) และพอหายจากจอใหญ่ไปร่วม 10 ปี ปีก่อนเขาก็เริ่มรับงานหนังอีกครั้งกับ นรก 6 เมตร งานทริลเลอร์แฟนตาซีที่แฝงความกลัวของคนอายุ 40 กำกับโดย

พิง ลำพระเพลิง เจ้าพ่อหนังรักสุดแนว เราอาจเดาไม่ได้เลยว่าทำไมดาราเบอร์ใหญ่อย่าง ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ถึงมาปรากฎในหนังรักที่เอาอายุผู้ชายเป็นจุดขายอย่าง เสี่ยงนัก..รักมั้ยลุง แบบนี้ได้ เพราะบท ชัย นี่แทบไม่ต้องพึ่งพาพลังการแสดงระดับพี่เคนเลยด้วยซ้ำ ที่สำคัญคือบทภาพยนตร์ที่ปั้นคาแรกเตอร์ให้ชัยเหมือนคนอายุ 60

ในร่างพี่เคนทั้งเรื่องความเชย ขับรถช้า ๆ ความเซื่องต่าง ๆ นานา ซึ่งเอาจริง ๆ คือคนอายุ 40 ในชีวิตจริงของเรามันดูวัยรุ่นกว่านี้เยอะป่ะวะ? ดังนั้นเหตุผลเดียวที่ตัวละคร ชัย ต้องมาสิงในร่างพี่เคนก็คงหนีไม่พ้นเหตุผลในการร่วมจอกับน้องพรอยมน มนสภรณ์ ชาญเฉลิม ในบทน้ำหวานลูกสาวเจ้าของโฮมสเตย์นี่แหละ ซึ่งเธอก็เอาตัวรอดด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวจากใบหน้าเก๋ ๆ และเคมีที่เข้ากันกับพี่เคนทำให้เกิดโมเมนต์ชวนจิกหมอนขึ้นหลายซีนอยู่เหมือนกัน แต่กระนั้นก็เป็นบทหนังเหมือนกันที่ไม่ได้ให้ตัวละครทำอะไรมากไปกว่าทำตัวงี่เง่า เว้าวอนอยากได้ผู้ จนดูเธอ “สลิด” มากกว่าน่าสงสาร อีกอย่างคือรำคาญเสียงหัวใจเต้นของน้ำหวานมากเป็นเสียงที่เหมือนไปเอาสต็อกไลบรารีที่ละครชอบมาใช้ใส่เข้ามาเพื่อให้คนดูตื่นเต้น

แต่กับหนังกลับทำให้รู้สึกรำคาญเสียมากกว่า จนบางทีถ้าเทียบกับบทน้องฝึกงานใน น้อง พี่ ที่รัก ที่เพิ่งฉายไปต้นปีเรากลับรู้สึกว่าพรอยมนในเรื่องนั้นมีเสน่ห์กว่าเรื่องนี้เยอะเลย จนน่าเสียดายว่าได้บทนำทั้งทีน่าจะได้อยู่ในหนังที่มีบทแข็งแรงกว่านี้หน่อย ส่วน ท้อป LaxyLoxy ในบทเก่งกี้ ที่บทดูจะส่งให้เป็นตัวขโมยซีนและเหมือนจะเป็นอุปสรรคความรักระหว่างน้ำหวานและลุงชัย ก็กลายเป็นสร้างความรำคาญมากกว่าจะสร้างสีสันไปเสียอีก

เอาเป็นว่า ฮาร์ทบีท เสี่ยงนัก..รักมั้ยลุง อาจไม่ได้เหมาะสำหรับคนที่อยากดูหนังที่มีพลอตแปลกใหม่ หรือ หนังรักจี๊ด ๆ ไว้ประดับโพรไฟล์คนดูหนังโรแมนติก เก็บโควตจากบทพูดดี ๆ หรอก แต่มันเหมาะกับแฟนคลับพี่เคนที่อยากเห็นเขาบนจอใหญ่ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์และสามารถอยู่รอดได้ทั้งในทีวีและจอภาพยนตร์จริง ๆ ส่วน พรอยมัน และ โอนีล ก็น่าจะทำให้หนุ่ม ๆ ใจเต้นบ้างแหละ ส่วนมุกในหนังก็ขยันปล่อยทิ้งเรี่ยราดมาก เชื่อว่าอาจโดนใจคนเส้นตื้นอยู่สักมุกสองมุกนะครับ ลองไปดู.

แนะนำพระเอก

ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ รับบท ลุงชัย หัวโบราณ บ้างาน ยังคิดถึงแฟนที่จากไป

แนะนำนางเอก

พรอยมน มนสภรณ์ รับบท น้ำหวาน สาวมหาลัย สดใส น่ารัก

เนื้อเรื่องแบบสรุป

น้ำหวาน เป็นลูกของเจ้าของสุขใจ เกสต์เฮาส์ มีโรคประจำตัวโรคหัวใจ ลุงชัยมาพักที่เกสต์เฮาส์ เลยทำให้ทั้งคู่ได้พบกันเมื่อน้ำหวานเจอครั้งแรกเลยรู้สึกว่าชอบเลยชวนคุยซะงั้น แถมอาสานำเที่ยวซะเลย เริ่มที่ประเพณีแขวนโคมที่วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร แต่ตอนแขวนโคม น้ำหวานเหลือบไปเห็นบนโคม ว่า เฟิร์น ที่ลุงนั้นเขียนชื่อมา แฟน (ลุงยัง Move on ไม่ได้เนื่องจากแฟนเสียชีวิต)

แต่การเปลี่ยนแปลงเรื่องหัวใจครั้งใหญ่ น้ำหวานทำให้เกิดได้ เมื่ออยู่ที่สุขใจ เกสต์เฮาส์ น้ำหวานเห็นว่าลุงกำลังบิด รูบิดอยู่ซึ่งน้ำหวานคิดว่าแฟนเก่าของลุงอาจมีปริศนาและต้องตามหาได้นั่นเอง น้ำหวานลองแล้วได้รูปดาว เลยนึกขึ้นได้ถึงเชียงดาว จากการที่ลุงได้ไปสถานที่หลากหลาย ปลดห่วงจากการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ หัวใจลุงก็หวั่นไหวมากขึ้นจนในที่สุดดด นี่แค่น้ำจิ้มน่ะทุกคนไปติตามกันต่อได้ที่ ฮาร์ทบีท เสี่ยงนักรักมั้ยลุง ดูหนังออนไลน์

รีวิวภาพยนตร์ไทย เพื่อนสนิท หนังเรื่องราวความทรงจำดีๆที่มีกับเพื่อนสนิท

รีวิวภาพยนตร์ไทย เพื่อนสนิท หนังเรื่องราวความทรงจำดีๆที่มีกับเพื่อนสนิท

10 อย่างที่เพื่อนสนิทไม่ควรทำให้กัน เพราะมันจะทำให้เกินคำว่าเพื่อน

รีวิวภาพยนตร์ไทย เพื่อนสนิท บอกเล่าเรื่องราวความรัก(ข้างเดียว) ของ หมู(ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) หรือฉายาคือ ไข่ย้อย ที่ได้มาจากเพื่อนสาวที่เขาแอบรัก นั่นคือ ดากานดา(นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา) และเรียกฉายาแทนชื่อของเขามาจนปัจจุบัน หมูเดินทางไป เกาะพะงัน จ.สุราษฏร์ธานี ด้วยเหตุผลบางอย่าง และเกิดพลัดตกดาดฟ้าเรือจนต้องเข้าโรงพยาบาล จนได้พบกับ นุ้ย(เอ๋-มณีรัตน์ คำอ้วน) พยาบาลแสนสวยใจดี และ พี่แตน(โอปอล์-ปาณิสรา พิมพ์ปรุ) พยาบาล(ที่คิดว่า)สุดสวย คอยดูแลเป็นอย่างดี การได้นอนพักระหว่างเจ็บป่วยอย่างสงบทำให้หมูใช้เวลาบางส่วนไปกับการเขียนจดหมายถึง ดากานดา เพื่อนสาวชาวเชียงใหม่ ที่หมูได้รู้จักเมื่อคราวไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ 4 ปีก่อน ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาได้พบเธอตั้งแต่ ปี 1 จนถึง ปี 4 ก่อนที่หมูจะจบออกมาแล้วใช้เวลาช่วงปิดเทอมมาเที่ยวที่เกาะพะงัน

ช่วงเวลาที่อยู่เชียงใหม่ นอกจากดากานดาแล้ว หมูยังมีเพื่อนอีกคนคือ ฟุเหยิน(ฟุเหยิน-ธนาบดินทร์ ยงสืบชาติ) เพื่อนหนุ่มที่เป็นเพื่อนติดกับดากานดาแต่แรกมาเป็นเพื่อนสนิทอีกคน ครั้งหนึ่งหมูและฟุเหยินไปก่อวีรกรรมขโมยไข่จากคณะเกษตรศาสตร์จนเกือบโดนภารโรงฟาดด้วยคราดเอา หนีกลับคณะวิจิตรศิลป์ของตนเองแทบไม่ทัน และผลที่ได้คือ ไข่ที่ซุกมาในเสื้อแตกจนย้อยออกมา ดากานดาเลยตั้งฉายาให้เขาว่า “ไข่ย้อย” มานับแต่นั้น แต่หมูก็ไม่ได้ขัดข้องใจอะไร ความที่แอบรักดากานดามาแต่แรก แต่ไม่กล้าบอกเพราะความเป็นเพื่อนมาขวางไว้ ทำให้หมูพยายามแสดงออกมาด้วยการทำทุกอย่างให้ที่เธอขอและไม่ได้ขอ แต่ขณะที่หมูนึกถึงช่วงเวลาที่ได้แสดงความรักต่อดากานดานั้น เขากลับรู้สึกว่า ช่วงเวลาในปัจจุบัน สิ่งที่นุ้ยปฏิบัติต่อเขา ไม่ได้แตกต่างจากที่เขาเคยปฏิบัติต่อดากานดาเลย มันมากเกินกว่านางพยาบาลคนหนึ่งจะปฏิบัติต่อคนไข้ จนเขารูู้สึกว่านุ้ยคงไม่ใช่เพื่อนสาวที่คิดกับเขาแค่เพื่อนอีกต่อไป แต่อีกใจหมูก็ยังนึกถึงดากานดาอยู่ และนั่นคือสิ่งที่หมูต้องตัดสินใจว่าจะเลือกใคร ระหว่างคนที่เขารัก หรือ คนที่รักเขา

ตัวละครหลัก

หมู-ไข่ย้อย(ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) หนุ่มขี้อายจากกรุงเทพ ผู้ฝากคำรักไว้กับเพื่อนสนิทอย่างดากานดาที่เชียงใหม่ ก่อนจะวาร์ปมาเกาะพะงัน บุคลิกเป็นคนชอบห่วงความรู้สึกคนรอบข้าง จนไม่กล้าที่จะพูด และนั่นคือชนวนให้เกิดความรักต่างสถานที่ของเขา

ดากานดา(นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา) เพื่อนสาวที่หมูหลงรักตั้งแต่แรกเห็น เป็นคนลุยๆ ออกแนวห่ามๆด้วยซ้ำ แต่เพราะความธรรมดาที่ไม่ธรรมดานี่แหละ ทำให้หมูเผลอใจเข้าให้

null
นุ้ย(เอ๋-มณีรัตน์ คำอ้วน) พยาบาลสาวที่มีพร้อมทั้งความสวย จิตใจดี น่ารักตามสไตล์สาวใต้ ยิ้มง่าย พูดเก่ง คอยดูแลหมูอย่างดี แต่ไม่รู้ว่าระหว่างเธอกับหมู ใครกันแน่ที่หวั่นไหวไปก่อนกัน

พี่แตน(โอปอล-ปาณิสรา พิมพ์ปรุ) พยาบาลรุ่นพี่ของนุ้ย ที่ทำตัวทั้งน่านับถือ และไม่น่านับถือ เป็นคนเฮฮา จนดูเหมือนรั่ว พยายามทำตัวให้ดูเป็นเด็ก “เต้บๆ” มากที่สุดเวลาที่อยู่ต่อหน้าหมู งานอดิเรกคือ หาโอกาสแทะโลมหมูตลอดเวลา เอ๊ะ หรือว่านี่จะเป็นเพื่อนสนิทที่แอบเก็บความรู้สึกอีกคน!!!

ฟุเหยิน(ฟุเหยิน-ธนาบดินทร์ ยงสืบชาติ) เพื่อนสนิทของดากานดา ที่กลายเป็นเพื่อนไข่ย้อยอีกคน เป็นคนกะล่อน ปากหมา บ้าผู้หญิง แต่ยิ่งโตก็ยิ่งคุมตัวเองได้มากขึ้น

โดยส่วนตัวแล้ว เพื่อนสนิท เป็นหนังที่ผมชอบที่สุดของ GTH เลย นั่นเพราะช่วงที่หนังเรื่องนี้กำลังดัง ผมดันไปแอบชอบเพื่อนสาวคนสนิทอยู่จริงๆ (ตอนนี้เลิกชอบไปแล้ว) และก็กลายเป็นหนังในดวงใจของผมเรื่อยมา ซึ่งผมเชื่อว่า คงไม่ใช่แค่ผมแน่ๆที่ยกให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังในดวงใจ เพราะจากแนวเรื่องของหนัง ตัวละคร และสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อ มันเป็นความรู้สึกแบบ Common Sense ซึ่งเชื่อว่าทุกคนคงเคยเจอะเจอมา นั่นคือการแอบรักนั่นเอง เป็นเรื่องที่ผมว่าทุกๆคน อย่างน้อย 90% บนโลกนี้คงจะผ่านมาเรียบร้อยแล้ว และเพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวนี่แหละครับ ทำให้หนังเข้าถึงคนดูได้ง่าย ทำให้คนดู “อิน” ไปกับอารมณ์ของหนัง และที่แตกย่อยออกมามากกว่านั้น ถึงขั้นมีการศึกษาด้านจิตวิทยาของตัวละครเลยว่า ทำไมหมู(ไข่ย้อย) ดากานดา หรือนุ้ย ถึงได้คิดแบบนั้น ตัดสินใจแบบนั้น ลึกๆแล้วพวกเขารู้สึกต่อกันอย่างไร เป็นต้น ซึ่ง ณ ที่นี้ผมขออนุญาตเรียก ไข่ย้อย ว่า หมู ตามชื่อที่เขาควรจะเป็นในเรื่องนะครับ เพราะผมรู้สึกว่า ไข่ย้อย เป็นเพียงตัวตนในอดีตของ หมู และเรื่องราวทั้งหมดก็เล่าผ่านตัวละครที่ถูกเรียกว่า หมู ด้วย

บทภาพยนตร์ที่เขียนโดยคุณหมู ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม แม้กระทั่งใส่ชื่อตัวเองแทนพระเอก 555 มีการสอดแทรกเกร็ดต่างๆและรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ผ่านตัวหนังไปได้อย่างแนบเนียนและกลมกลืน ทั้งยังแทรกวิถีชีวิตของผู้คนทั้งสองภาค คือภาคเหนือในพาร์ทดากานดา และภาคใต้ในพาร์ทของนุ้ยเข้าไปได้อย่างลงตัว โดยกำหนดให้ตัวละครอย่าง หมู เข้าไปทำความรู้จักกับวิถีชีวิตของผู้คนในแถบนั้น นำเสนอผ่านวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ทำให้ตัวหนังได้ฉายทัศนียภาพอันเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้หนังมีความน่าดูมากขึ้น สถานที่่ถ่ายทำบางส่วนกลายเป็นแหล่งให้บรรดาแฟนหนังได้ไปตามรอยกันถึงที่ ส่วนตัวผมเองยังเคยอยากไปเรียน มช.(มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) เพราะหนังเรื่องนี้ด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องมาหยุดความคิดหลังจากได้ทราบว่า ที่จริงแล้ว มช. ไม่ได้ให้ถ่าย ฉากมหาวิทยาลัยในเรื่อง ถ่ายทำที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระนครเหนือ ต่างหากล่ะ ฟังอย่างนี้ก็ซึ้งเลยครับ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะฉากต่างๆในเรื่องถ่ายออกมาได้ภาพที่สวยงามมาก ขนาดถ่ายด้วยฟิล์ม 1:85 ยังสวยขนาดนี้ ถ้าถ่ายด้วยฟิล์ม 2:35 คงได้ความสวยงามมากกว่าที่เห็นอย่างแน่นอน  ดูหนัง ไทย

รีวิวภาพยนตร์ไทย น้อง.พี่.ที่รัก: หนังรักที่ไม่มีการกระทำยืนยัน ความรักพี่น้อง

รีวิวภาพยนตร์ไทย น้อง.พี่.ที่รัก: หนังรักที่ไม่มีการกระทำยืนยัน ความรักพี่น้อง

รีวิวภาพยนตร์ไทย ฉายาของซันนี่อย่าง พี่ขอย ที่มันต้องมีอะไรแน่ ๆ เรารอความหมายที่แท้จริงของมันมาตลอดว่ามันต้องกระแทกเราแน่ ๆ ในตอนเฉลยแบบที่หนังค่ายนี้ชอบวางกลไว้กับคนดู แต่แล้วเอาเข้าจริงฉายามันกลับไม่มีอะไรเลย ความหมายคือคำเหยียดหยันที่มาจากน้องที่บอกว่ารักพี่คนนั้นด้วยซ้ำ แถมไม่มีแง่มุมความสำนึกผิดที่น้องสาวทำให้ทุกคนเรียกพี่แบบนี้มาจนโตแม้แต่นิดเดียว มันไม่ได้มีแง่มุมของความรักซ่อนอยู่ในชื่อฉายานี้แต่อย่างใดเลยจริง ๆ (สรุปรักกันหรือเปล่าเริ่มไม่แน่ใจ?)

คำถามพวกนี้ยังตามราวีไปถึงต้นถึงกลางเรื่อง เมื่อพี่น้องเริ่มกลั่นแกล้งกันรุนแรง ๆ ขึ้นเรื่อย ๆ จนเกินเลยลิมิตชีวิตปกติที่พี่น้องที่ยังรักกันจะแกล้งกัน เพราะมันลากไปถึงขนาดทำลายอาชีพการงานกันได้ คือมันถูกใส่เพื่อพัฒนาสถานการณ์เพื่อสร้างมุกล้วน ๆ ซึ่งมันตลกจริง ๆ ล่ะ แต่มันทำลายความน่าเชื่อถือของหนังที่พยายามจะไปดราม่าตอนท้าย เพราะเราไม่รู้สึกอะไรเลยจริง ๆ ว่ามันแอบมีมุมรักกันอยู่ ถ้าบอกว่าเกลียดกันจนมีฝ่ายหนึ่งตายแล้วคนที่เหลือถึงสำนึกมันยังดูมีแง่มุมให้เข้าใจมากกว่า

การพยายามเป็นทั้งหนังตลก และหนังดราม่า สร้างปัญหาไม่แพ้กัน เพราะแนวทางมุกที่หนังพยายามเป็นในช่วงครึ่งแรกมันคือมุกสไตล์ญี่ปุ่นที่เว่อ ๆ แฟนตาซี การ์ตูน ๆ นิด ๆ แบบใน เมย์ไหนฯ แต่ดันยืนบนพื้นที่ดูเรียลดูชีวิตจริงจนไม่เข้ากัน ยิ่งพอดราม่ามันจริงจังขึ้น เราเลยยิ่งไม่อิน ทั้งยังทำลายความน่าเชื่อบางอย่างไปด้วย อย่างมุกจีบกันตอนสัมภาษณ์งานที่ให้นิชคุณนินทาเป็นภาษาญี่ปุ่นโต้ง ๆ ต่อหน้าญาญ่า มันขัดคาแรกเตอร์คนญี่ปุนที่จะนินทาคนชาติอื่นแบบเปิดเผยขนาดนั้นในที่ทำงาน ทั้งยังแสดงความโง่ของพระเอกที่คาแรกเตอร์ดูฉลาดลงด้วยเพราะไม่รู้แม้แต่นางเอกเรียนจบญี่ปุ่นมาทั้งที่อยู่ในใบสมัครงาน นี่คือตัวอย่างเล็ก ๆ ที่หนังที่จะขายความจริงจังในดราม่าความสัมพันธ์ได้เตะตัดขาตัวเองด้วยการพยายามให้ตลกตั้งแต่ต้น ๆ เรื่อง

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานของสตูดิโอ GDH
สำหรับเรื่องนี้ไม่ได้เน้นเป็นหนังรักโรแมนติกของคนรักแบบนั้นอ่ะแต่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพี่น้องครอบครัวไรงี้มากกว่า ประมาณว่าน้องสาวเก่งและเป็นคนดีมาก แต่พี่ชายสินิสัยแย่มาก ทำอะไรก็ไม่เคยดีเลยทุกอย่างมันก็เลยเกิดการเปรียบเทียบกันกับสองพี่น้องคู่นี้

นักแสดงนำโดย คุณญาญ่า รับบทเป็น (น้อง)
ส่วนคุณซันนี่ รับบทเป็น (พี่)
และคุณนิชคุณ รับบทเป็น (ที่รัก)

ฉากที่ประทับใจมากที่สุด –

1. ฉากตอนจบ
ส่วนตัวชอบฉากสุดท้ายอ่ะ เหมือนประมาณว่า ฉากสุดท้ายที่ซันนี่ร้องไห้ เขาเหมือนได้ปลดปล่อยความเป็นห่วงน้องออกมา เพราะได้มาเห็นเจนมีชีวิตที่ดี โดยแค่เพียงมองหน้ากัน มันเหมือนแบบ ความเป็นพี่น้องกันอ่ะ รู้ ๆ กันอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดหรืออธิบายอะไรเลยก็เข้าใจและรู้สึกถึงกัน ชัชไม่ต้องขอโทษเจนก็รู้สึกสื่อถึงได้ ว่าพี่ชายตัวเองมีความรู้สึกในใจยังไง อาจจะเคยทะเลาะกันแทบตาย แต่สุดท้ายแค่มองหน้ากันก็หายโกรธแล้ว เป็นฉากที่กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่จริง ๆ

2. ฉากตกปลา
ฉากที่ชัชพยายามตกปลา เหมือนเป็นสัญลักษณ์จะบอกคนดูว่า ชัชพยายามที่จะหาปลากินเอง ชัชพยายามหาปลานานมากแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ปลา
ผลสุดท้ายชัชก็ทำไม่สำเร็จ กลับไปซื้อปลากิน
ประมาณว่า ถ้าชัชตกปลาได้จะเอาไปให้น้องสาวตัวเองที่งานแต่งรึปล่าวอ่ะ เหมือนว่าประชด ว่านี่ไง อย่างน้อยกูก็หาปลากินเองได้นะ 5555

ความรู้สึกหลังดูจบ –

เป็นหนังที่ไม่ได้โรแมนติกเท่าไหร่นะ ออกแนวตลกคอมเมดี้มากกว่าในช่วงต้นเรื่องจนไปถึงกลางเรื่องเลย แล้วก็มีแบบดราม่าหนักมากช่วงท้ายเรื่อง มันจะเน้นไปทางความรักของพี่น้องมากกว่านะในฉาก มีบางช่วงที่เรารู้สึกเหมือนมันยังอั้น ๆ อยู่ เหมือนว่าในฉากมีเด็กสาวออฟฟิศ เดียร์ เข้ามาได้รับบทบาทบ่อยหลายซีนเลย คอยมาช่วยพระเอก ในหลาย ๆ เรื่อง แต่จริง ๆ แล้ว เดียร์ นางก็แค่อยากมีพี่ชายเพราะนางก็ปูมาตลอดว่านางเป็นลูกคนเดียว ที่มาสนิทกับชัช เพราะเดียร์อยากมีพี่ชาย สายตาของเดียร์ที่มองชัชคือพี่ชายที่ดี แต่พอชัชจะจูบเดียร์ เดียร์เลยผิดหวังที่ชัชไม่ได้รักเดียร์แบบน้องสาว

สุดท้ายตอนจบก็ไม่ได้คบหากัน กลายเป็นว่าใจรู้สึกไปคนละแบบ ทั้งที่เหมือนจะเลิฟซีนกันอยู่แล้วนะไรงี้ แอบจิ้นนิดนึงเลยเสียดาย เพราะรู้สึกว่าเหมือนคู่รัก ไม่รู้สึกถึงความรักของพี่น้องอ่ะ

อาจเป็นหนังที่ไม่ได้ชอบทุกซีน แต่เป็นหนังที่อยากชวนคนไปดูอ่ะ เพราะโดยรวมก็สนุกดีนะ มีฉากฮา ๆ เยอะเลย แต่ถ้าใครอยากดูแบบโรแมนติกมาก ๆ ผ่านก่อนเลย เรื่องนี้เน้นคอมเมดี้มากกว่า ซึ่งพี่ซันนี่ทำได้ดีอยู่แล้วในเรื่องของบทบาทแนวนี้เราจะเห็นกันบ่อย ไม่รู้พี่แกตีบทแตกตลอด หรือแกเล่นเป็นตัวเองนะ 555 ดูหนังออนไลน์ไทย