เทคนิคการทำ SEO ให้ปัง
เทคนิคการทำ SEO ให้ปัง โดดเด่น ไม่เหมือนใคร

เทคนิคการทำ SEO ให้ปัง โดดเด่น ไม่เหมือนใคร

ถ้าเกิดคุณ เป็นหนึ่ง ผู้ที่กำลัง สงสัยอยู่ว่า “เพราะอะไร กระบวนการทำ ให้เว็บติดหน้าแรก Google จึงเป็นเรื่องสำคัญ”เนื้อหานี้ นอกเหนือจากการที่จะ มา ขยายความแจ่มชัด ถึงจุดสำคัญ ของ กระบวนการทำ SEO แล้วยังจะบอกแนวทาง ที่คุณสามารถทำ SEO ด้วยตัวเอง เพื่อเว็บติด หน้าแรก Google ได้อีกด้วย หรือถ้าจะไปจ้างเอเจนซี่ให้ทำ SEO ก็จะได้เข้าใจและพูดคุยกับเขารู้เรื่องหากพร้อมแล้วเราไปเริ่มกันตั้งแต่ความหมายของมันกันเลยดีกว่าว่า SEO คืออะไร?

จริงๆ แล้วเราได้เคยมีการเขียนบทความถึงความหมายอย่างละเอียดว่า SEO คืออะไร เอาไว้แล้ว ดังนั้นมาขยายความถึงพื้นฐานของสิ่งที่ทำให้เราต้องทำ SEO กันดีกว่าและที่กำลังจะพูดถึงต่อจากนี้ก็คือ Search Engine กันดีกว่าและที่กำลังจะพูดถึงต่อจากนี้ก็คือ Search Engine

เทคนิคการทำ SEO ให้ปัง
เทคนิคการทำ SEO ให้ปัง

SEARCH ENGINE หมายถึง

หากแปลตรงตัวคำนี้ก็จะแปลได้ว่า “เป็นเครื่องมือสำหรับใช้ในการค้นหา” ลองจินตนาการดูว่าหากในปัจจุบันไม่มี Search Engine เอาไว้ให้ท่าน ใช้งาน ในช่วงเวลาที่ ขน โลกอินเตอร์น็ต มี เว็บ นับ ล้านคุณ จะค้นหา สิ่งที่มีความต้องการพบได้เช่นไร แน่ ๆ ว่า มันไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย ๆ Search Engine ก็เลยเป็น วัสดุ ที่เก็บเอ ข้อมูล แล้วยังมีเว็บ รูปภาพ วิดีโอ อื่น ๆ อีกมากมาย บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทั้งหมดทั้งปวง มาแสดงผลลัพธ์ตาม คำค้นหา (Keyword) ที่ผู้ใช้ใส่ เข้าไป

SEARCH ENGINE มีอะไรบ้าง

แน่นอนว่าชื่อแรกที่คุณจะต้องนึกถึงก็คือ Google แต่นอกจากนี้แล้วยังมี Search Engine อื่นๆ อีกเช่น Bing , Yahoo , Ask ฯลฯ หรือจะเป็นของจีน อย่าง Baidu Search เป็นต้น

อยากเริ่มแล้ว มีข้อควรรู้อะไรก่อนเริ่มทำ SEO บ้าง
อันที่จริงการจะทำ SEO นั้นคุณจะต้องอาศัยองค์ความรู้ในหลายๆ ด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับหน้าเว็บไซต์ อาจจะไม่ต้องถึงขั้นเขียนโปรแกรมเป็นแต่จะต้องรู้และเข้าใจองค์ประกอบภาษา HTMLว่า มีส่วน ประกอบ ที่สำคัญอะไรบ้างซะก่อน โดยส่วนประกอบในเบื้องต้น บนหน้าเว็บทั่ว ๆ ไป จะมีส่วนสำคัญใหญ่ ๆ อยู่ 3 ส่วน นั่นก็คือ Header, Body และ Footer

Header คือ
บริเวณด้านบนสุดของหน้าเว็บเพจซึ่งจะเป็นส่วนที่ใช้สำหรับแสดงชื่อเว็บไซต์ โลโก้ ไปจนถึงแถบเมนู (Navigation Bar) ที่เราจะสามารถลิงก์ข้ามไปยังหน้าอื่นๆ บนเว็บไซต์เราได้ อีกทั้งในส่วนนี้จะเป็นส่วนที่เราสามารถกำหนด Title ของเว็บไซต์เรารวมทั้งสไตล์ต่างๆ ภายในเว็บไซต์ทั้งหมดได้อีกด้วย

Body คือ
ส่วนกลางของเว็บไซต์ซึ่งจะเป็นพื้นที่สำหรับใส่ข้อมูลเนื้อหา (Content) ต่างๆ ที่พวกเราต้องการ ประกอบไปด้วย ตัวอักษร บทความ ตาราง ข้อมูล รูปภาพ วิดีโอแล้วก็อื่น ๆ

Footer คือ
ส่วนล่างสุดของเว็บไซต์มีไว้สำหรับใส่ลิงก์เพื่อเข้าสู่หน้าอื่นๆ รวมถึงข้อมูลเฉพาะต่างๆ ที่อาจจะไม่ได้สำคัญมาก ข้อมูลเพิ่มเติมจากหน้าเว็บไซต์รวมถึงที่อยู่สำหรับติดต่อ คำแนะนำ ลิขสิทธิ์ ฯลฯ ก็สามารถนำมาใส่ในส่วนนี้ได้

*ส่วนของ Footer จะมีหรือไม่มีบนเว็บไซต์ก็ได้

แท็กต่างๆ ที่คนทำ SEO ต้องรู้

… = สำหรับกดหนดชื่อเรื่อง ซึ่งจะมีคำสั่งย่อยเป็น Title อีกหนึ่งขั้น

… = แท็กคำสั่งสำหรับกำหนดชื่อเรื่องให้กับเว็บไซต์ โดยจะใช้ได้ก็ต่อเมื่ออยู่ภายในแท็ก เท่านั้น เป็นตัวบ่งบอกว่าเว็บไซต์ของคุณคือเว็บไซต์อะไร

… = แท็กที่ใช้กำหนดส่วนของเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์

… = แท็กกำหนดหัวข้อเนื้อหา โดยสามารถไล่เป็นลำดับขั้นได้เล็กสุดไปจนถึง

… = แท็กกำหนดส่วนของเนื้อหาและบทความ (Paragraph)

***ไม่จำเป็นเสมอไปว่าขนาดตัวหนังสือของแท็ก จะต้องเป็นตัวที่ใหญ่ที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณได้วาง Site Map เว็บไซต์เอาไว้อย่างไร เพราะคุณสามารถกำหนดขนาดตัวหนังสือของ – ในแต่ละอันให้มีรูปแบบ ขนาดต่างกันได้ (ที่จริงแล้วจะตั้งให้เหมือนและเท่ากันก็ได้ แต่ไม่มีใครทำเพราะจะทำให้สับสนตอนดูแล-ปรับปรุงเว็บไซต์)

HTML ภาษาเว็บไซต์ที่คนทำ SEO ต้องเข้าใจ

ในภาษา HTML ซึ่งเป็นภาษาสากลสำหรับการเขียนเว็บไซต์นั้นการแสดงผลเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์จะถูกไล่ตามลำดับความสำคัญจากแท็กซึ่งได้แก่ ไปจนถึง แล้วค่อยต่อด้วย หรือให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือสิ่งที่คุณเห็นด้วยตาจะเป็นการเรียงลำดับขนาดตัวหนังสือ เล็ก ใหญ่ ตามความสวยงาม แต่ในระบบจะไล่ลำดับความสำคัญตามแท็กอย่างที่เราได้กล่าวไป ดังนั้นคุณจะต้องวางแผนแท็กต่างๆ อย่างเป็นระบบเสียก่อน แล้วค่อยไปกำหนดรูปแบบตัวหนังสือของแต่ละแท็กในภายหลัง

h1 คืออะไร
h1 คือแท็กบนเว็บไซต์ที่มีหน้าที่ในการแสดงชื่อเรื่อง หัวเรื่องหรือหัวข้อหลักของคอนเทนต์ที่คุณใส่ลงไป เปรียบง่ายๆ เหมือนเวลาที่คุณเขียนจดหมาย h1 ก็คือชื่อเรื่อง รองลงมาก็จะเป็น h2 h3 ตามลำดับ ซึ่งถ้าเว็บไซต์ไหนไม่มีการใส่แท็ก เอาไว้ ก็เหมือนว่าเว็บไซต์นั้นมีแต่เนื้อหาที่ไม่มีชื่อเรื่อง ซึ่งนั่นก็จะส่งให้ Google ไม่สามารถรู้ได้ว่าคอนเทนต์ที่อยู่ในหน้าเว็บไซต์นั้นๆ เกี่ยวข้องกับอะไรและแน่นอนว่าจะกระทบกับการทำ SEO ในระยะยาว

h1 ต่างจากแท็ก Title ซึ่งจะอยู่ในส่วน Header ตรงที่ Title จะไม่ปรากฎให้เห็นในส่วนของเนื้อหาบนเว็บไซต์แต่จะแสดงผลบนหน้าผลลัพธ์การค้นหาของ Google และเป็นการบอก Google ว่าเว็บไซต์นี้เป็นเว็บไซต์อะไร ส่วนแท็ก h2 – h6 ก็จะเป็นการไล่ลำดับตามความสำคัญของหัวข้อดังที่เราบอกไป

ดังนั้นหากคุณมีเนื้อหาคอนเทนต์ที่มีหัวข้อย่อยลงไปหลายขั้นห้ามใช้แท็ก หรือ Paragraph แล้วปรับขนาดตัวอักษรตามต้องการ แต่ให้ใช้แท็ก – ในการกำหนดหัวข้อแทน ส่วนแท็ก เอาไว้ใช้กับเนื้อหาคอนเทนต์ภายในเพียงอย่างเดียว

*หลายท่านที่เข้ามาทำงานด้านนี้ใหม่ๆ มักจะเข้าใจผิดและใช้แท็กผิดประเภทของงานตามไปด้วย

ทำไมต้องเข้าใจเรื่องพวกนี้

เพราะการทำ SEO นั้นไม่ใช่แค่การเขียนคอนเทนต์ ใส่คีย์เวิร์ด อัปโหลดขึ้นเว็บไซต์แล้วเว็บไซต์ของคุณจะขึ้นมาติดหน้าแรก Google ได้เอง แต่การทำ SEO ยังจะต้องมีกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์อีกหลายขั้นตอน โดยอาศัยการพัฒนาปัจจัยต่างๆ ทั้งภายในเว็บไซต์ (On-Page) ที่จะต้องมีการจัดระเบียบตั้งแต่การวาง Site Map การเขียนคอนเทนต์ที่มีการใส่คีย์เวิร์ดซึ่งผ่านกระบวนการการตรวจสอบมาแล้วว่าเป็นคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมและช่วยให้เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรก Google ได้ ไปจนถึงการจัดการกับลิงก์ต่างๆ บนหน้าเว็บให้สอดคล้องกัน

อีกทั้งยังมีปัจจัยภายนอก (Off-Page) ที่จะต้องมีลิงก์กลับเข้ามายังเว็บไซต์ของเรา (Backlink) ซึ่งก็มีหลากหลายวิธีในการได้มาเช่น มีคนอ้างอิงเนื้อหาโดยการใส่ลิงก์ของเราในบทความตามเว็บไซต์ต่างๆ วิธีนี้เราจะไม่สามารถทำเองได้เพราะขึ้นอยู่กับคนอื่นว่าเขาจะเขียนถึงเราหรือไม่ กับอีกวิธีก็คือการทำ Outreach หรือวิธีการที่เราทำคอนเทนต์ ใส่คีย์เวิร์ด ใส่ Anchor Link (ลิงก์ที่ใส่ไว้ในคำคีย์เวิร์ดเพื่อให้ผู้อ่านคอนเทนต์ สามารถเข้ามาศึกษาข้อมูลจากแหล่งอ้างอิง) แล้วทำการส่งคอนเทนต์เหล่านั้นไปยังเว็บไซต์ต่างๆ (ถ้าจะให้มีประสิทธิภาพ เว็บไซต์ที่ส่งไปก็จะต้องเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพด้วยเช่นกัน)

สิ่งที่ควรปรับปรุง พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพ ในการทำ SEO

On-Page
ถ้าเป็นเว็บไซต์ที่กำลังจะสร้างขึ้นใหม่ เราแนะนำให้คุณวาง Site Map ไว้ให้ดีตั้งแต่แรกเช่น หน้าต่างๆ การลิงก์เชื่อมกันระหว่างหน้าเว็บไซต์ ไปจนถึงคีย์เวิร์ดที่จะใส่ในคอนเทนต์ ความยาวคอนเทนต์ การใช้แท็กและรายละเอียดต่างๆ แต่ถ้าหากคุณมีเว็บไซต์เดิมอยู่แล้วสิ่งที่ต้องเข้าไปจัดการคือเรื่องของแท็กต่างๆ ตามที่เราได้เขียนไปข้างต้น เช่น เข้าไปดูว่า Title ของคุณใส่อะไรไว้ มีคีย์เวิร์ดอยู่ในนั้นบ้างหรือเปล่า ในแต่ละหน้ามีครบอยู่ไหมและยังมีรายละเอียดอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเดี๋ยวเราจะไปพูดในหัวข้อถัดๆ ไป

Off-Page
อย่างที่เราบอกว่าเป็นการทำคอนเทนต์เพื่อส่งออกจนได้ลิงก์กลับมา แต่ข้อควรระวังในเรื่องนี้คือ “คุณควรทำอย่างเป็นธรรมชาติ” ไม่ว่าจะเป็นการใส่คีย์เวิร์ดที่ไม่ควรมีมากจนเกินไป ที่สำคัญคือต้องเน้นประโยชน์กับผู้อ่านให้ได้มากที่สุด คอนเทนต์จำพวก Ever Green หรือคอนเทนต์ที่ผ่านไป 5 ปี กลับมาอ่านก็ยังมีประโยชน์อยู่ ไม่ใช่คอนเทนต์ที่เป็นกระแสหรือข่าวใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งที่เราแนะนำให้คุณทำมากที่สุด

หลีกเลี่ยงการยัดคีย์เวิร์ดมากจนเกินไปเพราะอาจจะทำให้ถูกมองว่าเป็นสแปมได้ไปจนถึงระวังการสปินบทความหรือการสร้างบทความจำนวนมากๆ เพื่อนำไปโพสต์ต่อ เป็นวิธีการที่นำบทความหนึ่งมา ตัด แปะ หัวท้ายสลับกันไปมาเพื่อให้มีความหลากหลายขึ้น (ไม่ได้เขียนใหม่ทั้งหมดเหมือนบทความปกติ) ซึ่งก็จะมีทั้งแบบที่คนยังอ่านรู้เรื่องกับอีกแบบที่ทำเฉพาะสำหรับให้ Bot อ่านรู้เรื่องเท่านั้น

วิธีการแบบนี้ในช่วงแรกคุณอาจจะเห็นว่า Rank หรือลำดับหน้าเว็บไซต์ของคุณพุ่งขึ้นได้ดี แต่ในระยะยาวหาก Google ตรวจสอบได้ คุณอาจจะเจอบทลงโทษที่ได้ไม่คุ้มเสีย ดังนั้นเน้นย้ำอีกครั้งว่าการทำ SEO ที่ดีคือการทำอย่างเป็นธรรมชาติ สม่ำเสมอและใช้เวลา

ทำ SEO ยากไหม?

สิ่งที่คนไม่ใช่น้อย มักหลงผิด และก็คิดกันไปเอง ก็คือ แนวทางการทำ SEO นั้น เกิดเรื่อง เฉพาะทางจำเป็นต้อง อาศัยวัสดุราคาสูง ควรจะมีวิชาความรู้เฉพาะด้าน ซึ่งความรู้ความเข้าใจ นี้ ถูกเพียงแค่ ครึ่งเดียว มันก็คือ วิธีการทำ SEO จึงควรอาศัยองค์วิชาความรู้ต่าง ๆ ที่ พวกเรา ได้เขียนไป ตั้งแต่ ช่วงต้น ของบทความ ซึ่งเรื่องพวกนี้ คุณสามารถเล่าเรียน ด้วยตัวเอง และก็รู้เรื่องได้อย่างไม่ยากเย็น

แต่ปัจจัยสำคัญว่าทำ SEO ยากหรือไม่นั้นแท้จริงแล้วขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมที่คุณทำธุรกิจอยู่ว่ามีการแข่งขันกันสูงหรือไม่ ยิ่งมีการแข่งขันทางธุรกิจสูงแน่นอนว่าก็จะมีการแย่งชิงตำแหน่งหน้าแรกของ Google สูงขึ้นตามไปด้วยเพราะทุกๆ ธุรกิจในปัจจุบันล้วนอยู่บนโลกออนไลน์เหมือนกัน

ดังนั้นก่อนจะเริ่มทำ SEO ด้วยตัวเองคุณควรจะศึกษาคู่แข่งว่าเขาทำอย่างไรเว็บไซต์ถึงอยู่ในหน้าแรก Google ได้ แล้วเราก็นำมาปรับใช้กับเว็บไซต์ของเรา ทั้งเนื้อหาคอนเทนต์บนหน้าเว็บไซต์ ต้องเน้นตอบโจทย์อ่านง่าย เว็บไซต์ใช้งานง่าย ดึงให้คนอยู่บนเว็บไซต์ของเราให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราไม่ได้บอกให้คุณลอกสิ่งที่คู่แข่งของคุณทำอยู่ แต่ให้ศึกษาและนำมาพลิกแพลงปรับใช้

อยากทำ SEO ด้วยตัวเอง เริ่มอย่างไรบ้าง

เราเชื่อว่าเดี๋ยวนี้มีนักธุรกิจรุ่นใหม่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันและหลายๆ คนก็ยังไม่ได้มีงบประมาณสำหรับการจ้างเอเจนซี่เพื่อเข้ามาดูแลงานด้านเหล่านี้ ดังนั้นพวกเขาจึงจะต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองและแน่นอนว่าการทำ SEO เราก็สามารถทำด้วยตัวเองได้โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. วาง เป้าประสงค์ สำหรับในการ ทำ SEO ของคุณ ให้ดี
แน่ ๆ ล่ะ ว่าจุดหมาย สำหรับเพื่อการทำ SEO นั้น ก็เพื่อเว็บ ของคุณ ไต่ลำดับ จนกระทั่ง ขึ้นมา อยู่ ใน หน้า แรก ของ Google ได้ แต่มันมีรายละเอียดที่คุณควรจะกำหนดให้ลึกลงไปกว่านั้น นั่นก็คือคุณต้องการทำให้เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรกไปเพื่ออะไร เช่น เพื่อให้คนเข้ามาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมบนหน้าเว็บไซต์ หรือเพื่อให้คนเข้ามาคลิกสั่งซื้อสินค้าบนหน้าเว็บไซต์ เป็นต้น

เพราะเมื่อคุณมีเป้าหมายที่แน่ชัด การปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพก็จะไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งการออกแบบหน้าเว็บ การปรับแต่ง UX & UI ไปจนถึงการเลือกคีย์เวิร์ดเพื่อใส่เข้าไปในคอนเทนต์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราบอกไปนั้นมีผลกับการตรวจสอบของ Google ด้วยกันทั้งสิ้น

2. เลือกหน้าเว็บไซต์ ที่ ต้องการจะทำ SEO
สิ่งที่คุณ ควรจะทราบ อีกอย่างหนึ่ง เป็นวิธีการทำ SEO นั้น ไม่ใช่ว่าทำครั้งเดียว หน้าเดียวแล้วเว็บไซต์ของคุณจะขึ้นไปอยู่หน้าแรก Google ทั้งหมด ส่วนใหญ่ที่เราต้องทำกันอยู่แล้วแน่นอนว่านั่นต้องเป็นหน้าแรกหรือ Home Page แต่เว็บไซต์ของธุรกิจต่างๆ ย่อมไม่ได้มีเพียงหน้าแรกหน้าเดียว

เรายังมีหน้าอื่นๆ อาทิ หน้าสินค้า บริการ ติดต่อสอบถาม ข้อมูลเพิ่มเติม ฯลฯ ซึ่งหน้าเหล่านี้ ก็ต้องการการเพิ่มประสิทธิภาพและทำ SEO เช่นกัน โดยการเลือกหน้าเว็บที่จะทำ SEO นั้นก็ควรจะสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในข้อแรกของคุณด้วย

3. ตรวจสอบประสิทธิภาพเว็บไซต์ (Audit)
หากคุณมีเว็บไซต์เดิมอยู่แล้ว ส่ิงที่ต้องทำคือตรวจสอบหรือทำ SEO Audit สิ่งต่างๆ ที่คุณมีว่ามันเหมาะสมกับการทำ SEO ในปัจจุบันหรือไม่ เรื่องที่ควรจะดูก็มีพวกแท็กต่างๆ ที่เราเขียนไว้แล้ว นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ Page Speed หรือความเร็วหน้าเว็บไซต์ที่จะต้องใช้งานได้อย่างสเถียรหรือไม่หน่วงจนเกินไป ซึ่งก็ต้องไปดูตั้งแต่การวาง UX & UI ของเว็บไซต์ ภาพต่างๆ ที่ใช้จะต้องคมชัดสวยงามแต่ขนาดไฟล์ก็ต้องไม่หนักจนทำให้เว็บไซต์ดาวน์โหลดช้า รวมถึงการใส่ Alt Tag ในภาพและรายละเอียดจิปาถะอื่นๆ อีกมากมาย สรุปสั้นๆ ว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้ผู้ใช้ที่เข้ามายังเว็บไซต์ของเราใช้งานง่ายและอยู่บนเว็บไซต์นั้นให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได

**คุณสามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้ ฟรี! ในการตรวจสอบ Pagespeed ของคุณได้

https://tools.pingdom.com, https://gtmetrix.com, https://developers.google.com/speed/pagespeed/insights, https://www.webpagetest.org

4. ปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาคอนเทนต์ภายในเว็บไซต์
ส่วนสำคัญที่ไม่ทำไม่ได้ในการทำ SEO ก็คือการทำให้คอนเทนต์ของเรามีประสิทธิภาพสูงที่สุด คำว่ามีประสิทธิภาพคือคอนเทนต์จะต้องมีประโยชน์ มีการใส่คีย์เวิร์ดที่ได้มีการตรวจสอบแล้วว่าเหมาะสำหรับนำมาใช้ในการทำ SEO แต่ก็จะต้องไม่ใส่มากจนเกินไปและจะต้องเป็นภาษาที่คนอ่านรู้เรื่องด้วย เพราะหลายๆ ครั้งคนทำเว็บไซต์มัวสนใจแต่การใส่คีย์เวิร์ดเข้าไปมากๆ พออ่านจริงก็งงตาแตกเพราะจับใจความสำคัญอะไรไม่ได้

อีกเรื่องคือการแทรก Anchor Link ที่จะต้องดูให้ดีว่าลิงก์ที่เราใส่ไปนั้นเกี่ยวข้องกับคำคีย์เวิร์ดที่เราเอาลิงก์เข้าไปใส่หรือไม่ เพราะถ้าคำคีย์เวิร์ดเป็นเรื่องหนึ่ง แต่พอคนคลิกลิงก์เข้าไปแล้วพาไปอีกหน้าที่ไม่ได้เกี่ยวกับคำนั้นเลย คะแนนในการทำ SEO ของคุณก็จะลดลงทันทีเช่นกัน

5. วิเคราะห์ อัปเดตข้อมูลอยู่เสมอ
เมื่อทำการตรวจสอบ แก้ไข ปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแล้ว ก็อย่าทิ้งเอาไว้แค่นั้นคุณจะต้องหมั่นกลับมาอัปเดตคอนเทนต์ให้ทันสมัยอยู่เสมอเพราะข้อมูลบางอย่างก็ไม่ได้จะเป็นเหมือนเดิมไปตลอดการ ปรับคีย์เวิร์ดเพิ่มเติมเพื่อดันให้หน้าเว็บไซต์ของคุณขึ้นหน้าแรกจากคำอื่นๆ บ้าง มีการเพิ่มเนื้อหาให้มากขึ้นอาจจะใช้เครื่องมืออย่าง Google Search Console ช่วยดูควบคู่กันไปว่าคนเข้ามาเว็บไซต์เราได้อย่างไร มาจากคำไหน เราจะได้รู้สถานการณ์และทำให้มันดีหรือดีขึ้นอยู่เสมอ

การทำ SEO มีประโยชน์อย่างไร

“ที่ใดมีคนอยู่มาก ที่นั่นย่อมมีธุรกิจเกิดขึ้นเสมอ” หากคุณเคยได้ยินใครสักคนพูดอะไรทำนองนี้ก็จะพอเข้าใจได้แล้วว่า ทำไมการที่เว็บไซต์ของเราขึ้นหน้าแรก Google ได้จึงเป็นเรื่องสำคัญ การทำ SEO นั้นจะช่วยเพิ่มโอกาสให้คนที่ค้นหาสิ่งต่างๆ บนโลกออนไลน์สามารถหาคุณเจอ เช่นสมมติผู้เขียนต้องการหาซื้อรองเท้าสักคู่ ในโลกใบนี้มีแบรนด์รองเท้านับไม่ถ้วน แต่พอผู้เขียนค้นหาผ่าน Google แล้วเว็บไซต์ของคุณดันปรากฎให้เห็นก่อนเป็นอันดับต้นๆ แน่นอนว่าการตัดสินใจที่จะคลิกเข้าไปดูมันมีมากกว่าอยู่แล้ว นอกจากนั้นยังช่วยเรื่องความน่าเชื่อถืออีกด้วย เพราะใครๆ ต่างก็รู้ว่าการจะขึ้นมาอยู่บนหน้าแรก Google ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

อีกทั้งการทำ SEO นั้นสามารถทำได้ฟรีและพอเมื่อคุณทำจนเว็บไซต์ติดหน้าแรกได้แล้ว ก็ยังช่วยลดต้นทุนในการซื้อโฆษณาได้อีกด้วย เพราะเสิร์ชแล้วก็เจอเลย (ปกติถ้าเว็บไซต์ยังไม่ขึ้นหน้าแรก คุณสามารถทำให้เว็บไซต์แสดงอยู่บนหน้าแรกได้เร็วที่สุดคือการซื้อโฆษณา Search Ad กับ Google แต่ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณา)

ทั้งหมดนี้ก็คือวิธีการทำ SEO ที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ในเว็บไซต์ของคุณเองได้ คราวนี้เรามาดูคำศัพท์ที่คนทำ SEO ควรรู้เอาไว้

คำศัพท์น่ารู้ที่คนทำ SEO พลาดไม่ได้

Algorithm หมายถึง
กระบวนการการทำงานที่ทางแพลตฟอร์มซึ่งในที่นี้คือ Google ออกแบบเอาไว้โดยใช้หลักเหตุและผลมาช่วยเลือกวิธีการหรือขั้นตอนการดำเนินงานต่อไป เพื่อจุดประสงค์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของแพลตฟอร์มให้สูงที่สุดและโปร่งใส

Keyword หมายถึง
คำค้นหาที่ผู้คนใช้สำหรับค้นหาสิ่งต่างๆ ใน Search Engine เช่นหากคนกำลังต้องการซื้อบ้านมือสองย่านรังสิต เขาก็อาจจะใช้คำค้นหาอย่าง “บ้านมือสองรังสิต ไม่เกิน 2 ล้าน” เป็นต้น

Web Page หมายถึง
หน้าต่างๆ ที่อยู่ในเว็บไซต์ เพราะใน 1 เว็บไซต์โดยทั่วไปมักจะมีหลาย Web Page เช่น หน้าแรก หน้าบทความ หน้าสินค้า หน้าติดต่อเรา ฯลฯ

Rank หมายถึง
การจัดลำดับเว็บไซต์ใน Google หรือ Search Engine อื่นๆ ยิ่งถ้า Rank ของคุณสูงขึ้น เท่ากับว่าเว็บไซต์ของคุณก็กำลังค่อยๆ เขยิบขึ้นมาในหน้าแรก Google ขึ้นอยู่ที่ว่าคุณอยู่ใน Rank ลำดับที่เท่าไร

Organic หมายถึง
การกระทำใดๆ ก็ตามที่ทำอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้ใช้เงินในการซื้อโฆษณาหรือการสแปม

Optimize หมายถึง
การเพิ่มประสิทธิภาพ ด้วยการเข้าไปตรวจสอบ แก้ไข ปรับปรุงและอัปเดตอยู่เสมอ

Backlink หมายถึง
ลิงก์เว็บไซต์ของเราที่ถูกนำไปแปะไว้ตามเว็บไซต์อื่นๆ และมีคนคลิกกลับเข้ามา โดยส่วนมากมักจะถูกใส่เอาไว้ในรูปแบบของลิงก์อ้างอิง และ Anchor Link

Rich Snippet หมายถึง
การแสดงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ในหน้าค้นหาของ Google ซึ่งจะพิเศษกว่าตรงที่จะแสดงข้อมูลอื่นๆ นอกเหนือจาก Title และ Description อาทิ คะแนนรีวิว รูปภาพ ราคาสินค้า ฯลฯ โดยผู้ใช้สามารถใส่ข้อมูลเพื่อให้ Google แสดงผลตามที่เราต้องการได้

SERPs หมายถึง
ผลการแสดงลำดับของ Search Engine หรือเข้าใจง่ายๆ ก็คือหน้าผลลัพธ์การค้นหาบน Google เวลาที่คุณพิมพ์คีย์เวิร์ดลงไป โดยแบ่งเป็น 2 ชนิดได้แก่ Organic SERP Listings (ผลลัพธ์ที่แสดงการจัดอันดับแบบธรรมชาติ) กับ Paid SERP Listing (ผลลัพธ์ที่แสดงการซื้อโฆษณากับ Google หรือ Sponsored Links)

หากคุณเคยมองว่าการทำ SEO เป็นเรื่องที่เข้าถึงยากเป็นเรื่องเฉพาะทางที่คนเก่งๆ เท่านั้นจึงจะสามารถทำได้และถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ล่ะก็ จะเห็นได้ว่า SEO เป็นเรื่องที่สามารถศึกษาให้เข้าใจและทำด้วยตัวเองได้ เพียงแต่อาจจะต้องใช้เวลาและการทำอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น  รับทำ SEO

วิธีเริ่มต้นทำธุรกิจออนไลน์ใน 7 ขั้นตอน ง่ายๆ

วิธีเริ่มต้นทำ ธุรกิจ ออนไลน์ ใน 7 ขั้นตอน
1. ค้นหาทักษะของคุณ
คุณต้องมีความสามารถบางอย่างที่ทำให้ลูกค้ายอมจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการของคุณ เช่นความสามารถในการวาดรูป, ออกแบบเว็บไซต์, เขียนบทความ, หรือมีไอเดียในการจัดส่งสินค้าที่ไม่เหมือนใคร หากคุณไม่รู้ว่าตัวเองถนัดอะไร ลองปฏิบัติดังนี้:
• เขียนทักษะที่คุณถนัดลงบนกระดาษ;
• เขียนทักษะที่คุณทำแล้วรู้สึกมีความสุข คุณควรเริ่มทำธุรกิจ ออนไลน์จากสิ่งที่คุณทำแล้วรู้สึกมีความสุข

2. วิเคราะห์ตลาดและเลือกว่าจะทำธุรกิจใด
หลังจากที่คุณได้รู้ทักษะของตัวเองแล้ว ตอนนี้คุณต้องมาดูว่าทักษะของคุณเป็นที่ต้องการในตลาดหรือไม่และคู่แข่งของคุณคือใคร โดยคุณสามารถตรวจสอบได้โดยการใช้ Google Trends tool
ขั้นตอนถัดไปคือการค้นหาคู่แข่งทางธุรกิจ คุณสามารถใช้เครื่องมือค้นหาโดยพิมพ์คำที่คุณคิดว่าลูกค้าจะใช้ค้นหาธุรกิจของคุณ ดูผลการค้นหาจริง ๆ (ไม่ใช่ผลการค้นหาที่มาจากการลงโฆษนา) หากคุณพบธุรกิจรายใหญ่หรือแบรนด์ที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับแรก คุณควรเลือกทำธุรกิจประเภทอื่น ๆ ที่ไม่ซ้ำใคร เพราะในระยะแรกของการทำธุรกิจคุณคงแข่งขันกับแบรนด์เหล่านั้นไม่ได้
Similarweb และ Serpstat จะช่วยให้คุณรู้จักคู่แข่งทางธุรกิจของคุณได้มากขึ้น โดยคุณสามารถรู้ยอดการเข้าชมเว็บไซต์และวิธีการโปรโมทที่แบรนด์เหล่านั้นใช้ ทำให้คุณวางแผนธุรกิจได้ตรงประเด็นมากยิ่งขึ้น
บริการของ Google Analytics service จะช่วยให้คุณได้ข้อมูลของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เช่น อายุ, เพศ, งานอดิเรก, รายได้, และคุณสมบัติอื่น ๆ

3. วางตำแหน่งทางการตลาดและทำให้สินค้าและบริการของคุณมีความโดดเด่นกว่าคู่แข่ง (USP)
เมื่อคุณได้รายชื่อของคู่แข่งทางธุรกิจมาแล้ว คุณต้องศึกษาว่าธุรกิจเหล่านั้นมีบริการอะไรบ้าง จากนั้นคุณควรให้บริการที่ไม่เหมือนคู่แข่งเพื่อดึงดูดลูกค้า ซึ่งคุณสามารถทำได้เองหรือจ้างนักการตลาดก็ได้ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ :
3.1 เข้าเว็บไซต์หรือร้านของคู่แข่ง
3.2 ทำการสั่งซื้อ (ไม่ต้องซื้อจริง) เพื่อประเมินขั้นตอนการทำงานและราคา
3.3 จดข้อดีและข้อเสียของคู่แข่ง

4. ให้บริการและขายสินค้าที่ทำให้จุดอ่อนของคู่แข่งกลายมาเป็นจุดแข็งของคุณ
จากนั้นคุณควรสื่อสารถึงลูกค้าอย่างชัดเจนว่าข้อดีของคุณคืออะไร คุณมีอะไรที่แตกต่างจากธุรกิจอื่น ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานในการโฆษนาและโปรโมทธุรกิจของคุณที่เรียกว่า USP
เคล็ดลับในการทำ USP:
• สังเกตคู่แข่งอย่างสม่ำเสมอ;
• บริการหรือสินค้าควรมีความชัดเจน;
• หลีกเลี่ยงเงื่อนไขที่ไม่มีความชัดเจน;
• ให้คำมั่นกับสิ่งที่คุณมั่นใจว่าจะทำได้;
• กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของลูกค้า (โดยเฉพาะลูกค้าเพศหญิง);
• อย่าลอกไอเดียของคู่แข่ง

4. วางแผนธุรกิจ
การวางแผนธุรกิจเป็นพื้นฐานในการพัฒนาธุรกิจ เช่น การวางแผนด้านงบประมาณเพื่อประเมินรายรับและรายจ่าย โดยบริการเหล่านี้สามารถช่วยคุณสร้างแผนธุรกิจได้:
1. LivePlan เป็นบริการ ออนไลน์ สำหรับการพัฒนาแผนธุรกิจและการคาดการณ์ธุรกิจ ซึ่งช่วยให้คุณสามารถสร้างแผนธุรกิจได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน
2. Venngage เป็นบริการบนเว็บไซต์ที่ช่วยให้คุณคำนวณงบประมาณ รวมถึงมีแผนธุรกิจสำเร็จรูปสำหรับผู้เริ่มต้นทำธุรกิจ ซึ่งเหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง

5. ออกแบบและสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าของคุณ
ออกแบบบริษัทและผลิตภัณฑ์ของคุณให้เป็นที่น่าจดจำและโดดเด่นกว่าคู่แข่ง แบรนด์ประกอบด้วย USP, โลโก้, สโลแกน, และชื่อแบรนด์ คุณสามารถใช้ Logaster เพื่อออกแบบโลโก้และสโลแกนของคุณได้แบบออนไลน์ เนื่องจากมีตัวเลือกให้เลือกมากมาย รวมทั้งมีโลโก้สำเร็จรูปให้ดาวน์โหลดหลากหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดนามบัตรจนถึงแบนเนอร์

6. เริ่มเปิดตัวธุรกิจ
ตอนนี้คุณสามารถเข้าสู่ตลาดได้แล้ว ตอนแรกจะไม่มีใครรู้จักธุรกิจของคุณ ดังนั้นคุณควรใช้งบประมาณที่คุณได้ใส่ไว้ในแผนธุรกิจมาลงโฆษนา สร้างเครือข่ายสังคมออนไลน์ของบริษัทของคุณ ใช้เครื่องมือโฆษนาเพื่อให้คุณสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและเพื่อให้คุณได้รับออเดอร์แรกอย่างรวดเร็ว หากคุณมีเว็บไซต์ของตัวเอง ให้ใช้การโฆษนาตามกลุ่มเป้าหมาย จากนั้นให้ทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับการค้นหา

7. วิเคราะห์ผลลัพธ์และแก้ไขข้อผิดพลาด
ในกระบวนการนี้คุณต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริการเหล่านี้สามารถช่วยคุณได้:
• Seeneco เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการทำบัญชี, การทำรายงาน, และการวางแผนและการจัดการด้านการเงิน;
• OWOX BI เป็นบริการที่ช่วยประเมินประสิทธิภาพของการโปรโมทธุรกิจ และมีการประเมินตัวชี้วัดความสำเร็จของธุรกิจของคุณโดยอัตโนมัติ

การตลาดออนไลน์

 

วิธีการ “สร้าง” ธุรกิจออนไลน์ คุณก็ทำได้

วิธีการทำ ธุรกิจออนไลน์
1. เว็บไซต์ สิ่งสำคัญของการทำ ธุรกิจออนไลน์
ปัจจุบันโซเชียลกำลังมาแรง จึงทำให้เหล่าพ่อค้าแม่ค้าหรือผู้ที่ต้องการทำธุรกิจออนไลน์ส่วนใหญ่ ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์น้อยลง โดยเฉพาะแบรนด์เล็กๆ แต่หากมองในแง่ความจริงแล้ว เว็บไซต์ก็ยังถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อการทำธุรกิจออนไลน์อยู่ดี โดยเฉพาะกับแบรนด์สินค้าที่ต้องการการเติบโตอย่างยั่งยืน นั่นก็เพราะเว็บไซต์ถือเป็นสินทรัพย์บนโลกออนไลน์ของแบรนด์ เพราะมีเจ้าของจริง โดยไม่ได้ไปเช่าที่ของคนอื่นอยู่ หรืออาจกล่าวได้ว่า เจ้าของเว็บไซต์ สามารถทำอะไรกับเว็บไซต์ก็ได้ตามต้องการ นอกจากนี้หากแบรนด์ไหนสามารถใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์ได้ดี ก็จะกลายเป็นผู้ที่ได้เปรียบบนโลกออนไลน์อีกด้วย

2. เน้นการสร้างคุณค่า และซื้อโฆษณาให้น้อยลง
การซื้อโฆษณาเป็นกลยุทธิ์ ที่เหล่านักธุรกิจออนไลน์ส่วนใหญ่นิยมใช้กัน ซึ่งแม้ว่าโฆษณาเหล่านี้จะสามารถเพิ่มผู้เข้าชมให้สูงขึ้นได้ และยังเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้เป็นจำนวนมากในระยะเวลาสั้น แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถที่จะหยุดจ่ายเงินค่าโฆษณาเหล่านั้นได้ เมื่อมีการแข่งขันทางด้านโฆษณาสูงขึ้น ราคาค่าโฆษณาก็จะแพงขึ้น ดังนั้นคงจะดีกว่าหากพยายามซื้อโฆษณาให้น้อยลง และเน้นการสร้างคุณค่าให้กับเว็บไซต์ให้มากขึ้นแทน (การทำ SEO) ซึ่งจะทำให้ได้กลุ่มลูกค้าที่เข้าชมเว็บไซต์เนื่องจากความสนใจในเว็บไซต์จริงๆ และยังลดค่าใช้จ่ายในการซื้อโฆษณาลงอีกด้วย

3. อย่าลืมเก็บข้อมูลลูกค้า
การเก็บข้อมูลของลูกค้า มีความสำคัญต่อการทำธุรกิจออนไลน์เป็นอย่างมาก เพราะในอนาคตคาดว่าจะกลายเป็นยุคที่มีการทำ Big Data ซึ่งมี Artificial Intelligence (AI) เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งหากแบรนด์ไหนมีข้อมูลของลูกค้ามาก ก็จะสามารถประมวลผลได้ดีกว่า และยังได้เปรียบคู่แข่ง นอกจากนี้ก็สามารถที่จะเสนอการขายได้อย่างถูกที่ ถูกเวลามากกว่าเช่นกัน โดยการเก็บข้อมูลของลูกค้า ก็สามารถทำได้ 2 แบบ คือ
-การเก็บข้อมูลจากที่ลูกค้าให้มา เช่น อายุ เพศ ชื่อ งบประมาณ เป็นต้น
-การเก็บข้อมูลที่ได้จากพฤติกรรมของลูกค้า เช่น ความถี่จากการที่ลูกค้าเปิดอีเมลล์ การเข้าใช้งานของลูกค้า เป็นต้น

4. อย่าละทิ้งโลก Offline
การทำธุรกิจออนไลน์ไม่ควรละทิ้งโลก Offline ดังนั้นจึงควรเชื่อมต่อระหว่างโลกออนไลน์ และออฟไลน์เข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน กล่าวคือ เป็นการขายและให้บริการผ่านทางออนไลน์ก็จริง แต่ก็ควรเปิดช่องทางให้สามารถติดต่อกันในรูปแบบ offline ได้ด้วยค่ะ

การตลาดออนไลน์

เพิ่มเกร็ดความรู้ เล็กๆน้อยๆ สำหรับการใช้งานกลุ่มแอพของ Facebook

เพิ่มเกร็ดความรู้ กับการใช้งานกลุ่มแอพของ Facebook

เพจ Facebook
สร้างเพจ Facebook ซึ่งธุรกิจของคุณสามารถใช้เชื่อมต่อกับชุมชนและคอยแจ้งข่าวสารอัพเดต

โปรไฟล์ธุรกิจบน Instagram
Instagram ให้คุณได้แชร์รูปภาพและวิดีโอกับกลุ่มเป้าหมายที่สนใจในธุรกิจของคุณ แพลตฟอร์มนี้จึงเหมาะสำหรับใช้แสดงรูปภาพสินค้าหรือสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ผ่านทางรูปภาพ

โปรไฟล์ธุรกิจบน WhatsApp
สร้างโปรไฟล์ธุรกิจบน WhatsApp เพื่อติดต่อพูดคุยกับลูกค้า รวมทั้งช่วยให้ลูกค้าหาเว็บไซต์หรือร้านค้าของคุณเจอ

การสนทนาใน Messenger
ให้แบรนด์เป็นที่พูดถึงในบทสนทนาและสร้างความสัมพันธ์ที่มีคุณค่ากับลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าเป้าหมาย

การตลาดออนไลน์

4 กลยุทธ์พื้นฐานการตลาดออนไลน์

ธุรกิจที่มี กลยุทธ์ การตลาดออนไลน์ Digital Marketing ที่พร้อมมากกว่า ย่อมมีโอกาสสร้างผลลัพธ์จากการทำการตลาดออนไลน์ที่ดีกว่าให้กับธุรกิจได้ ลองมาดูว่า กลยุทธ์ อะไรที่อาจมีส่วนช่วยเพิ่มผลลัพธ์ที่ดีจากการทำการตลาดออนไลน์ให้กับธุรกิจได้บ้าง

1. การใช้เว็บไซต์เป็นพื้นฐานในการทำการตลาดออนไลน์ (Web-Based Digital Marketing)
ฟังดูแล้วเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับประเทศไทยต้องบอกว่าธุรกิจที่ทำการตลาดออนไลน์ Digital Marketing หรือขายของออนไลน์อยู่ส่วนใหญ่ไม่มีเว็บไซต์ของธุรกิจ หรือเว็บไซต์ของธุรกิจยังไม่สมบูรณ์เพียงพอ เพื่อรับมือการแข่งขันด้านการตลาดออนไลน์ในปี 2020 นี้ การทำเว็บไซต์ของธุรกิจจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง หรือหากธุรกิจใดที่มีเว็บไซต์อยู่แล้ว ควรทำเว็บไซต์ธุรกิจให้มีประสิทธิภาพดียิ่งชึ้น เพิ่มเนื้อหา (Content) ที่เป็นประโยชน์และดึงดูดผู้ชมมากขึ้น หรืออาจลองพิจารณาเพิ่มเว็บไซต์ธุรกิจก็ได้

2. การทำ Digital Marketing แบบบูรณาการ (Integrated Digital Marketing)
การมีเครื่องมือการตลาดออนไลน์ Digital Marketing เยอะย่อมเป็นข้อได้เปรียบของธุรกิจ แต่หากธุรกิจใดสามารถบริหารจัดการเครื่องมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ถือเป็นข้อได้เปรียบมากยิ่งขึ้น ในประเทศไทย ผู้ทำธุรกิจหรือนักการตลาดออนไลน์จะเน้นการทำตลาดบนด้วยเครื่องมือหลัก ๆ เช่น Facebook, Google Ads ในปี 2020 Facebook, Google Ads ยังคงจำเป็นอยู่ แต่การใข้เครื่องมืออื่น ๆ อย่าง SEO, Instagram, Twitter, YouTube, Linkedin, Pinterest, Line, Messenger ฯลฯ เพิ่มขึ้น ร่วมกับการใช้ Content ให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละเครื่องมือมากขึ้น อาจช่วยเพิ่มผลลัพธ์ที่ดีจากการทำการตลาดออนไลน์ Digital Marketing ได้ดียิ่งขึ้น

3. การทำ Remarketing ตามพฤติกรรม (Behavioral Remarketing)
หลายท่านที่ทำการตลาดออนไลน์ Digital Marketing คงเคยรู้จักกับการทำ Remarketing มาแล้ว และหลายท่านอาจจะเคยทำโฆษณาและการตลาดออนไลน์แบบ Remarketing อยู่ แต่ในปีนี้ เพื่อให้การทำ Remarketing ได้ผลลัพธ์ที่ดีมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่มีเว็บไซต์ การทำโฆษณา Remarketing Ad. ตามพฤติกรรม (Behavioral Remarketing) ที่มีความหลากหลายมากขึ้นนอกเหนือจากการดูหน้าเว็บเพียงอย่างเดียว เช่น การดูวีดีโอ การเลื่อนดูหน้าจอ การดูภาพหรือข้อความ การจับเวลาที่ผู้ชมอยู่บนเว็บไซต์ การคลิกปุ่มเพิ่มเพื่อน Add Line คลิกปุ่ม Facebook Inbox การเพิ่มตระกร้าสินค้า ฯลฯ

4. การวิเคราะห์ข้อมูลและผลลัพธ์ (Data and Conversion Analytics)
การวิเคราะห์ข้อมูลและผลลัพธ์จากการทำการตลาดออนไลน์ Digital Marketing เป็นพื้นฐานสำคัญอย่างมาก แต่ธุรกิจในประเทศไทยจำนวนมากยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ หลายธุรกิจยังคงทำการตลาดและโฆษณาออนไลน์โดยไม่มีการติดตามผล ยิ่งไปกว่านั้นบางธุรกิจยังไม่รู้เลยว่าจะติดตามผลจากการทำการตลาดออนไลน์ Digital Marketing อย่างไร ส่งผลให้การทำการตลาดและโฆษณาออนไลน์อาจจะไม่ตรงจุดและได้ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ในปี 2020 การนำข้อมูลมาใช้ และการวิเคราะห์ผลลัพธ์ที่แม่นยำจะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้การทำการตลาดออนไลน์ Digital Marketing ของแต่ละธุรกิจมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และอาจมีส่วนช่วยลดงบประมาณในการทำโฆษณาได้ด้วย

การตลาดออนไลน์

ประโยชน์ของการทำ SEO ที่คุณควรรู้

ประโยชน์ ของการทำ SEO (Search Engine Optimization) นั้นมีประโยชน์ หลายอย่างดังนี้
1. ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำการตลาด
การทำ SEO นั้น เมื่อเราไปเทียบกับการลงโฆษณาประเภทอื่นๆเช่น การซื้อโฆษณาผ่าน Banner ประเภทต่างๆ , หรือการโฆษณาโดยการจ่ายแบบ Pay Per Click (PPC) แล้วแทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลยก็ว่าได้

2. ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้สินค้าและบริการของเว็บไซต์เรา
ถ้าเว็บไซต์ของเราอยู่ในอันดับเหนือคู่แข่ง โดยส่วนมากแล้วความรู้สึกผู้บริโภค จะมีความรู้สึกว่าสินค้า หรือบริการนั้นๆได้รับความนิยมสูงกว่าคู่แข่งขันที่มีอันดับตํ่ากว่า ทั้งนี้หากมีคนเข้าชมเว็บเซต์เราเป็นจำนวนมาก ย่อมหมายถึง เว็บไซต์ของเราเป็นที่รู้จักมากขึ้นซึ่งส่งผลต่อความรู้จักของลูกค้าและยอดขายที่เพิ่มขึ้นนั้นเอง

3. ช่วยสร้างมาตรฐานความเป็นระเบียบของ Code และเนื้อหาของเว็บไซต์ของเรา
ประโยชน์ ในการปรับปรุงเว็บไซต์นั่นคือสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งนั้นคือ Code ซึ่งหากเราทำ SEO แล้ว ตัว Robots ของ Search Engine จะมาเก็บเนื้อหาของเว็บไซต์ พร้อมทั้งตรวจสอบความผิดปกติของ Code ต่างๆ ดังนั้นการทำ SEO จึงมีความจำเป็นต้องทำการตรวจสอบ Code เป็นอย่างดี และต้องสร้างเนื้อหาให้มีคุณภาพ เพื่อให้เว็บไซต์ของเรามีความเป็นมาตรฐาน เป็นระเบียบ และมีผลการจัดอันดับที่ดีขึ้นอีกด้วย

4. เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และช่องทางในการสร้างลูกค้าใหม่
เนื่องจากลูกค้าที่มาจาก Search Engine นั้นเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความสนใจ และมีความต้องการในเรื่องของสินค้าและบริการ นั้นๆอยู่แล้ว จึงมาค้นหาใน Search Engine ซึ่งนำมาสู่การเป็นลูกค้ารายใหม่

5. การทำ SEO ช่วยให้ได้ลูกค้าตรงตามกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ
เนื่องจากการทำ SEO ต้องกำหนดเป้าหมายของการทำตามกลุ่มของ Keyword หรือคำค้นหา ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายไปในตัวนั่นเอง

6. ช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันกับคู่แข่งในประเภทธุรกิจเดียวกัน
การทำ SEO เป็นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันบน Search Engine ชั้นนำ หากทำอันดับได้ดีกว่าคู่แข่งอื่นๆ ย่อมหมายถึงการได้เปรียบในด้านของการแข่งขันกับคู่แข่งนั่นเอง

7. ช่วยขยายตลาด และขยายฐานลูกค้าไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก
การสร้างเว็บไซต์ และการทำ SEO เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถให้ธุรกิจสามารถขยายตัวไปยังต่างประเทศได้ หากมีการวางแผนในการทำเว็บไซต์ เพื่อให้รองรับการใช้งานในภาษาต่างๆ และรองรับการค้นหาตามคำค้นหาในภาษาของฐานลูกค้าในประเทศนั้นๆ

8. ช่วยสร้าง Brand Visibility
การทำ SEO สำหรับการทำอันดับบน Search Engine นั้น สามารถทำการวางแผนในการสร้าง Brand ควบคู่กันไปได้ เพื่อสร้างการจดจำกับ Brand สินค้าและบริการได้

9. ช่วยทำให้เกิด Repeat Business
ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาจาก Search Engine โดยส่วนมากค่อนข้างจะใช้บริการเว็บไซต์ของคุณในระยะเวลาที่ยาวนานกว่า หากสามารถทำให้ลูกค้าจดจำได้ สามารถทำให้เกิดการซื้อซํ้า หรือการใช้บริการอีกครั้งได้ในภายหลัง

10. เป็นโปรโมชั่นที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา
หากการทำ SEO สามารถปรากฏอยู่บน Search Engine นั้นสร้างความได้เปรียบได้เทียบเท่ากับการจ้างบริษัททำโฆษณา ให้ทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในธุรกิจของคุณตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งสามารถพูดได้ว่าเป็นบริษัทโฆษณาที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้

ทำการตลาด