รีวิวหนัง คน-โลก-จิต Distortion โลกมันจิต หรือใจมันบิดเบี้ยว

รีวิวหนัง คน-โลก-จิต Distortion โลกมันจิต หรือใจมันบิดเบี้ยว

The Call: La Voz Detrás Del Teléfono Te Puede Engañar | Cine, Streaming & Espectáculo | Esto También Es...

รีวิวภาพยนตร์เกาหลี พล็อตฮิตในปี 2020 นี้เถียงไม่ได้เลยว่าพล็อตข้ามเวลาหรือพล็อตโลกคู่ขนานนั้น มาแรงมากแบบฉุดไม่อยู่ ในฝั่งของซีรีส์มีพล็อตแนวนี้ออกมานับไม่ถ้วนทั้งเรื่อง Alice , The King: Eternal Monarch , Train , 365: Repeat The Year หรือ Kairos ที่กำลังออนแอร์อยู่ในขณะนี้ ในฝั่งของภาพยนตร์ก็ไม่ยอมน้อยหน้าส่ง The call ภาพยนตร์แนวทริลเลอร์ ระทึกขวัญที่ผสมผสานความเป็นแฟนตาซีข้ามเวลาเข้ามาทวีความลุ้นระทึกจนคนดูต้องลุ้นตามกันจนเหนื่อย โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้น้องผักหรือ พัคชินฮเย นางเอกแนวหน้าของวงการ มาประชันฝีมือกับนักแสดงสาวดาวรุ่งแห่งวงการภาพยนตร์ จอนจงซอ ที่แจ้งเกิดจากภาพยนตร์เรื่อง Burning เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา พร้อมด้วยนักแสดงสมทบมากความสามารถอย่าง คิมซองรยอง และ อีเอล ที่ต่างก็ปล่อยของใส่กันสุด ๆ ในภาพยนตร์เรื่องนี้

นอกจากนักแสดงนำและตัวเนื้อหาที่น่าสนใจแล้ว สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจและน่าจับตามองมากขึ้นไปอีก ก็คงจะเป็นฝีมือการกำกับของผู้กำกับหนุ่มหน้าใหม่ อีชุงฮยอน ที่หลายๆคนต่างก็รอดูกันว่าผู้กำกับหนุ่มคนนี้จะถ่ายทอดหนังเรื่องนี้ออกมาในรูปแบบไหนเพราะภาพยนตร์ The call เป็นผลงานภาพยนตร์ยาวเรื่องแรกของเขา

The call เป็นเรื่องราวของซอยอน (รับบทโดย พัคชินฮเย) หญิงสาวที่อาศัยอยู่ในยุคปัจจุบัน ที่วันนึงเธอได้รับสายปริศนาจากโทรศัพท์บ้านในบ้านใหม่ที่เธอเพิ่งจะย้ายเข้ามาอยู่ได้ไม่นานหลังจากที่บ้านเก่าของเธอไฟไหม้จนต้องสูญเสียพ่ออันเป็นที่รักไป เธอจึงได้แต่โทษว่าเป็นความผิดของแม่ (รับบทโดย คิมซองรยอน) มาตลอดชีวิต สายปริศนาที่เธอได้รับถูกโทรมาจากอดีตในปี 1999 จากหญิงสาวที่ชื่อว่าโอยองซุก (รับบทโดย จอนจงซอ) ที่อาศัยอยู่กับแม่เลี้ยงที่เป็นหมอผีร่างทรง (รับบทโดย อีเอล) ที่มักจะทารุณกรรมเธออยู่เสมอ โดยอ้างว่าจะขับไล่วิญญาณชั่วร้ายที่สิ่งอยู่ในตัวยองซุกให้ออกไป โดยวันหนึ่งยองซุกได้ยื่นข้อเสนอว่าเธอสามารถช่วยไม่ให้พ่อของซอยอนตายได้ และเธอก็สามารถทำได้จริง ๆ ทำให้ปัจจุบันที่ซอยอนอยู่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงยิ่งแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น จนวันนึงซอยอนได้ช่วยชีวิตยองซุกจากเงื้อมมือแม่เลี้ยง ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของฆาตกรต่อเนื่อง ปีศาจที่จะมาเปลี่ยนชีวิตของซอยอนไปตลอดกาล

เรื่องย่อ ซอยอน (พักชินฮเย) หญิงสาวผู้พบว่าโทรศัพท์ในบ้านของเธอสามารถโทรไปยังบ้านหลังนี้ในอดีตเมื่อ 20 ปีก่อนได้ และทำให้เธอได้คุยกับลูกสาวเจ้าของบ้านคนก่อนหน้าอย่าง ยองซุก (จอนจงซอ) การพบพานของ 2 สาวทำให้เกิดการช่วยเหลือกันแก้ไขอดีต แต่สุดท้ายแล้วซอยอนก็จะได้พบว่ายองซุกอาจไม่ใช้หญิงสาวอ่อนแอน่าสงสารอย่างที่เธอเข้าใจ

เดิมหนังเรื่องนี้มีกำหนดฉายในเกาหลีในช่วงปีนี้หลังจากถ่ายทำเสร็จสิ้นไปตั้งแต่เมื่อปีก่อน ทว่าด้วยสถานการณ์โควิด-19 ในเกาหลีที่ค่อนข้างรุนแรง ทำให้ในที่สุดชาวเน็ตฟลิกซ์ทั่วโลกจึงโชคดีที่จะได้รับชมพร้อมกันแบบเวิลด์พรีเมียร์แทนไปเลย ทั้งนี้ที่ว่าเป็นความโชคดีโดยส่วนตัวแล้วนั่นก็เพราะว่า ตัวหนังมีข้อเด่นสำคัญถึง 3 ประการที่ทำให้ส่วนตัวผู้รีวิวนั้นอยากดูมากกกก

1 หนังเป็นการมารับแสดงหนังเรื่องที่ 2 ของดาราสาวหน้าใหม่อย่าง จอนจงซอ ที่ถ้าใครจำได้ เธอคือหญิงสาวอาร์ตตัวแม่ที่เป็นตัวแปรของทุกอย่างในหนังโชว์เมืองคานส์ของผู้กำกับชั้นครูอย่าง อีชางดง ในหนังดัดแปลงจากเรื่องสั้นของ ฮารูกิ มูราคามิ อย่าง Burning (2018) คือใครได้ดูเรื่องนั้นมาคงต้องติดตรึงใจกับการแสดงครั้งแรกของเธอ ที่สมจริงมีอินเนอร์และเสน่ห์อย่างประหลาด

และอาจเพราะดราม่าที่เธอทำท่าทีรังเกียจและหนีนักข่าวในปีเดียวกัน ทำให้ข่าวคราวของเธอแทบหายไปจากวงการเลย ทั้งที่เธอเป็นดาราหน้าใหม่ที่น่าจับตามองมากที่สุดในวงการหนังคุณภาพเกาหลีในตอนนั้นทีเดียว การกลับมาในหนัง The Call จึงเป็นความสาแก่ใจส่วนหนึ่ง ยิ่งบทบาทของเธอเป็นสาวที่จิตผิดปกติ มีทั้งด้านอ่อนแอราวกับแก้วที่พร้อมแตกสลาย และด้านที่ขมุกขมัวราวกับควันไฟสีดำที่แผดเผาได้ทุกสิ่งอย่างยากเดาทิศทาง มันจึงเป็นบทบาทที่เปิดพื้นที่ปล่อยของให้เธอโชว์นาฏกรรมการแสดงได้มันสุดติ่ง และต้องบอกว่าใบหน้าหลอน ๆ ของเธอจะสะกดเราไปได้อีกนานเลย

2 บทร้ายที่น่ายำเกรงย่อมมาพร้อมกับตัวเอกที่น่าเอาใจช่วย ทว่าหนังแนวธริลเลอร์เขย่าขวัญหลาย ๆ เรื่องมักตายน้ำตื้นโดยการสร้างตัวละครนำที่ไม่น่าสนใจ ส่วนใหญ่ก็มักมาพร้อมความสติแตก อ่อนแอ ทำตัวโง่ ๆ จนเราไม่อยากเอาสายตาตัวเองลงไปแทนตัวละครในสถานการณ์นั้น ๆ เลย ทว่าสำหรับการแสดงของ พักชินฮเย ที่เราคุ้นหน้าจากซีรีส์ดังอย่าง Stairway to Heaven หรือ Memories of the Alhambra จนมาถึงหนังเน็ตฟลิกซ์เรื่องล่าสุดอย่าง #Alive ก็ตามที ต้องยอมรับว่าบทก็ส่วนหนึ่ง แต่การถ่ายทอดของเธอก็เสริมให้มิติเชิงลึกของบทนางเอกนั้นน่าติดตามมากขึ้น ดูหนังออนไลน์

เพราะ ซอยอน เป็นตัวละครที่มีทั้งแข็งและอ่อนในตัว เธอเข้มแข็ง ตอบโต้สถานการณ์ต่าง ๆ อย่างมีสติในแบบมนุษย์ปุถุชนทั่วไปที่เชื่อได้ เธอไม่ใช่เหยื่อที่อาละวาดโวยวายและปล่อยบทบังเอิญเข้าช่วยเหลือให้จบแฮปปี้เอนดิ้ง ในขณะเดียวกันพักชินฮเยก็มอบด้านอ่อนแอให้เธอได้อย่างน่าสนใจ ด้วยภาษากายที่สะท้อนความบอบบางของตัวละครที่มักโอบกอดตัวเอง เดินอย่างไร้ความมั่นใจ และดวงตาที่สั่นไหวราวกับร้องไห้อยู่ภายในด้วยแผลในอดีตที่เราไม่เคยรับรู้ แต่กระนั้นก็มีดวงตาที่ทรงพลังพอให้เห็นว่าเธอพร้อมสู้เอาชีวิตเข้าแลกได้ยามเมื่อจวนตัว และเมื่อนุ่มนอกแข็งในเช่นนี้ จึงไม่แปลกเลยที่เธอจะเป็นตัวละครที่เราเอาใจช่วย และยืนเคียงข้างได้ตลอดเรื่องแบบยินดีมอบกายถวายใจ เรียกว่าสมน้ำสมเนื้อกันมากทั้งตัวเอก-ตัวร้าย

3 แม้จะเป็นหนังยาวเรื่องแรกของผู้กำกับ อีชุงฮยอน แต่มันก็มีคุณภาพในแบบที่น่าจับตามมอง ด้วยเรื่องราวที่ดัดแปลงมาจากหนังประเทศอังกฤษเรื่อง The Caller (2011) ของ แมธธิว พาร์กฮิลล์ และบทของ เซอร์จิโอ แคสซี ที่มีจุดเด่นของพล็อตเรื่องของเวลา และการแก้ไขไทม์ไลน์ ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์แบบไซไฟ มาผสมกับหนังแนวธริลเลอร์จิตวิทยา เมื่อฆาตกรในอดีตมีชีวิตของตัวเอกในห้วงเวลานั้นเป็นตัวประกัน และบังคับควบคุมให้ตัวเอกในปัจจุบันทำตามมัน แน่นอนแค่นี้ก็โคตรมันแล้วเพราะ ตัวเอกในปัจจุบันแทบไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเลย เพราะไปจับต้องอดีตไม่ได้ แล้วจะสู้กับฆาตกรอย่างไร นั่นล่ะไฮไลต์เลย

รีวิวหนังไทย พี่มาก..พระโขนง (Pee Mak) กับนักแสดงมากฝีมือ ตลกมาก

รีวิวหนังไทย พี่มาก..พระโขนง (Pee Mak) กับนักแสดงมากฝีมือ ตลกมาก

เรื่องย่อ พี่มากพระโขนง

รีวิวหนังไทย เมื่อได้ยินประโยคนี้ ผมเชื่อว่าหลายคน โดยเฉพาะคอหนังผีไทย น่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะคงจะมีหนังอยู่ไม่กี่เรื่องหรอกครับ ที่แค่เพียงพูดประโยคเดียว ก็รู้ได้เลยว่ากำลังหมายถึงเรื่องอะไร และคิดว่าทุกคนคงจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหนังเรื่องนี้ คือ “แม่นาคพระโขนง”

ที่จริงตำนานแม่นาคพระโขนง ถือว่าเป็นหนึ่งในหนังผีไทยที่ถูกถ่ายทอดออกมาหลายต่อหลายครั้ง ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นละครโทรทัศน์ ละครเวที ละครวิทยุ หนังสือนิยาย การ์ตูน และภาพยนตร์ เพราะความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักอมตะของหนุ่มสาวที่มาพร้อมกับความสยองขวัญ จึงทำให้หนังเรื่องนี้จะถูกผลิตซ้ำกี่ที คนดูก็เสพได้ไม่มีเบื่อครับ

ส่วนตัวผมเคยดูแม่นาคมาแล้ว 3-4 ครั้งจากทั้งละครและภาพยนตร์ บอกตามตรงว่า สิ่งที่สัมผัสและตราตรึงของเรื่องราวในแม่นาคพระโขนงทุกเวอร์ชันก็คือ ความสยองขวัญและความน่ากลัว แม้จะเป็นเรื่องราวของความรัก
แต่เป็นความรักที่มาพร้อมกับความยึดติดไม่ปล่อยวาง และลงท้ายมักจะจบลงด้วยความเศร้า แต่สำหรับแม่นาคพระโขนงเวอร์ชันล่าสุดแบบภาพยนตร์ที่ใช้ชื่อว่า “พี่มากพระโขนง” บอกได้เลยว่า เป็นการตีความแม่นาคแบบพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ จะแตกต่างอย่างไร ไปติดตามอ่านได้จากรีวิวด้านล่างเลยครับ

พี่มากพระโขนง เป็นหนังที่หยิบยกเอาเรื่องราวความรักของแม่นาคพระโขนงมาเล่าในมุมใหม่อย่างที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน เพราะเรื่องราวต่าง ๆ ในตำนานแม่นาคพระโขนงที่ผ่านตาเรามานั้น ส่วนใหญ่จะเน้นที่ตัวแม่นาค แต่สำหรับเวอร์ชันนี้ เป็นการเล่าเรื่องโดยตีความต่างจากที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง เพราะบทหนังได้ใช้พี่มาก เป็นตัวหลักของการเล่าเรื่อง จึงเป็นที่มาของชื่อหนังในเวอร์ชั่นนี้ครับ

พี่มากพระโขนง เป็นหนังของค่าย GDH (หรือในชื่อเดิม GTH) นำแสดงโดย มาริโอ้ เมาเร่อ, ดาวิกา โฮร์เน่, กันตพัฒน์ สีดา, ณัฏฐพงษ์ ชาติพงษ์, อัฒรุต คงราศรี และพงศธร จงวิลาส สำหรับบรรยากาศและกลิ่นอายของหนังเรื่องนี้บอกเลยว่า เป็นหนังผีที่ดูโรแมนติกสุด ๆ เท่าที่เคยดูมา แถมยังมีความฮาแบบอัดแน่นเกือบทุกตอน (นี่กำลังรีวิวหนังผี อยู่จริง ๆ ใช่ไหม)

เพราะการที่นำตัวจตุรเทพแห่งความตลกทั้ง 4 คน เจ้าประจำของหนังค่าย GDH มารับบทเป็นเพื่อนพี่มาก โดยเฉพาะ ฟรอย ณัฏฐพงษ์ (รับบทเป็น เต๋อ)

และ เผือก พงศธร (รับบทเป็น เผือก) ที่ออกมาทีไร จะต้องมีขำแทบทุกฉาก ทุกตอน ซึ่งแม้ความตลกจะเหมือนเป็นธีมหลักของหนังเรื่องนี้

โดยเข้ามาอยู่ในเนื้อหาของหนังกว่า 70-80% แต่ก็ไม่ได้ทำให้หนังขาดบรรยากาศของตำนานแม่นาคพระโขนงแต่อย่างไร เพราะด้วยทั้งสถานที่ถ่ายทำ ฉากต่าง ๆ ในเรื่อง ยังให้อารมณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นตำนานได้อย่างชัดเจน

(แม้จะมีลูกเล่นในการนำเสนอฉากให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น เช่น ฉากงานวัด) ในส่วนฉากฮาที่ผมชอบสุด ๆ ก็จะเป็นตอนที่ เต๋อกำลังพยายามจะบอกว่า แม่นาคเป็นผี แต่พูดอย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง เพราะโดนผึ้งต่อยมาเต็มหน้า หรืออีกฉากที่หลายคนน่าจะจำได้ดี คือ ฉากที่ทั้ง 6 คนเล่นใบ้คำด้วยกัน

ในส่วนการนำเสนอเรื่องราวความรักในเวอร์ชันนี้ ทำได้ดีเกินคาดเลยครับ ทั้งการแสดงของมาริโอ้ และใหม่ ดาวิกา ที่รับส่งอารมณ์กันได้อย่างลงตัว

ส่วนบทก็ถือว่าทำการบ้านมาดีมาก เก็บรายละเอียดได้เป็นอย่างดี อย่างเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการใช้คำ แทนคำเรียกที่เปลี่ยนจาก “ข้า” กับ “เอ็ง” มาเป็นคำสมัยใหม่อย่าง “เค้า” กับ “ตัวเอง” ทำให้หนังเรื่องนี้น่ารักขึ้นเป็นกองเลยครับ

อีกทั้งฉากโรแมนติกของหนัง ถึงแม้จะมีเนื้อหาในเรื่อง ประมาณ 20-30% แต่ฉากเหล่านั้นก็สร้างความประทับใจได้อย่างเต็มเปี่ยม

เช่น ฉากที่ทั้งคู่อยู่บนชิงช้าสวรรค์ กับคำพูดของแม่นาคที่ว่า “เค้าขอโทษนะ ที่ตัวเองตายก่อนเค้าไม่ได้แล้ว” หรือไม่ก็ฉากสุดประทับใจในวัดที่เป็นจุดเฉลยเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งหมด (เรียกน้ำตาได้เล็ก ๆ) กับคำพูดพี่มากที่ติดหูว่า “ถ้าไม่มีตัวเองเค้าอยู่ไม่ได้หรอก

ตัวเองก็รู้ว่าเค้ากลัวผี แต่เค้ากลัวไม่ได้อยู่กับตัวเองมากกว่า” และประโยคธรรมดาอันเป็นสัญลักษณ์ของหนังเรืองนี้ ที่แม่นาคพูดบอกรักพี่มากอย่าง “รักพี่มาก มาก ๆ” ก็ถูกนำมาเล่นตบท้ายได้สุดแสนโรแมนติกปนขำ ด้วยการบอกรักกลับของพี่มากว่า “รักนาค นาค ๆ เหมือนกันนะ”

อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นก็คือเพลงหลักที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้เพลงเก่า อย่าง “อยากหยุดเวลา” ขับร้องโดย ปาล์มมี่ (อีฟ ปานเจริญ) ที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างซาบซึ้ง และสื่ออารมณ์ได้ถึงเรื่องราวความรักของพี่มากกับนางนาคได้เป็นอย่างดี เปิดขึ้นมาในหนังทีไร ยิ่งช่วยทำให้อารมณ์ของหนังถูกเติมเต็มมากยิ่งขึ้น

หนังผีพันล้าน “พี่มาก พระโขนง” ผงาดชิง 13 รางวัลสุพรรณหงส์

รีวิวหนังไทย จุดสำคัญของเรื่องพี่มากพระโขนง คือ ตอนจบทุกเวอร์ชันที่ผ่านมา เรามักจะได้สัมผัสกับความหดหู่ และความเศร้าของการพลัดพรากในความรักของทั้งคู่ แต่สำหรับเวอร์ชันนี้ต้องบอกเลยครับว่ากล้ามาก ทั้งกล้าที่จะหักมุม

และกล้าที่จะเปลี่ยนเรื่องราวของทุกเวอร์ชันที่ผ่านมา ให้คนกับผีสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ คล้ายกับเป็นการโยนข้อคิดให้เราว่า ท้ายที่สุดแล้ว คำว่า “ความรัก” นอกจากจะไม่จำกัดอยู่แค่เพียงรูปลักษณ์ สถานะ เชื้อชาติ เพศสภาพ แล้ว
ความรักระหว่างคนที่มีชีวิตกับคนที่ไร้ลมหายใจเองก็ถือเป็นความรักเช่นกัน สำหรับพี่มากพระโขนงเรื่องนี้ จึงไม่แปลกใจที่สามารถทำรายได้ทั่วประเทศไปถึง 1 พันล้านบาท ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการการันตีถึงคุณภาพของโปรดักชันและการถ่ายทำเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังผีที่คนไทยทุกคนตกหลุมรักจริง ๆ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับรีวิวหนังผีอีกเรื่องที่เรานำมาให้อ่านกัน ถ้าใครเบื่อหนังสยองขวัญ อยากอ่านบทความเกี่ยวกับหนังแบบอื่น คงต้องอดใจรออีกสักนิดนะครับ เพราะเดือนนี้เราตั้งใจนำเฉพาะเรื่องหลอน ๆ มาฝากทุกคน เพื่อให้เข้ากับเดือนแห่งวันฮัลโลวีน แต่ถ้าใครเป็นคอหนังแนวนี้ อยากอ่านรีวิวอื่น ๆ อีก ก็ตามไปเลือกหาได้ที่หมวดหนังผีไทยของเราเลยครับ

นาค มาก เต๋อ เผือก เอ ชินใครที่ยังไม่รู้จักตำนานพี่มากแห่งพระโขนงก็มาฟังเรื่องย่อก่อน ส่วยใครที่รู้แล้วก็ข้ามส่วนนี้ไปได้ หรือถ้าลืมไปแล้วก็มารื้อฟื้นกัน พี่มากเนี่ยนะเป็นคนอินเตอร์หน่อยมีความฝรั่งในเรื่องนะ ตำนานเค้าไม่ได้เป็นแบบนี้555

พี่มากต้องไปสู้รบ เพราะปกป้องประเทศชาติ กับเพื่อน. ๆ 4 คนก็คือ เต๋อ เผือก เอ ชิน ในสมัยก่อนผู้ชายต้องออกรบปกป้องบ้านเมือง พ่อมากก็ต้องออกรบไปทั้ง ๆ ที่แม่นาคตั้งท้องอยู่ แต่ความเป็นชายชาติทหารก็จำต้องทำ พอพ่อมากรบจบก็กลับมาหาแม่นาค

แต่ไม่รู้เสียแล้วว่าแม่นาคได้ตายไปในขณะคลอดเจ้าแดง ทุกคนรู้แฟนคลับรู้ แม่นาคเมียไอ้มากได้ตายไปแล้ว แม่นาคไม่ยอมเป็นทาสไปเป็นวิญญาณเฉย ๆ หรอกค่ะ ฉันรอพี่มากที่ท่าน้ำทุกวัน ตามเสต็บผีไทย แต่เพราะ ใหม่ ดาวิกา

แสดงก็เลยเป็นผีที่น่ารักเฉย หนังไทยที่เป็นพล็อตเรื่องผีต้องกลายมาเป็นหนังตลกเพราะแก๊งพ่อมาก แถมจบด้วยเรื่องซาบซึ้งใจของแม่นาค และพ่อมากอีก  ดูหนัง ไทย

สิ่งที่ประทับใจ
1. ภาพสวยมาก ถึงเนื้อเรื่องจะเป็นฟิลกลางคืนอยู่ตลอดเวลาเพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับผีก็เลยต้องมืด ๆ ไว้ก่อน แต่ได้ภาพที่สวยเห็นทุกอย่างชัดเจน องค์ประกอบต่าง ๆ ดี

2. เป็นหนังตลกแหละแต่พล็อตเรื่องผีเป็นตัวนำ ก็ได้แก๊งพ่อมากมาอยู่ในเรื่องทุกฉากฮาหมด ดูคลายเครียดจากงานชิว ๆ

3. ความรักของแม่นาคก็ยังคงเป็นตำนานอยู่ ไม่ว่าจะเวลาไหนก็ตาม แม่นาครอพี่มากที่ท่าน้ำทุกวัน ไม่ยอมไปไหน ความเสียใจที่ตายไปพร้อมกับลูกด้วยความเหงาเปลี่ยวที่ผัวไปรบ มันช่างโดดเดี่ยวจริง ๆ นะแม่นาค

4. ความรักของพ่อมาก ถึงแม้จะรู้ว่าเมียตัวเองตายแล้ว แต่ก็ยังคงรับไม่ได้ อยากอยู่ด้วยกันถึงแม้มันจะเป็นไปไม่ได้ก็ตาม

5. ฉากสุดท้ายเป็นฉากสุดซึ้ง เป็นหนังไทยที่ดีเรื่องหนึ่งเลย

6. พี่มากในเรื่องก็คือน่ารักไม่ไหว อ้อนเมียเก่งที่ 1 แต่ตอนจบคือซึ้งมากจริง ๆ

รีวิวหนังไทย ดอกฟ้าหมาแจ๊ส – มั่วซั่วจนชวนมึน ตลกรับประกัน

รีวิวหนังไทย ดอกฟ้าหมาแจ๊ส – มั่วซั่วจนชวนมึน ตลกรับประกัน

หนังเรื่อง ดอกฟ้า_หมาแจ๊ส ที่กำกับโดยพี่ต้อม ยุทธเลิศ คิดว่าจะไปดูกันมั้ยคะ?? - Pantip

รีวิวหนังไทย เมื่อฝีมือไม่ตอบโจทย์ความดัง หมา (ผดุง ทรงแสง) เลยตัดสินใจทำศัลยกรรมกับ ขจร (กฤษณ์ บุญญะรัง)กะเทยเพื่อนรักสมัยเด็กแต่เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นดังคาด

ขจรจึงจัดฉากให้หมากลายเป็นซูเปอร์สตาร์ในโลกโซเชียลเพื่อหวังให้ได้ใจชายที่เขาหลงรักแต่ในใจของหมามีแค่เฟื่องฟ้า(สุธีวัน ทวีสิน)สาวที่หมาหลงรักมานาน โชคร้ายที่เธอต้องตายจากอุบัติเหตุรถชนทำให้หมาได้แค่เดินทางไปงานศพของเธอที่บ้านเกิด แต่พอถึงท่าเรือลุงโมก

(ไพฑูรย์ พุ่มรัตน์) กลับบอกว่าเขาเป็นเพียงคนเดียวที่จะย้อนอดีตเพื่อแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดและช่วยชีวิตเฟื่องฟ้าได้แต่ห้ามทำมิติเวลายุ่งเหยิงด้วยการพูดคุยกับใคร แล้วสุดท้ายเขาจะทำสำเร็จหรือไม่

บทหนังที่คาดไม่ถึง

ยอมรับเลยว่าตอนเห็นเรื่องย่อและตัวอย่างภาพยนตร์ของดอกฟ้าหมาแจ๊สทำให้ผมคาดหวังกับการกลับมาของ ยุทธเลิศครั้งนี้มากมายทีเดียว ซึ่งส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างประทับใจและอยากเห็นยุทธเลิศลองกลับมาทำหนังอย่าง มือปืน/โลก/พระ/จันทร์ อีก ดังนั้นรูปลักษณ์ของ

ดอกฟ้าหมาแจ๊ส เลยถูกผลิตจากแนวคิดที่ใกล้เคียงกันทั้งการเล่าถึงความผิดพลาดในอดีต การนำตลกมารับบทดราม่า เสื้อผ้าและองค์ประกอบศิลป์แบบหลุดโลก

กระทั่งการเดินทางด้วยเรือเพื่อกลับไปแก้ไขเรื่องราวที่ผิดพลาดโดยเปรียบสายน้ำเหมือนวัฏสงสารคล้ายคลึงกัน รวมไปถึงเพลงดังยุค 90 ของอาร์เอสโปรโมชั่นทั้ง ตะลึง ของ อนันต์ อันวา, เกรงใจ ของ แรพเตอร์ หรือ ไม่อาจเปลี่ยนใจ ของ เจมส์ เรืองศักดิ์

แต่ผลลัพธ์กลับได้หนังที่พยายามพูดเรื่องซับซ้อนแต่อธิบายไม่เป็นแถมยังสับสนในตัวเองว่าจะเป็นหนังตลกที่จิกกัดการเมือง สังคมโซเชียล หรือจะเป็นหนังไซไฟย้อนเวลา มิหนำซ้ำตัวหนังยังถูกบอกเล่าอย่างอืดอาด-กว่าจะเข้าประเด็นนี่หายใจทิ้งไปเป็นถังและยิ่งผิดหวังเมื่อท้ายที่สุด

เมื่อแต่ละฉากแทบหาความสำคัญของมันไม่เจอ เลยพลอยทำให้ความตลกของมันลดน้อยจนกลายเป็นความน่ารำคาญแทน มิหนำซ้ำเพลงดังที่หนังเอามาใช้ก็ไม่ได้มีผลหรือสอดคล้องกับเรื่องราวแต่อย่างใด

ไม่รู้ความผิดใครที่หนังได้แค่นี้

เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับตัวหนังก่อนอื่นต้องบอกว่าดอกฟ้าหมาแจ๊สฉบับที่ฉายโรงนี้ถูกตัดต่อในความยาว 86 นาที จากข้อมูลที่ได้รับมาคือหนังต้นฉบับมีความยาวร่วม 2 ชั่วโมง

เลยพอทำให้เห็นถึงแนวคิดหลายอย่างที่หนังพยายามพูดถึงแต่เหมือนถูกตัดให้ข้ามๆไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเกี่ยวกับเผด็จการทหารที่ท้ายที่สุดก็เหลือแค่ชุดกับอุปกรณ์ตกแต่งฉากที่ไม่ได้สื่อให้เห็นถึงการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองแต่อย่างใด

มิหนำซ้ำพอหนังพยายามยัดเยียดการวิพากษ์วงการบันเทิงเข้ามาด้วยเลยทำให้ตัวหนังดูมั่วซั่วจนจับประเด็นหลักไม่ถูกแต่กระนั้นเมื่อเราต้องตัดสินจากผลงานสุดท้ายที่ออกมาก็ต้องยอมรับว่านอกจากเนื้อความที่ถูกตัดออกไปแล้ว แผลใหญ่ที่สุดของหนังก็หนีไม่พ้นการพยายาม

จับหลายประเด็นโดยเฉพาะการวิพากษ์การทำศัลยกรรมที่ดูจบแล้วก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าหมาทำศัลยกรรมผิดพลาดแล้วถูกขจรหลอกว่าตนเป็นคนดังด้วยการซื้อไลค์และฟอลโล่วให้แล้วหมาได้รับบทเรียนตรงไหน เพราะยังไม่ทันไรหลังขจรถูกหมาหักอกเขาก็ต้องเดินทางไปที่เกาะเพื่อร่วมงานศพ จนประเด็นวิพากษ์การทำศัลยกรรมและความดังในโลกโซเชียลที่หนังพยายามปูพื้นตั้งแต่เปิดเรื่องถูกทิ้งไปดื้อๆ

ไม่เพียงเท่านั้นแนวคิดเรื่องกรรมที่ยุทธเลิศเน้นย้ำในผลงานเขาซ้ำๆซากๆเรื่องนี้ก็ยิ่งเลอะเทอะเพราะพอหนังมาแนวเหนือจริงด้วยเรื่องการย้อนเวลาแต่ไม่มีฉากใดที่อธิบายความสัมพันธ์ตัวละครมากพอก็ยิ่งทำให้คนดูถูกทิ้งไว้กับความงงงวยว่าตัวละครทำกรรมอะไรไว้เคยมีความขัดแย้งอะไรกันมาเพราะอยู่ดีๆเราก็เห็น

ขจร แปลงเพศให้หน้าเหมือนเฟื่องฟ้าเพื่อมาฆ่าเฟื่องฟ้าอีกทีทั้งที่เป็นเพื่อนรักกันมานานหรืออยู่ดีๆขจรก็แย่งเฟื่องฟ้าไปจากหมาแบบไม่มีสาเหตุจนหนังออกมางงงวยเกินเยียวยาจริงๆ

ก่อนจะต่อว่าหนังมากกว่านี้เรื่องเดียวที่พอชมได้คือสายตาแบบเด็กเรียนศิลปะที่ยุทธเลิศดูจะช่ำชองในการถ่ายทอดวางเฟรมภาพได้อย่างสวยงาม โดยเฉพาะฉากที่ถ่ายให้เห็นสถาปัตยกรรมต่างๆ แต่นอกจากนั้น (เอาแล้วไง)

สิ่งที่คนดูจะได้พบคือภาพของหนังบางช็อตที่ต่อเนื่องกันโดยเฉพาะซีนในร้านกาแฟก่อนฟ้าถูกรถชนกับซีนภายนอกที่แสงออกมาไม่เท่ากันจนชวนสงสัยว่าหนังละเอียดกับขั้นตอนการแก้สีมากเพียงใดแต่นั่นก็ยังไม่เลวร้ายเท่างานเสียงที่เข้าขั้นหายนะ

เพราะนอกจากฉากร้องเพลงที่เสียงไม่ตรงกับปากแบบเห็นได้ชัดแล้วเสียงพูดหลายช่วงยังมีปัญหาเหมือนไปอัดเสียงกันในตุ่มน้ำฟังแล้วอู้อี้จนน่ารำคาญมาก

ซึ่งการทำหนังโดยไม่มีความประณีตละเอียดลออไม่เพียงส่งผลร้ายต่อตัวหนังเองเท่านั้นเพราะคนดูหนังไทยเองก็หมดศรัทธาจากปัญหาด้านเทคนิคแบบนี้ทั้งที่สามารถแก้ไขในขั้นตอนโพสต์โปรดักชั่นให้ออกมาสมบูรณ์ก่อนฉายได้

ความรู้สึกหลังออกจากโรง : ดอกฟ้า_หมาแจ๊ส (2017) ชอบกว่าที่คาดไว้มากๆ - Pantip

รีวิวหนังไทย สรุปแล้วถือว่าน่าผิดหวังเป็นอย่างยิ่งสำหรับการกลับมาของ ยุทธเลิศ กับหนังพลอตแปลกแหวกแนวของเขาด้วยเนื้อเรื่องที่ชวนงงงวย มุกตลกฝืดเฝือและปัญหาเทคนิคอันน่ารำคาญดังที่กล่าวมา

ปิดกล้องไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับผลงานใหม่ของผู้กำกับสายติสต์ ต้อม-ยุทธเลิศ สิปปภาค “ดอกฟ้า หมาแจ๊ส” ที่ยังคงมาแนวโรแมนติก โดยจับเอาตลกขวัญใจวัยรุ่น “แจ๊ส ชวนชื่น” มาประกบลูกทุ่งขาแดนซ์ตัวแม่ “ใบเตย อาร์สยาม” พร้อมกับทีมนักแสดงตลกมาแรง โจ๊ก โซคูล, โรเบิร์ต สายควัน และ บี้ เดอะสกา ล่าสุด ค่ายพระนครฟิล์ม ปล่อยโปสเตอร์สองเวอร์ชั่นแรกออกมาให้ยลโฉมกันแล้ว พร้อมกับเรื่องย่อ โดยหนังมีคิวฉาย 30 พฤศจิกายน และจะปล่อยตัวอย่างแรกเร็วๆ นี้

ยุคโซเชียลเรืองรอง มันคือยุคทองของการเซลฟี่ มันคือยุคที่ธุรกิจเสริมความงามนั้นรุ่งเรืองถึงขีดสุด “หมา” เด็กหนุ่มจากเกาะสีชังผู้เข้ามาสู่เมืองกรุงเพื่อค้นหาตัวตน และเป้าหมายที่แท้จริงนั่นก็คือการได้เป็นนักเขียนผู้มีชื่อเสียง แต่สุดท้ายเขาก็ต้องยอมรับความเป็นจริงที่ว่าถ้าหน้าตาไม่ดี

เขาทำดีได้แค่เป็นเด็กเสิร์ฟในผับแห่งหนึ่ง แต่หมาไม่เคยท้อแท้ สักวันเขาจะต้องไปถึงเป้าหมายใหม่นั่นก็คือการเป็นดีเจชื่อดังในสักวัน แล้วคืนหนึ่ง หมาก็ได้เจอกับ “ขจร”

เพื่อนเล่นสมัยเรียนอยู่ที่เกาะ จากลูกเจ้าของค่ายมวยบนเกาะ ขจรกลายเป็นเจ้าของคลินิกศัลยกรรมเสริมความงามผู้ร่ำรวย และ “ขจร” ก็ได้ยื่นโอกาสทองให้หมานั่นก็คือการทำศัลยกรรมเปลี่ยนหน้าโดยไม่คิดเงินหมาแม้แต่บาทเดียว

หมายอมรับว่าในยุคนี้ ต่อให้เขาฝีมือดียังไง ก็ไม่มีวันสู้คนหน้าตาดีได้ หมาจึงตัดสินใจทำศัลยกรรมเปลี่ยนหน้ากับเพื่อนรัก แต่เมื่อหมาฟื้นขึ้นมาจากห้องผ่าตัดกลับพบว่า ใบหน้าของเขานั้นไม่ได้เหมือนกับใบหน้าของไอดอลที่เขาอยากจะเป็นอยากจะเหมือน เขาคิดว่ามันอัปลักษณ์แต่ “ขจร” กลับบอกนี่คือใบหน้าที่อินเทรนด์ที่สุดของเกาหลี ซึ่งทันทีที่เขาโพสรูปลงอินสตาแกรม ยอดไลค์ยอดฟอลโลวก็เพิ่มขึ้นหลักแสนในชั่วข้ามคืน

มันทำให้หมาพอฝืนทนอยู่กับใบหน้าอันผิดรูปนั้นได้ แต่ถ้าเขาสามารถย้อนเวลาได้เขาไม่มีวันจะทำศัลยกรรมแบบนี้เด็ดขาด แล้วหมาก็ได้เจอกับ “ลุงโมก” ลุงเจ้าของเรือประมงแห่งเกาะสีชังในวันที่เขาจะกลับไปร่วมพิธีศพของ “เฟื่องฟ้า” อดีตรักวัยเรียนคนเดียวของเขาที่มาเสียชีวิตจากการถูกรถชน “ลุงโมก” บอกกับหมาว่า เฟื่องฟ้ายังไม่ถึงที่ตาย ชีวิตเธอยังไม่ถึงฆาต แต่มันเกิดความผิดพลาดบางอย่างกับห้วงเวลา และหมาเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่จะย้อนเวลากลับไปแก้ไขความผิดพลาดนั้นได้

การเดินทางย้อนเวลามีจริงหรือไม่ หมา จะเดินทางย้อนเวลาได้อย่างไร เขาจะช่วยชีวิต “เฟื่องฟ้า” ได้หรือไม่ แล้วหมาจะได้ใบหน้าเก่าของเขากลับมาไหม ทุกคำถามของวันนี้ มีคำตอบรออยู่ในอนาคตที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ที่จะถึงซึ่งคำตอบทั้งหมดมีอยู่ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

เรียกว่ามีผลงานออกมาให้แฟนหนังได้ชมทุกปี สำหรับผู้กำกับมากฝีมือ ต้อม ยุทธเลิศ สิปปภาค เช่นเดียวกันกับปีนี้ที่ได้ส่ง ดอกฟ้า_หมาแจ๊ส ที่มีสโลแกนว่าย้อนอดีต กรีดหัวใจ โดยได้พระเอกตลกร้อยล้าน แจ๊ส ชวนชื่น มาแสดงนำ พร้อมด้วย ใบ เตย อาร์สยาม, บี้ เดอะสกา, โจ๊ก โซคูล และรวมดาวตลกไว้อีกมามาย ซึ่งเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ดอกฟ้า_หมาแจ๊ส ว่าด้วยเรื่องราวของ หมา เด็กหนุ่มจากเกาะสีชังผู้เข้ามาสู่เมืองกรุงเพื่อค้นหาตัวตนและเป้าหมายที่แท้จริงนั่นก็คือการได้เป็นนักเขียนผู้มีชื่อเสียง แต่สุดท้ายเขาก็ต้องยอมรับความเป็นจริงที่ว่าถ้าหน้าตาไม่ดี เขาทำดีได้แค่เป็นเด็กเสิร์ฟในผับแห่งหนึ่ง แล้วคืนหนึ่ง หมาก็ได้เจอกับ ขจร เพื่อนเล่นสมัยเรียนอยู่ที่เกาะ จากลูกเจ้าของค่ายมวยบนเกาะ ขจรกลายเป็นเจ้าของคลินิกศัลยกรรมเสริมความงามผู้ร่ำรวย และได้ยื่นโอกาสทองให้หมานั่นก็คือการทำศัลยกรรมเปลี่ยนหน้าโดยไม่คิดเงินหมาแม้แต่บาทเดียว

เมื่อหมาฟื้นขึ้นมาจากห้องผ่าตัดกลับพบว่าใบหน้าของเขานั้นไม่ได้เหมือนกับใบหน้าของไอดอลที่เขาอยากจะเป็นอยากจะเหมือน เขาคิดว่ามันอัปลักษณ์ แต่ขจรกลับบอกนี่คือใบหน้าที่อินเทรนด์ที่สุดของเกาหลี ซึ่งทันทีที่เขาโพสต์รูปลงอินสตาแกรม ยอดไลก์ยอดฟอลโลวก็เพิ่มขึ้นหลักแสนในชั่วข้ามคืน มันทำให้หมาพอฝืนทนอยู่กับใบหน้าอันผิดรูปนั้นได้ แต่ถ้าเขาสามารถย้อนเวลาได้เขาไม่มีวันจะทำศัลยกรรมแบบนี้เด็ดขาด

แล้วหมาก็ได้เจอกับ ลุงโมก ลุงเจ้าของเรือประมงแห่งเกาะสีชังในวันที่เขาจะกลับไปร่วมพิธีศพของ เฟื่องฟ้า อดีตรักวัยเรียนคนเดียวของเขาที่มาเสียชีวิตจากการถูกรถชน ลุงโมก บอกกับหมาว่า เฟื่องฟ้ายังไม่ถึงที่ตาย ชีวิตเธอยังไม่ถึงฆาต แต่มันเกิดความผิดพลาดบางอย่างกับห้วงเวลา และหมาเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่จะย้อนเวลากลับไปแก้ไขความผิดพลาดนั้นได้

เมื่อได้ชมภาพยนตร์จนจบแล้วจะเห็นว่า สิ่งที่ตัวหนังต้องการจะสื่อก็ยังเป็นเรื่องราวของประเด็นทางสังคมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ที่เด่นชัดคือเรื่องการศัลยกรรม สถานะทางสังคม และเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวัง จนเกิดเป็นเหตุการณ์ต่างๆ ในเรื่อง ซึ่งจะเห็นว่างานของ ต้อม ยุทธเลิศ มักจะแฝงประเด็นเหล่านี้ไว้ในหนังเสมอ ไม่ว่าจะเป็นหนังผี หนังตลก หนังแอ็คชั่น และกลายเป็นเอกลักษณ์ที่หนังทุกเรื่องของเขาต้องมี

แม้ว่าหลายคนจะผิดหวังกับผลงานที่ผ่านมาของผู้กำกับคนนี้ แต่เชื่อว่าบางคนก็ยังคงเป็นแฟนคลับอย่างเหนียวแน่น ติดตามผลงานมาตลอด อย่างในเรื่อง ดอกฟ้า_หมาแจ๊ส ซึ่งเป็นเรื่องราวการย้อนอดีตเพื่อกลับไปแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น พล็อตเรื่องก็ยังไม่ได้มีความแตกต่างไปจากหนังรักเรื่องอื่นๆ ในส่วนของการดำเนินเรื่องค่อนข้างกระชับ เพียงแต่ยังมีจุดที่ทำให้สับสนอยู่บ้าง เพราะเป็นการย้อนอดีตสลับไปมา จนทำให้งุนงงพอสมควร

ทางด้านการแสดงสำหรับ ใบเตย อาร์สยาม ที่ถือว่าเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกก็ทำออกมาได้ดีพอสมควร ได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ที่หลายคนอาจจะไม่เคยเห็น แต่ด้วยอารมณ์ของหนังที่ไม่ได้ออกแนวหวือหวาก็ช่วยส่งให้นักแสดงโชว์ฝีไม้ลายมือออกมาได้ค่อนข้างประทับใจ ใส่วนของพระเอกอย่าง แจ๊ส ก็ดูจะเข้าขากับเน็ตไอดอลอย่าง บี้ เดอะสกา ได้เป็นอย่างดี จังหวะต่างๆ ก็ไม่ได้ดูน่าเกลียดจนเกินไป และสิ่งที่ดีงามของเองนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือเพลงประกอบภาพยนตร์ที่เชื่อว่าคงทำให้หลายคนอดคิดถึงบรรยากาศในยุคก่อนๆ ไม่ได้

ในส่วนของความดราม่าเรียกว่าไปไม่สุด ความตลกร้ายที่คาดหวังไว้ว่ามันน่าจะดีกว่านี้ทำออกมาได้ไม่ค่อยถึงใจ แต่ต้องชื่นชมในส่วนของโปรดักชั่น ทำออกมาได้ไม่เสียชื่อ ต้อม ยุทธเลิศ จริงๆ ถือเป็นการยกระดับคุณภาพของหนังไทยไปอีกขั้น เรื่องขององค์ประกอบภาพก็สวยงาม หากใครที่เรียนเกี่ยวด้านภาพยนตร์ก็ควรไปดูไว้เพื่อเป็นกรณีศึกษา ซึ่งน่าจะทำให้เรียนรู้องค์ประกอบหลายๆ อย่างได้เป็นอย่างดี ดูหนัง ไทย

ครั้งแรกที่จะได้เห็นแจ๊สแสดงหนังอารมณ์อื่นบ้าง งานนี้ไม่ได้มาแค่เฮฮาอย่างเดียว

โปรดัคชั่นโดยรวมสำหรับเรื่องนี้น่าชมอยู่ไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะการเลือกและตกแต่งฉากต่างๆที่มีเอกลักษณ์ตามสถานที่เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นผับบาร์ที่เต็มไปด้วยแสงสี สถานที่ออดิชั่นที่เป็นตึกร้างและโคมไฟทรงปืนเอเค ยันอาณาจักรเศรษฐีสุดล้ำหลุดโลกของ ขจร ตัวเอกคนหนึ่งของเรื่องที่เป็นเจ้าของคลินิกศัลยกรรมอยู่ ซึ่งส่วนนี้คงจะโดดเด่นที่สุดแล้วในเรื่อง เพราะด้านอื่นๆก็ไม่ได้มีอะไรน่าจดจำเท่าไหร่นัก

สรุปโดยภาพรวมแล้ว ดอกฟ้า หมาแจ๊ส จึงเป็นภาพยนตร์ตลกดราม่าที่ทำออกมาได้กลางๆ เป็นภาพยนตร์ที่เน้นเรื่องพล็อตเรื่อง วิธีการเล่า มีความฉงนและดราม่า มากกว่าจะเน้นความเฮฮา การแสดงของ แจ๊ส ชวนชื่น ดูดีขึ้น แต่ไม่มากมายเพราะบทไม่ได้เอื้ออำนวยขนาดนั้น ขณะที่บทภาพยนตร์ในแต่ละฉากนั้นค่อนข้างกวน มีนัยยะและลื่นไหล แต่พอมารวมๆกันแล้วกลับรู้สึกมึนแปลกๆ ด้านโปรดัคชั่นนั้นทำออกมาได้ดีมาก โดยเฉพาะการเซ็ตฉากต่างๆและอุปกรณ์ประกอบฉากให้ดูมีความเฉพาะที่ มีสไตล์ ใครหวังว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นหนังตลาด เฮฮาบ้าบอตลอดทั้งเรื่อง บอกเลยว่าไม่ใช่ แต่ถ้าใครต้องการอะไรแปลกใหม่ ชื่นชมหนังพี่ต้อมที่ชวนหัวแบบ หมาแก่ อันตราย ก็เชิญในโรงภาพยนตร์ได้เลย!

รีวิวภาพยนตร์ รักแห่งสยาม หนังที่ตีแผ่ความรักทุกรูปแบบได้อย่างดีเยี่ยม

รีวิวภาพยนตร์ รักแห่งสยาม หนังที่ตีแผ่ความรักทุกรูปแบบได้อย่างดีเยี่ยม

รักแห่งสยาม

ผมว่าหนังเล่าได้ดีมากผ่านรูปภาพรูปนี้ เพราะมันทำให้เราเห็นพัฒนาการของตัวละครได้ดีมาก ๆ

ในช่วงต้นเรื่อง ฉากที่ผมเล่าไปที่กรถามถึงแตง นั่นสะท้อนให้เห็นว่าสุนีย์และกรกำลังเดินสวนทางกัน ซึ่งนี่คือสิ่งที่ทำให้ครอบครัวที่เคยสมบูรณ์เปลี่ยนแปลงไป
ฉากที่สอง คือฉากที่กรคุยกับแตง(จูน) ผมมองว่าช่วงเวลาที่จูนเข้ามาในครอบครัว ทำให้เส้นทางที่เคยเดินสวนทางกันของพ่อแม่ มันกลับมาใกล้กันมากขึ้น คือตัวละครจูนกำลังทำให้ทุกคนยอมรับความจริงและอยู่กับความจริงมากขึ้น
และฉากสุดท้ายคือฉากที่สุนีย์เล่นเกมตามหาสมบัติที่จูนวางไว้ จนไปพบข้อความสุดท้ายที่ทิ้งท้ายพร้อมกับรูปถ่ายรูปเดิม เมื่อกรเดินมาเห็นแล้วถามว่า “แตงไปกับเพื่อนแล้วใช่มั้ย?”
สุนีย์ที่เคยหนีความจริงมาตลอด ตอนนี้ก็ยอมรับแล้วว่าในรูปแตงยังอยู่กับเรา เพราะแตงเป็นคนถ่ายรูปนั้นเอง

อีกตัวละครสำคัญที่ทำให้สุนีย์ต้องยอมรับความเป็นจริงโดยดุษฎี คือ มิว การสูญเสีย “ลูกสาว” คงเป็นเรื่องยากที่คนเป็นแม่จะยอมรับได้ เขาจึงพยายามทำทุกวิถีทางที่จะไม่ยอมสูญเสีย “ลูกชาย” คนสุดท้ายไปเป็นอันขาด ฉากสุนีย์ไปคุยกับมิวที่บ้านเพื่อให้มิวยุติความสัมพันธ์กับโต้ง นั่นคือความในใจทั้งหมดของตัวละครตัวนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวนี้ ไม่ใช่เพราะขาดความรัก แต่เป็นเพราะพวกเขามีความรักให้กันอย่างมากล้น แต่ไม่เคยที่จะเข้าใจในความรักมุมมองของคนอื่นบ้าง สุนีย์เป็นแม่ที่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อเป็นเสาหลักของครอบครัว จากหลายฉากแสดงให้เห็นว่าเขายอมทำทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวกลับมาสมบูรณ์ แม้กระทั่งการยอมให้จูนเข้ามาในครอบครัว ทั้งที่มันเป็นสิ่งที่สุนีย์ปฏิเสธมาโดยตลอดหลังการสูญเสียแตงไป ถึงแม้ว่าหนังจะพยายามเล่าให้สุนีย์ดูจะสงสัยกับชีวิตของจูนกับแตง แต่หลายฉากมันก็อธิบายในตัวเองไปแล้วว่าสุนีย์ไม่คิดว่าจูนคือแตง ทั้งการพูดกับจูนว่า เธอไม่ใช่คนในครอบครัวของฉันจะไปรู้อะไร หรือฉันควรจะรู้ว่าเธอเป็นใคร ไม่ใช่เอาใครที่ไหนไม่รู้เข้ามาในบ้าน ทั้งหมดทั้งมวลนี้มันชัดเจนอยู่ในตัวแล้วว่าสุนีย์ยอมรับตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาสูญเสียแตงไปแล้ว

บทสรุปของเรื่องทำให้เราเห็นถึงการกลับมาเชื่อมต่อกันของคนในครอบครัวอีกครั้ง ฉากโต้งถามแม่เรื่องเลือกตุ๊กตาตัวไหนดี ฉากสุนีย์ดูรูปถ่ายครอบครัวกับกรแล้วร้องไห้ และสิ่งสำคัญคือ เราทุกคนล้วนต้องยอมรับความจริงและอยู่กับมันให้ได้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นความจริงที่เจ็บปวด แต่สุดท้ายความจริงก็คือความจริง สุดท้ายความรักของครอบครัว คือความรักที่ยิ่งใหญ่และมีพลังมาก ในหลายครั้งเราอาจจะไม่เข้าใจในความหวังดีของคนในครอบครัวจนนำมาซึ่งความขัดแย้งกันได้ ดังนั้นรักกันอย่างเดียวอาจจะไม่พอ ในเมื่อเราไม่สามารถเข้าใจจิตใจของทุกคนได้ผ่านการมองตา การสื่อสารและการเชื่อมต่อซึ่งกันและกันจึงสำคัญไม่แพ้กับความรักที่เรามีให้กันเลยครับ

มาถึงตอนสุดท้ายอยากขอบคุณทีมงานและทีมนักแสดงเรื่องนี้ทุกคนที่ได้สร้างผลงานหนังไทยดี ๆ ออกมาให้เราชม อยากให้หนังไทยมีผลงานดี ๆ แบบนี้อีกครับ เชื่อว่าคนไทยของเรามีศักยภาพมากพอที่จะสร้างผลงานดีๆออกมาให้คนไทยได้ชมนะครับ ดูหนัง ไทย

ตอนแรกเราเฉยๆกับเรื่องนี้ อิมเมจของเรื่องนี้ที่เราคิดไว้คือหนังรักชายหญิงปกติธรรมดาที่พยายามยัดเยียดประเด็นรักร่วมเพศเข้ามาเพื่อเรียกแขกให้ดู เพราะปกติเวลาเราเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็จะมีแต่คนพูดถึงฉากเกย์บ้างแหละ พูดถึงว่ารู้สึกหักมุมบ้างแหละ จนเหมือนตอนนั้นเราไม่ได้เห็นด้านอื่นๆของหนังเรื่องนี้เลยนอกจากประเด็นรักร่วมเพศซึ่งพอมาดูแล้วผิดกับที่คิดทั้งหมด

ถ้าให้เราบอกคือหนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังรัก มันคือหนังของการค้นหาตัวตนของเด็กที่กำลังเติบโตในสภาพครอบครัวที่พังทลาย เราไม่รู้มาก่อนว่าประเด็นในเรื่องมันจะหนักขนาดนี้ กลายเป็นว่าโดยรวมหลายๆสิ่งในเรื่องเราไม่แปลกใจว่าทำไมมันถึงดังและมีคนชอบมากในช่วงนั้น เราว่าน่าจะเป็นเพราะประเด็นพวกนี้แหละที่ทำให้มันกลายเป็นหนังที่ดูมีอะไรขึ้นมา และพอเราดูจบเราก็พบว่าฉากเกย์ไม่ได้ใส่มาแบบยัดเยียด แต่ใส่มาเพื่อให้เห็นและเข้าใจในพัฒนาการของตัวละครมากกว่า

เรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว 4 คน พ่อแม่พี่สาวน้องชาย อยู่กันอย่างสงบสุขเป็นปกติ แต่กลายเป็นว่าอยู่ดีๆวันหนึ่ง พี่สาวที่ไปเที่ยวกับเพื่อนก็หายไปและไม่มีวี่แววว่าจะกลับมาอีกเลย เธอไปเดินป่าจึงไม่รู้ว่าตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน อาจจะตายไปแล้วก็ได้ และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ครอบครัวที่มีความสุขอยู่ดีๆเกิดการเปลี่ยนแปลง

เราชอบการแสดงของมาริโอ้ เมาเร่อเรื่องนี้มากนะ คือเราอยู่ในยุคที่ติดภาพเขาจากบทแบบอื่นไปแล้วแต่พอมาเรื่องนี้เรากลับรู้สึกว่าเขาไม่ใช่แบบในเรื่องอื่น เรารู้สึกว่าเขาเป็นเด็กหนุ่มที่รู้สึกมีปมทางครอบครัวจริงๆ มันเป็นตัวละครที่ดูอึดอัดแปลกๆและมาริโอ้เดินเรื่องได้ดีเลย แต่ที่ดีกว่าคงเป็นตัวแม่อย่างนก สินใจ และพ่ออย่างกบ ทรงสิทธิ์ที่การเข้าฉากร่วมกันเป็นอะไรที่อลังมากกก มันให้ความขนลุกแบบแปลกๆจากการแสดงของพวกเขา ยิ่งบทที่เขียนมาแล้วต้องใช้อารมณ์เป็นหลักซึ่งพวกเขาทำออกมาได้ดีมากยิ่งทำให้เรื่องนี้ดีขึ้นไปอีก

เรื่องนี้มีอะไรดีๆมากกว่าฉากเกย์ที่ทุกคนพูดถึงกันนะ ทั้งประเด็นสังคมเรื่องเพศด้วย เรื่องครอบครัวที่หลักกว่า เราชอบมาก เรื่องนี้พูดถึงปัญหาในครอบครัวออกมาได้ดีมาก ถ่ายทอดปัญหาระหว่างตัวละคร ความสัมพันธ์ต่างๆ ยิ่งการเปลี่ยนไปจนน่ากลัวภายในครอบครัวที่สร้างบรรยากาศออกมาได้ดี เอาเป็นว่าเราไม่อยากให้ทุกคนพลาดหนังเรื่องนี้ไปเพราะคิดว่าเป็นหนังรักวัยรุ่นธรรมดา ที่จริงมันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะ

รีวิวหนัง วอน (เธอ) – เรื่องเล่าเวียนวนคนคลั่งรัก หนังดีปี 2020

รีวิวหนัง วอน (เธอ) – เรื่องเล่าเวียนวนคนคลั่งรัก หนังดีปี 2020

ร่วมติดตาม 1 เรื่องราวความรักที่ถูกบอกเล่าผ่าน 4 มุมมองของกลุ่มเพื่อนสนิททั้ง 4 คนใน วอน (เธอ) 24 ธันวาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ – THE STANDARD

รีวิวหนัง  แม้หนังไทยทุกปีที่ออกฉายจะมีหนังรักเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญเสมอแต่ก็น้อยเรื่องที่จะเลือกเล่า 1 เหตุการณ์ในมุมมองของตัวละครแต่ละตัวที่แตกต่างกันโดยหนังไทยที่เคยทำประเด็นนี้ได้โดดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้น fake โกหกทั้งเพ (2546) ที่เคยถูกพูดถึงในแง่การออกแบบงานภาพได้อย่างโดดเด่นและปีนี้ วอน(เธอ) ก็มาในคอนเซปต์ที่ใกล้เคียงกันอย่างน่าตกใจ
หนังเลือกใช้ เนเน่ (ฟ้า ษริกา)สาวสวยเสน่ห์แรงเป็นศูนย์กลางของเรื่องที่มีหนุ่ม ๆ ต่างหมายปองในตัวเธอ ทั้งเดียว (มีน พีรวิชญ์) หนุ่มขี้อายที่หลงรักเนเน่ตั้งแต่แรกเห็น บิว (พีค ภีมพล) เพื่อนรักของเดียวที่เป็นตัวแปรสำคัญในความสัมพันธ์ครั้งนี้และโอม (เซ้นต์ ศุภพงษ์) หนุ่มหล่อเพลย์บอยที่มาทีหลังแต่กลับสานสัมพันธ์กับเนเน่อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อความรักของเนเน่มีให้ได้แค่คนเดียวสุดท้ายเธอจะเลือกใครและความสัมพันธ์ครั้งนี้จะมีบทสรุปเช่นใด

วอน (เธอ) เป็น ผลงานกำกับเรื่องแรกของ ชิง สุโกสินทร์ อัครพัฒน์ ที่เคยอยู่เบื้องหลังบทหนังในซีรีส์ตีสามของไฟว์สตาร์มาก่อน และต้องบอกว่าการเลือกเล่าหนังในมุมมองตัวละครแต่ละตัวต่อ 1 เหตุการณ์​ที่ให้ผลลัพธ์ต่างกันก็นับว่าทะเยอทะยานไม่น้อยแถมยังออกแบบงานศิลป์ทั้งการจัดแสงและงานอาร์ตแบบแยกสีตัวละครก็ถือเป็นเหมือนทายาทห่าง ๆ ของ Fake โกหกทั้งเพ ไม่น้อยเลย.

แต่กระนั้นสิ่งที่บล็อกไม่ให้มันไปสู่เป้าหมายอย่างงดงามก็คือบทภาพยนตร์นี่แหละครับคือพอดูหนังที่ความยาวร่วม 2 ชั่วโมง 4 ตัวละครที่วนเวียนแต่เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ โดยที่ตัวละครไม่ได้มีพัฒนาการอะไรเลยสักตัวมันเลยเหมือนเรากำลังพายเรือวนในอ่างไม่ไปไหน

แม้หวังว่าสุดท้ายเราจะเข้าใจตัวละครแต่ละตัวมากขึ้นบ้างแต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้รู้จักตัวละครมากขึ้นเลยเมื่อหนังจบจนน่าเสียดายคอนเซปต์ในการถ่ายทอดเรื่องราวที่ถูกคิดมาอย่างดีแถมในบางจังหวะพอหนังเปลี่ยนมุมมองการเล่าเรื่องเราจะเห็นช่องโหว่ในการลำดับเหตุการณ์ที่ดูสับสนจนงงว่าเหตุการณ์ไหนมาก่อนเหตุการณ์ไหนกันแน่จนขาดความสมเหตุสมผลไปหน่อย

อีกจุดหนึ่งที่อาจพอให้อภัยได้แต่มันก็เป็นแผลเป็นที่เหวอะหวะจริง ๆ ก็คือการแสดงนี่แหละครับบางทีผู้กำกับอาจดีไซน์ตัวละครแบบอยากให้คนดูรักตัวละครมากไปหน่อยจนมันดูฝืน ๆ อย่างบทเดียวที่ไม่ได้ให้มีน พีรวิชญ์ทำอะไรไปมากกว่าการเป็นหนุ่มขี้อายน่ารัก ๆ ที่ช้ำรักหรือโอมที่พีค ภีมพลนอกจากโชว์หน้าหล่อ ๆ และร้องไห้ปลอม ๆ แล้วหนังก็แทบจะไม่ได้ท้าทายความสามารถอะไรของเขาออกมาสักเท่าไหร่

ส่วนฟ้า ษริกาผมยอมรับนะครับว่าเธอสวยและหนังก็ทำให้เธอรู้ตัวตลอดเวลาว่าเธอสวย จนจริตจะก้านอะไรดูสวยไปหมดแต่พอดูไปนาน ๆ แล้วมันก็ออกมาฝืนอยู่ดี และจุดบอดจากบทภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องจากหลายมุมมองก็ทำให้คาแรกเตอร์เธอไม่นิ่งสุดท้ายแทนที่หนังจะทำให้เราเห็นใจหรือเข้าใจในเหตุผลการตัดสินใจของเธอมากขึ้นสุดท้ายก็กลายเป็นหลุมดำอยู่ดี

แต่กระนั้นนักแสดงคนเดียวที่ฝากผลงานการแสดงไว้ได้น่าประทับใจอย่างไม่น่าเชื่อกลับกลายเป็นพีค ภีมพลในบทบิว ตัวละครที่ซับซ้อนและชวนคนดูสำรวจเพศสภาพอันเลื่อนไหลได้อย่างเป็นธรรมชาติแม้สุดท้ายบทหนังจะไม่สามารถพาตัวละครของเขาไปสู่ประเด็นที่อยากพูดถึงได้อย่างสมบูรณ์ก็ตาม และไม่พูดถึงไม่ได้คือนักแสดงสมทบอย่างพี่อิงค์ อชิตะ ปราโมช ณ. อยุธยาในบทพ่อของเดียว กับบทพูดคม ๆ ที่แม้ออกมาไม่กี่ฉากแต่น่าจดจำเสมอ รวมถึงพี่เมย์ ภัทรวรินทร์ ทิมกุล ในบทแม่ของบิวที่ทั้งงดงามและให้การแสดงที่ไม่เสียชื่อสุดยอดนักแสดงมากฝีมือ

ดูหนังออนไลน์ วอน (เธอ) - รีวิวหนัง สปอยหนัง หนังใหม่ 2021 ดูหนังออนไลน์ ดูหนังฟรี

รีวิวหนัง ขอชวนคุยเรื่องเพลงประกอบทิ้งท้ายซึ่งเราเห็นความตั้งใจของผู้กำกับไม่น้อยเลยที่พยายามจะดีไซน์การใช้เพลงประกอบหนังจากเพลงดังซึ่งแม้ในตัวอย่างหนังเราจะได้ยินเสียงน้องวันเดอร์เฟรมในเพลง วอน ฉบับรีเมกที่ดูทันสมัยและมีกลิ่นอายของเพลงแรปตามสมัยนิยม
แต่กระนั้นกลับเป็นเพลงดังยุค 90-2000 อย่าง สองใจ ของพี่ตุ้ยธีรภัทรที่หนังเอามาเป็นเพลงธีมในการเล่าเรื่องราวของหัวใจที่กำลังค้นหาคำตอบของเนเน่ซึ่งเอามาดีไซน์ใหม่ได้เอ่อ…ชวนอึดอัดมากครับ 555 หรือเราอาจจะคุ้นกับเวอร์ชันพี่ตุ้ย ธีรภัทรมากไปหน่อยก็ได้แต่พอมาทำใหม่แล้วกลับรู้สึกเหมือนคนร้องกำลังอมไมโครโฟนอยู่ยังไงไม่รู้ 555

แต่กระนั้นในส่วนของเพลงอื่น ๆ ก็ทำได้ดีนะครับโอบอุ้มบรรยากาศของหนังได้ดีทีเดียวและมันก็ไปกับงานดีไซน์เรื่องการจัดสีให้แต่ละตัวละครได้เป็นอย่างดีซึ่งนับเป็นจุดที่น่าชื่นชมของหนังควบคู่กับการใช้โลเคชันที่แปลกใหม่ได้อย่างน่ามองไม่น้อยเลยทีเดียว

จุดเด่น
งานภาพของหนังถูกดีไซน์มาเป็นอย่างดี
การเลือกโลเคชันของหนังทำได้น่าสนใจมาก
การแสดงของเซ้นต์ ศุภพงษ์ ถือว่าน่าพึงพอใจ

จุดสังเกต
บทภาพยนตร์พยายามเล่ามุมมองตัวละครแต่กลับเกิดช่องโหว่ที่มีให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ
คาแรกเตอร์ของตัวละครไม่ค่อยดึงดูด
การแสดงของนักแสดงส่วนใหญ่ยังมีส่วนที่ต้องพัฒนาอีกมาก

ภายใต้นิยามว่า “เพราะความรัก… ไม่ได้มีแค่ด้านเดียว” ทำให้หนัง วอน (เธอ) ถูกบอกเล่าเรื่องราวผ่าน 4 คน 4 มุมมอง ของกลุ่มเพื่อนนักศึกษา ที่ให้บังเอิญว่า เพื่อน 3 คน แอบหลงรักผู้หญิงคนเดียวกัน เริ่มจาก เดี่ยว (มีน-พีรวิชญ์) เพื่อนที่แอบปลื้มและพร้อมทำทุกอย่างเพื่อเนเน่ ต่อด้วย โอม (เซ้นต์-ศุภพงษ์) หนุ่มแบดบอยเสน่ห์แรงที่หวังจะกลับใจเมื่อเจอเนเน่ แต่เขาจะทำได้ไหม? จนมาถึง บิว (พีค-ภีมพล) เพราะรู้ว่าเพื่อนแอบชอบเนเน่อยู่ จึงทำให้คิดกับเนเน่ได้แค่เพื่อน และท้ายที่สุดกับ เนเน่ (ฟ้า-ษริกา) สาวสวยดาวคณะที่ใครๆ ต่างก็หลงรัก ผู้หญิงที่เป็นจุดศูนย์ของเรื่อง และเป็นบทสรุปของทุกความสัมพันธ์

การเล่าเรื่องเหตุการณ์เดียวผ่านมุมมองของตัวละครที่แตกต่างกัน ความสนุกของวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้อยู่ตรงที่การเล่นกับความแตกต่างผ่านมุมมองของแต่ละตัวละคร เป็นรูปแบบการเล่าเรื่องที่ท้าทายให้คนดูค่อยๆ ต่อจิ๊กซอว์จากแต่ละเรื่องราว ในตอนท้ายอาจเฉลยให้เห็นเรื่องราวที่ถูกต้องที่สุด หรืออาจไม่ให้เห็นเลยก็ได้ เป็นภาระของคนดูที่ต้องตีความและทำความเข้าใจเอาเอง..

อาจเพราะประเด็นหลักของเรื่องวนเวียนอยู่กับเรื่องราวความรัก ความพยายามเผยความในใจ การพิสูจน์ตัวเอง การไม่ได้ปูพื้นตัวละครให้คนดูรู้จักมากพอ การเล่าเรื่องเฉพาะช่วงที่เกี่ยวข้องกับตัวละครในตอนของตัวเอง ที่ยังไม่ทันไต่กราฟความน่าสนใจและน่าติดตามได้เพียงพอ แต่เหมือนเป็นภาคบังคับ ที่ต้องพาตัวละครไปสู่บทสรุปในตอนของตัวเองให้ได้ทำให้บางช่วงบางตอน เราอาจไม่สามารถทำความเข้าใจกับการแสดงออกของตัวละคร โดยเฉพาะช่วง 2 ตอนแรกของหนัง เรื่องของเดี่ยวและโอม หนังมาดีขึ้น ช่วง 2 ตอนหลัง กับเรื่องของบิวและเนเน่ ที่องค์ประกอบของเรื่องราวเริ่มเข้าที่เข้าทาง ซึ่ง 2 ตอนหลังนี่เอง ถึงทำให้รู้สึกว่าได้ดูหนังเรื่องนี้จริงๆ (เสียที)

งานกำกับของ สุโกสินทร์ อัครพัฒน์ ถือว่าน่าสนใจกับการเล่าเรื่องราวจาก 4 มุมมอง มันมีความท้าทายและดูเหมาะกับหนังที่เกี่ยวกับวัยรุ่น แต่ว่าเอาเข้าจริงๆ รู้สึกว่าบทภาพยนตร์ไม่ได้แข็งแรงพอที่จะใช้วิธีนี้ จนรู้สึกว่าหากเลือกวิธีการเล่าเรื่องในแนวทางปกติ ให้เวลากับการสร้างตัวละครให้คนดูรู้สึกอิน ไปจนถึงรักในตัวละคร (ซึ่งนักแสดงแต่ละคนทำหน้าที่ได้ดีแล้ว) เมื่อพาไปสู่บทสรุป น่าจะทำให้เรื่องราวมีมิติลงตัวมากกว่าที่เป็นอยู่ ดูหนัง ไทย

อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่ทำให้หนัง วอน (เธอ) โดดเด่นขึ้นมาและเป็นส่วนหนึ่งที่ประคับประคองหนังตลอดเรื่อง ก็คือ องค์ประกอบศิลป์และเพลงประกอบที่นำเสนอออกมาได้ดี ส่งผลต่ออารมณ์ของเรื่อง เป็นเหมือนตัวแทนบอกเล่าอารมณ์ความรู้สึกของแต่ละตัวละคร แม้บางครั้งแอบรู้สึกว่าเหมือนกำลังดูมิวสิกวิดีโออยู่ก็ตาม

โดยสรุปแล้ว วอน (เธอ) อาจไม่ใช่หนังที่ดูสนุก หรือลงตัวนักสำหรับทุกคน (จะว่าไปเมื่อดูจากทีมนักแสดงนำ ก็รู้ว่าหนังเลือกจะสื่อสารกับใคร) แต่หนังก็สามารถถ่ายทอดดราม่ามิตรภาพระหว่างเพื่อน-ความรัก ที่วัยรุ่นต้องเผชิญ เรียนรู้ และก้าวผ่านได้ดีพอสมควร

รีวิวหนัง ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้: ครอสโอเวอร์โดดดิด่ง 

รีวิวหนัง ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้: ครอสโอเวอร์โดดดิด่ง

รีวิวหนัง  เรื่องย่อ เมื่อตัวแทน​จาก​ BNK48 ทั้ง​ 8​ คน​ ได้รับมอบหมายภารกิจลับ​ โดยต้องออกซิงเกิ้ลเพลงหมอลำ สาวๆ​ BNK48 ทั้ง​ 8​ คนจึงถูกส่งให้ไปเรียนรู้​ และใช้ชีวิตอยู่กับคนอีสาน​ เพื่อให้เข้าใจวัฒนธรรม​ และการสื่อสารผ่านเพลงหมอลำในแบบฉบับ​ BNK48 ให้ดีที่สุด

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex
เรื่องย่อ เมื่อตัวแทน​จาก​ BNK48 ทั้ง​ 8​ คน​ ได้รับมอบหมายภารกิจลับ​ โดยต้องออกซิงเกิ้ลเพลงหมอลำ สาวๆ​ BNK48 ทั้ง​ 8​ คนจึงถูกส่งให้ไปเรียนรู้​ และใช้ชีวิตอยู่กับคนอีสาน​ เพื่อให้เข้าใจวัฒนธรรม​ และการสื่อสารผ่านเพลงหมอลำในแบบฉบับ​ BNK48 ให้ดีที่สุด

เป็นอีกค่ายที่สร้างความประหลาดใจให้เราได้เสมอ ๆ กับ BNK48 ที่เปลี่ยนภาพจำกับการเป็นไอดอล สดใส วัยรุ่น กทม. ที่มีเพลงอย่าง Koisuru Fortune Cookie คุกกี้เสี่ยงทาย สุดฮิตเป็นเพลงประจำแก๊ง มามีโพรเจกต์ด้านภาพยนตร์ในนามบริษัท บีเอ็นเคโฟร์ตีเอต ฟิล์ม ที่เปิดเส้นทางอื่น ๆ ให้ตัวเองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเผยมุมด้านดราม่าหรือด้านดาร์กของการเป็นไอดอลในสารคดีของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ เรื่อง BNK48 : Girls Don’t Cry โดยเป็นความร่วมมือกับบริษัท แซลมอน เฮ้าส์ และจัดจำหน่ายโดยค่ายใหญ่อย่าง GDH 559 ด้วย

ก่อนจะส่งเจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ กับ มิวสิค-แพรวา สุธรรมพงษ์ มาสายนักแสดงมากฝีมือด้วยการับบทนำในหนังดราม่าแฝงสัญญะสังคมการเมืองแบบฉบับของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ในเรื่อง Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า โดยร่วมกับ สไลด์เดอร์ แคท กับ ซอง ซาวด์ โปรดักชัน และจัดจำหน่ายโดย ซีเจ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จนคนเริ่มคิดว่าหนังฉบับ BNK48 มักจะฉีกไปสายรางวัล ๆ ดราม่า ๆ หน่อยจาก 2 เรื่องที่ผ่านมา

แต่ปรากฏว่า บีเอ็นเคโฟร์ตีเอต ฟิล์ม ก็ปล่อยโพรเจกต์ใหม่พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น ไอแอม ฟิล์ม มาสร้างความประหลาดใจอีก ด้วยการร่วมมือกับจักรวาลหนังชื่อดังจากฝั่งอีสานที่ฮิตไปทั่วประเทศอย่าง ไทบ้านเดอะซีรีส์

ผลงานของบริษัท เซิ้ง โปรดักชั่น แอนด์ ออแกไนเซอร์ และจัดจำหน่ายโดยค่ายใหญ่อย่าง สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล ในเรื่อง ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ ถ้าสังเกตดี ๆ ก็ต้องยอมใจในฝีมือการบริหารที่ดึงดูดค่ายใหญ่ ๆ

หลากหลายแนวทั้งเอกอุในไทยและเชี่ยวชาญงานขายไปตลาดสากลมาช่วยได้ ทั้งยังทำให้ บีเอ็นเคโฟร์ตีเอต ฟิล์ม มีประสบการณ์การทำธุรกิจภาพยนตร์ผ่านการเรียนรู้จากพาร์ตเนอร์เก่ง ๆ โดยอัตโนมัติด้วย เชื่อว่าในอนาคตเราอาจเห็นค่ายอย่าง

ไอแอม ฟิล์ม มาเป็นอีกหนึ่งค่ายสำคัญที่ยืนเดี่ยวเป็นอีกเสาที่ค้ำจุนวงการหนังไทยได้ด้วย (สองปีที่ผ่านมาด้วยการทำงานร่วมกับพันธมิตรหลายค่ายก็สามารถส่งหนังฉายได้ถึงปีละ 2 เรื่อง ในระดับที่คุณภาพกีมีจุดน่าสนใจเสมอ ถือว่าเริ่มต้นได้เยี่ยมเลย)

โดยครั้งนี้หนังได้สองผู้กำกับอย่าง สุรศักดิ์​ ป้องศร กับ ธิติ​ ศรีนวล จากหนังไทบ้านเดอะซีรีส์มารับไม้จาก BNK48 ในการนำน้อง ๆ กลุ่มไอดอล 48 นี้มาเล่นในแบบฉบับหนังไทบ้าน เพื่อเสริมกำลังรุกเข้าสู่ตลาดที่แตกต่างจากฐานแฟนเดิมของกันละกัน

เป็นโพรเจกต์ที่มองว่า วิน-วิน ทั้งคู่จริง ๆ ที่สำคัญรอบนี้เรายังจะได้เห็นน้อง ๆ BNK48 กลุ่มใหม่ ๆ ที่แตกต่างจากหนังเรื่องเก่า ๆ มาโลดแล่นกันบ้าง ไม่ว่าจะเป็น น้ำหนึ่ง, ปูเป้, เนย, แก้ว, โมบายล์, น้ำใส, ตาหวาน และ ไข่มุก แห่ง BNK48

มาเล่นเป็นตัวเองในเรื่องราวสมมติที่ดูแอบอิงความจริงไว้เหมือนกัน และในมุมหนึ่งก็เหมือนหนังที่ช่วยทำความเข้าใจระหว่างออฟฟิเชียลของวง

กับน้อง ๆ ในวง และเหล่าโอตะ ที่ว่ากันตามตรงก็มีดราม่าให้ติดตามจากการเดาเองคิดเองของแฟนคลับอยู่เยอะเช่นกัน ข้อดีคือเราได้เห็นมุมมองของฝั่งผู้บริหารและการทำงานของหลังบ้านวง BNK48 แบบใกล้ชิดพอสมควรด้วย ดูหนังออนไลน์ไทย

รีวิวภาพยนตร์ไทย Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

รีวิวภาพยนตร์ไทย Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

ยังจำได้ไหม!?"Seasons Change"กลับมารวมตัวอีกครั้ง - โพสต์ทูเดย์ ข่าวบันเทิง

รีวิวภาพยนตร์ไทย Seasons Change เป็นภาพยนต์ไทย แนวรักวัยเรียน ซึ่งภาพยนตร์นี้เป็นของค่ายหนังชื่อดังอย่าง GTH และได้ผู้กำกับฝีมือดีของค่าย อย่าง ต้น นิธิวัฒน์ มากำกับ และเป็นหนังเปิดตัวของ บอล วิทวัส ต่าย ชติมา และ นาถ ยุวทิพย์ Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เข้าฉาย เมื่อปี 2549 กวาดรายได้ไป 71.8 ล้านบาท

ย้อนกลับไป ในช่วงประมาณปี 2549 นั้นต้องยอมรับเลยว่าสังคมไทยนั้นยังไม่ได้ให้การยอมรับอาชีพแขนงศิลปะมากมายขนาดนั้น โดยส่วนใหญ่แล้วอาชีพแขนงศิลปะนั้นจะถูกมองว่าเป็นอาชีพที่เต้นกินรำกิน ไม่มีความมั่นคง มีรายได้ต่ำ ทำให้เยาวชนในรุ่นนั้นที่มีความชื่นชอบและความสนใจจะศึกษาเกี่ยวกับศิลปะและการดนตรีนั้นมักไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนเท่าไรนัก

ซึ่งในปัจจุบันนั้นสังคมไทยได้มีการยอมรับอาชีพแขนงศิลปะมากยิ่งขึ้นและมองว่าเป็นอาชีพที่สามารถสร้างเม็ดเงินได้แล้ว แม้ว่าจะยังมีบางครอบครัวหรือผู้ใหญ่บางคนที่ยังคงยึดติดกับความคิดเดิมว่าอาชีพเหล่านี้ไม่มั่นคงและไม่สามารถทำเงินพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองได้ก็ตาม แต่ก็ต้องถือว่าสังคมนั้นมีการพัฒนาด้านความคิดในเรื่องนี้มากขึ้นเป็นอย่างมาก

และหนึ่งในภาพยนตร์ที่ช่วยให้มุมมองเกี่ยวกับอาชีพและการศึกษาด้านดนตรีเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นนั้น เห็นทีจะหนีไม่พ้นภาพยนตร์เรื่อง Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เป็นภาพยนตร์ที่ทำให้คนไทยนั้นหันมาสนใจเกี่ยวกับศิลปะในด้านดนตรีมากยิ่งขึ้น และมีการเปิดรับการเรียนและอาชีพด้านนี้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ได้แล้วเกี่ยวกับการเรียนดนตรีและความต้องการที่จะทำอาชีพในด้านดนตรีของกลุ่มเยาวชนที่เต็มไปด้วยความฝันและความต้องการ พวกเขาได้แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทกับสิ่งที่ชื่นชอบแม้ว่าจะต้องพบเจออุปสรรคมากมายก็ตาม ไม่เว้นแม้แต่อุปสรรคที่เกิดจากครอบครัวอย่างความไม่เข้าใจกันและการต่อต้านอาชีพด้านศิลปะ

ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อาชีพและการเรียนการสอนด้านดนตรีนั้นได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้นในสังคม ไม่เพียงเท่านั้นมันยังไปจุดประกายความฝันของผู้ที่ได้รับชมอีกด้วยว่าการเล่นดนตรีนั้นเต็มไปด้วยเสน่ห์มากเพียงใด

ดังนั้นหากคุณเป็นคนที่กำลังท้อแท้กับการทำความฝันอยู่ หรือต้องการจะรับชมภาพยนตร์ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ชอบนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

เรื่องราวในภาพยนตร์เรื่อง Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เล่าถึงเรื่องราวของเด็กหนุ่มชั้นมัธยมปลายคนหนึ่งที่มีชื่อว่าป้อม ที่บ้านของเขานั้นทำอาชีพเป็นร้านขายของชำ ซึ่งก็ค่อนข้างจะมีฐานะมั่นคงในระดับหนึ่ง แต่พ่อของเขานั้นมีความคาดหวังให้เขาเป็นคนที่เรียนเก่งและได้ทำอาชีพเป็นแพทย์ เพื่อที่จะได้มีหน้าที่การงานและรายได้ที่มั่นคง

ความจริงแล้วป้อมนั้นยังไม่รู้เลยว่าตนเองนั้นต้องการจะทำอาชีพอะไร แต่เขานั้นเป็นเด็กหนุ่มที่มีความสามารถในการตีกลองชุดระดับหาตัวจับยาก และด้วยความที่เขานั้นได้ตกหลุมรักเด็กสาวผู้เป็นดรัมเมเยอร์ในโรงเรียนที่มีชื่อว่าดาว ทำให้เขานั้นตัดสินใจที่จะเรียนในวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ซึ่งอยู่ในมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยทางการแพทย์

เนื่องจากดาวเด็กสาวที่เขาชื่นชอบนั้นมีความสามารถในการเล่นดนตรีและชื่นชอบในการเล่นไวโอลินเป็นอย่างมากและเธอนั้นก็ได้ตัดสินใจที่จะเข้าเรียนในวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ทำให้ป้อมตัดสินใจที่จะลองไปสอบดูและฝีมือของเขานั้นก็ได้ไปเข้าตาอาจารย์ที่สอนเพอร์คัสชั่น จนถึงแม้ว่าเขานั้นจะไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับการเล่นดนตรี แต่ด้วยฝีมือที่ยอดเยี่ยมเขาจึงสามารถเข้าเรียนในวิทยาลัยแห่งนี้ได้ในที่สุด

แต่มันก็ต้องแลกมาด้วยการโกหกคำโตกับผู้เป็นพ่อของตนเองว่าตัวเองนั้นเรียนเตรียมแพทย์ แทนที่จะบอกตามตรงว่าตนเองนั้นเรียนดนตรีเพราะไม่ต้องการจะให้พ่อผิดหวังและไม่ต้องการถูกคัดค้าน หลังจากเข้าเรียนในโรงเรียนเดียวกับดาวได้สำเร็จเขาก็ยังคงพยายามหาหนทางที่จะได้ใกล้ชิดกับคนที่ตนเองชอบโดยการเข้าไปอยู่ในวงดนตรี orchestra ที่ดาวนั้นเป็นไวโอลินมือหนึ่งอยู่

แต่เรื่องกลับไม่ง่ายอย่างนั้นลูกสาวของเพื่อนพ่อที่มีชื่อว่าอ้อมนั้นก็เรียนในโรงเรียนแห่งนี้ด้วยเช่นเดียวกัน เขาจึงได้พยายามขอร้องให้อ้อมและพ่อนั้นโกหกพ่อเขาว่าเขาไม่ได้เรียนอยู่ในวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ อ้อมที่เข้าใจว่าป้อมนั้นมีความชื่นชอบและรักดนตรีเป็นอย่างมากจึงได้ตกลงยินยอมที่จะช่วยและทั้งสองคนนั้นก็ได้เป็นเพื่อนกันในที่สุด

แต่เรื่องราวกับไม่ง่ายอย่างนั้นเพราะอาจารย์ชาวญี่ปุ่นได้ชื่นชอบฝีมือการตีกลองของป้อมเป็นอย่างมากถึงขั้นที่เสนอให้เขานั้นสอบชิงทุนเพื่อไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยด้านดนตรีในฮังการี แต่จำเป็นจะต้องให้ผู้ปกครองเซ็นยินยอมเสียก่อนจึงจะสามารถเข้าสอบได้ อาจารย์ผู้นี้จึงได้เดินทางไปหาพ่อของป้อมจนทำให้ความลับแตกในที่สุด

แต่ในครั้งแรกนั้นป้อมเข้าใจว่าอ้อมเป็นคนไปบอกพ่อจึงรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก และอ้อมก็ได้รู้อีกด้วยว่าความจริงแล้วพี่ป้อมเข้ามาเรียนในโรงเรียนแห่งนี้ไม่ใช่เพราะหลงใหลในดนตรีอะไรมากมายนักเพียงแต่เขาตามคนที่ชอบมาเท่านั้นเธอจึงผิดหวังกับเพื่อนเป็นอย่างมาก จนป้อมมารู้ทีหลังว่าพ่อของเขานั้นรู้เรื่องราวทั้งหมดจากอาจารย์แต่มันก็สายไปแล้ว สุดท้ายแล้วเรื่องราวของป้อมจะเป็นอย่างไรต่อไป สามารถติดตามรับชมได้ในภาพยนตร์

ย้อนดู 3 นักแสดง ซีซันส์เชนจ์ หนังวัยรุ่นคุณภาพ 12 ปีผ่านไป พวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง

รีวิวภาพยนตร์ไทย  Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความสวยงามของดนตรี
Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เป็นภาพยนตร์ที่มีฉากการเล่นดนตรีบ่อยเป็นอย่างมากเนื่องจากเล่าเรื่องอยู่ในวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ซึ่งเป็นวิทยาลัยที่สอนด้านดนตรีโดยเฉพาะ เราจึงจะได้เห็นว่าในโรงเรียนแห่งนี้มีการเรียนการสอนด้านดนตรีอย่างไรบ้าง

ทำให้ฉากต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเล่นดนตรีในภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วยความสวยงามของดนตรีที่นำเอามาเล่าเรื่อง โดยเฉพาะการเล่นเพลงโฟร์ซีซั่นของวง orchestra ที่ใช้ในการดำเนินเรื่องเกี่ยวกับฤดู ซึ่งสอดคล้องกับวิธีการเล่าเรื่องของภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี

ไม่เพียงเท่านั้นภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้มีการนำเสนอถึงเฉพาะความสวยงามของดนตรีคลาสสิกเท่านั้น แต่ยังนำเสนอถึงดนตรีสากลทั่วไปอีกด้วย แม้ว่ากลุ่มนักเรียนส่วนใหญ่ในโรงเรียนแห่งนี้จะเล่นดนตรีคลาสสิกก็ตาม แต่พวกเขานั้นก็สามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างสงบสุข

Seasons Change เป็นเรื่องราวของ ป้อม (บอล วิทวัส) เด็กหนุ่มม.ต้นที่ตกหลมรัก ดาว (นาถ ยุวทิพย์) เด็กสาวสวยเรียบร้อยสาวน้อยสายดนตรี ดาวตั้งใจที่จะไปต่อ มปลายที่โรงเรียนด้านดนตรีชื่อดังในด้านดนตรี ที่โรงเรียน วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ป้อมจึงได้คิดที่จะแอบตามไปสอบด้วย ซึ่งป้อมนั้นก็ทำได้ดีเนื่องจากป้อมนั้นมีความสามารถในด้านตรีกลอง นั้นจึงทำให้เขาได้เข้าไปเรียนที่เดียวกับดาว และการที่เขาเข้ามาเรียนที่โรงเรียนนี้นั้นทำให้เขาต้องปิดปังเรื่องราวทั้งหมดจากพ่อ เนื่องจากพ่อเขาคิดว่าป้อมนั้นได้เรียนโรงเรียนเตรียมแพทย์ อีกทั้งเหตุผลที่เขายังไม่กล้าที่จะบอกความจริงกับพ่อแม่

การที่ใช้เรื่องราววัยเรียนเพื่อให้เข้ากับผู้คนได้ง่ายนั้นทำให้เรื่องนี้ดูได้ทุกวัยอีกทั้งยังมีความผ่อนคลายของหนังที่หากผู้อ่านได้ลองชมดูแล้วจะรู้สึกว่าตัวของภาพยนต์นั้นดูง่ายผ่อนคลายแม้ในจุดที่จะซีเรียสก็จะมีภาพและบรรยากาศของตัวหนังที่ดูแล้วทำให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่ในขณะเดียวกันในตัวของภาพยนต์ก็จะมีคำคมและความรู้มากมายที่สอดแทรกเข้ามาทั้งในเรื่องดนตรี อย่างตอนที่ฉากป้อมสอบเข้าเรียนหรือในการเล่นตนตรีต่างๆ ในด้านภาพนั้นต้องบอกเลยว่าภาพยนตร์นี้ทำออกมาได้ดีมาก

ภาพนั้นออกมาสวยงามและให้มุมมองที่สวยงามสมชื่อผู้กำกับคนนี้ รวมถึงการเปลี่ยนฉากของตัวหนังก็จะใช้ภาพของการเล่นดนตรีในมุมมองแบบต่างๆเพื่อให้ภาพและหนังดูไม่น่าเบื่อและรู้สึกตื่นตัวตลอดเวลา ถึงแม้ส่วนมากนั้นโลเคชั่นของหนังจะอยู่แต่ในโรงเรียนก็ตามก็ไม่ทำให้ตัวหนังดรอปลงไปมากเลย ในด้านบทละครนั้นถือว่าโอเคอยู่ถึงจะมีบางจดที่ขัดบ้างแต่ที่ผู้เขียนชื่นชอบคงเป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งในด้านความรักของป้อมที่มีต่อสาวแต่ละคนและแต่ล่ะมุมมองแต่ที่รู้สึกประทับใจสุดๆคงเป็นเรื่องราวของพ่อแม่และป้อมที่ป้อมต้องปิดบังพ่อเขาเรื่องราวจะค่อยๆ เร่งระดับความตึงเครียดขึ้นจนพ่อของป้อมนั้นรู้ความจริง

ซึ่งหากมองในมุมมองของความเป็นจริงพ่อแม่ป้อมนั้นก็เปรียบเหมือนผู้ใหญ่ในสมัยนี้เพราะการที่เขาคิดว่าการเลือกอนาคตที่ดีให้ลูกอย่างการเป็นนักเรียนแพทย์ย่อมดีกว่าการเรียนดนตรีที่ไม่แน่นอนซึ่งตัวหนังสะท้อนอารมณ์ได้ดี ในด้านความตลกฮานั้นตัวหนังก็มีการสอดแทรกได้อย่างลงตัวแม้จะไม่มากแต่ก็ทำให้ผู้ชมรู้สึกอมยิ้มได้ และทำให้ฉากเครียดๆ ในหลายๆ ฉากนั้นดูไม่ตึงจนเกินไป

มาถึงในด้านการแสดงต้องบอกเลยว่าทั้ง 3 คนทำได้ดี ถึงแม้จะเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของทั้ง 3 คนก็ตามต้องบอกเลยว่าแคสออกมาได้ดี อ้อม ที่ได้ ต่าย มาแสดงนั้นให้อารมณ์เหมือนฤดูร้อนที่สดใสร่าเริงอยู่ด้วยแล้วทำให้ยิ้มได้ตลอดเวลาในส่วนของดาวก็ดูเหมือนคุณหนูในฤดูหนาวที่พร้อมอยากจะมอบไออุ่นให้ และตัววพระเอก ที่เปรียบเหมือนฤดูฝนที่พร้อมจะแปรปรวนเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

สุดท้ายไม่พูดถึงด้านดนตรี ต้องบอกเลยว่าเป็นสิ่งที่ผู้เขียนชื่นชอบที่สุดเนื่องการวางดนตรีและสอดแทรกในแต่ละฉากหรือการที่ใช้เพลงคลาสสิคบอกเล่าอารมณ์ของหนังและตัวละครออกมาได้อย่างดีเยี่ยม คนที่ไม่ชอบฟังเพลงคลาสสิคหรือรู้สึกง่วงเวลาได้ฟังก็ไม่รู้สึกเบื่อตามเลย รวมถึงการที่มีดนตรีหลากหลากหลายชนิดและหลายรูปแบบเพื่อเพิ่มความมีสีสันให้แต่ละฉากนั้นทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมากเลยทีเดียว ในด้านข้อเสียของหนังนั้นก็คงเป็นเรื่องราวของความสัมพันธ์ในด้านความรักของตัวละครเอกทั้งสาม เนื่องจากด้วยระยะเวลาที่จำกัดของตัวหนังจึงทำให้ตัวหนังเร่งเวลาและอามรณ์ของความสัมพันธ์ของตัวละครมากเกินไปทำให้ผู้ชมอาจจะตงิดกับความสัมพันธ์ของพวกเขาไปอยู่บ้างในช่วงท้ายๆ ของหนัง

หนัง Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ภาพยนตร์ไทยจาก GTH
เป็นภาพยนต์ไทยแนวรักวัยเรียน ซึ่งภาพยนตร์นี้เป็นของค่ายหนังชื่อดังอย่าง GTH และได้ผู้กำกับฝีมือดีของค่าย อย่าง ต้น นิธิวัฒน์ มากำกับ และเป็นหนังเปิดตัวของ บอล วิทวัส ต่าย ชติมา และ นาถ ยุวทิพย์ Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เข้าฉาย เมื่อปี 2549 กวาดรายได้ไป 71.8 ล้านบาท

Seasons Change เป็นเรื่องราวของ ป้อม (บอล วิทวัส) เด็กหนุ่มม.ต้นที่ตกหลมรัก ดาว (นาถ ยุวทิพย์) เด็กสาวสวยเรียบร้อยสาวน้อยสายดนตรี ดาวตั้งใจที่จะไปต่อ มปลายที่โรงเรียนด้านดนตรีชื่อดังในด้านดนตรี ที่โรงเรียน วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ป้อมจึงได้คิดที่จะแอบตามไปสอบด้วย ซึ่งป้อมนั้นก็ทำได้ดีเนื่องจากป้อมนั้นมีความสามารถในด้านตรีกลอง นั้นจึงทำให้เขาได้เข้าไปเรียนที่เดียวกับดาว และการที่เขาเข้ามาเรียนที่โรงเรียนนี้นั้นทำให้เขาต้องปิดปังเรื่องราวทั้งหมดจากพ่อ เนื่องจากพ่อเขาคิดว่าป้อมนั้นได้เรียนโรงเรียนเตรียมแพทย์ อีกทั้งเหตุผลที่เขายังไม่กล้าที่จะบอกความจริงกับพ่อแม่ ดูหนังออนไลน์ไทย

เพราะพ่อแม่เขาคิดว่าการเรียนดนตรีนั้นไร้สาระมากจบไปแล้วจะไปทำไรกิน จึงทำให้เรื่องราวนั้นวุ่นเข้าไปอีก เนื่องจากเพื่อนของพ่อป้อมนั้นลูกสาวของเขาก็มาเรียนที่เดียวกันทำให้ป้อมได้เจอกับ อ้อม (ต่าย ชุติมา) ป้อมต้องการที่จะให้อ้อมช่วยบอกพ่อให้ช่วยโกหกพ่อของป้อมจึงทำให้ทั้งคู่สนิทกันและได้เกิดความรู้สึกดีๆ ที่ตามมาหลังจากนั้นซึ่งในเวลาต่อมา ดาวก็ได้สนิทกับป้อมจึงทำให้เกิดความรู้สึกที่อยู่ในใจของป้อมซับซ้อนและแปรปวนเหมือนกับฤดูการที่เปลี่ยนแปลง

Seasons Change โดยรวมแล้วตัวหนังทำออกมาได้ดีทีเดียวเลย เนื่องจากตัวหนังนั้นให้อารมณ์ผ่อนคลายและสบายใจเวลาที่ได้ดูและรู้สึกเพลิดเพลินไปกับฉากและดนตรีอีกทั้งความฮาและความเศร้าก็สอดแทรกออกมาได้อย่างลงตัว ให้เรื่องนี้ 8/10 หากคนไหนสนใจลองไปหารับชมได้ที่ช่องสตรีมมิ่งต่าง ๆกันได้นะ สุดท้ายหากใครอินกับหนังลองไปหาเพลงฟังต่อได้กันได้นะ

สำหรับใน เวอร์ชัน pocket book นั้น จัดทำโดยสำนักพิมพ์ a book ราคา 165 บาท … เนื้อหาจะเขียนถึงผู้ชาย 3 คน นั่นคือ ต้นผู้กำกับ บอลนักแสดงนำชาย และอ.สุกรีผู้ก่อตั้งโรงเรียน โดยเรียบเรียงมาในลักษณะเรื่องราวชีวิตของทั้ง 3 คน สลับไปมาในแต่ละบท (เนื้อหาน่าติดตามมากๆ)
ใน Version การ์ตูนนั้นใช้ชื่อเดียวกับในภาพยนต์คือ “Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย”
แต่ใน Version pocket book ใช้ชื่อว่า “Seasons Change จากร้อนสู่ฝนจนถึงหนาว”
Teaser ของหนังตัวแรกที่ออกมา จะมีการเปิดบางส่วนของหนัง แฟนฉัน และ เพื่อนสนิทก่อน โดยมีคำ capture ดังนี้ … “2546 … แฟนฉัน … 2548 … เพื่อนสนิท … ปีนี้ … คุณจะเลือกอะไร … รักครั้งแรก … หรือเพื่อนสนิท … แต่บางทีก็เลือกไม่ได้ เพราะ … เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย … Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย”
วันเปิดตัว แฟนฉัน คือ วันที่ 3 ตุลาคม 2546 , เพื่อนสนิท 6 ตุลาคม 2548 , Seasons change 31 สิงหาคม 2549 (ช่วงปลายปีทั้งสิ้น)
หนังเรื่องต่อไปของ GTH ที่กำลังจะเข้าฉายคือเรื่อง “เก๋า” (The Possible) จะเข้าฉายวันที่ 5 ตุลาคม กำกับโดย บอล – วิทยา ทองอยู่ยง … 1 ในผู้กำกับแฟนฉันเช่นเคย
Poster ของหนังมีอยู่ 4 แบบด้วยกัน
1. แบบรวม ป้อมทำท่าตีกลอง โดยมีดาวและอ้อมทำท่าเล่นดนตรีอยู่ข้างๆ – เพราะอากาศมันชอบแปรปรวน หัวใจก็เลยชอบปรวนแปร
2. แบบฤดูร้อน มีอ้อมเป็นตัวหลัก – เพราะเป็นฤดูร้อน หัวใจจึงคึกคักพองโต
3. แบบฤดูฝน มีบอลเป็นตัวหลัก – เพราะเป็นฤดูฝน หัวใจจึงชุ่มชื่นฉ่ำใจ
4. แบบฤดูหนาว มีดาวเป็นตัวหลัก – เพราะเป็นฤดูหนาว หัวใจจึงโหยหาไออุ่น

รีวิวหนัง อันธพาล หนังไทยสุดมันส์ที่ คอหนังห้ามพลาดเลย

รีวิวหนัง อันธพาล หนังไทยสุดมันส์ที่ คอหนังห้ามพลาดเลย

คุณรู้จักอันธพาลดีหรือยัง ใครเป็นใครใน "อันธพาล"

รีวิวหนัง “อันธพาล” ผลงานกำกับล่าสุดของผู้กำกับก้องเกียรติ โขมศิริ น่าจะเป็นอีกหนังไทยที่โดดเด่นของปีนี้ และน่าจะได้เข้าชิงรางวัลด้านภาพยนตร์จากหลายสำนักเมื่อมีการประกาศกันปีหน้าครับ เพราะเป็นหนังไทยที่มีงานสร้างที่มีความละเอียด ปราณีต มีการแสดงอันยอดเยี่ยม และมีวิธีการเล่าเรื่องที่สร้างสรรค์และน่าสนใจในแบบที่ยังไม่เคยเห็นหนังไทยเรื่องไหนทำมาก่อน นอกจากนี้แล้วยังเป็นหนังไทยที่ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่าควรให้การสนับสนุนครับ

เรื่องราวของ “อันธพาล” บอกเล่าเกี่ยวกับนักเลงดังแห่งพระนครในยุคร็อคแอนด์โรลล์ สมัยที่เจมส์ ดีน และ เอลวิส เพรสลี่ เป็นแรงบันดาลใจให้วัยรุ่นยุคนั้น มีตัวละครอันเป็นที่คุ้นเคยเพราะเคยถูกบอกเล่าเป็นหนังมาก่อนอย่างแดง ไบเล่, ปุ๊ ระเบิดขวด และดำ เอสโซ่ ใน “2499 อันธพาลครองเมือง” ของผู้กำกับนนทรีย์ นิมิบุตร แต่อย่างที่ชื่อหนังที่ดูจะกินความกว้างกว่า ไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าเป็นเหตุการณ์ในพ.ศ.ไหน “อันธพาล”ของก้องเกียรติมีขอบเขตของเรื่องราวที่กว้างกว่า มีตัวละครเด่นเยอะกว่า และขณะที่ “2499 อันธพาลครองเมือง” เน้นไปที่แดง ไบเล่ หนัง “อันธพาล” จะเน้นไปที่ตัวละครจ๊อด เฮาดี้ มือขวาและมิตรแท้ข้างกายของแดง ไบเล่ แทน

ดูเหมือนว่าจุดมุ่งหมายในการสร้างหนัง “อันธพาล” ของก้องเกียรติ ก็คือต้องการสร้างหนังแนวแก๊งสเตอร์ว่าด้วยวงการมาเฟียในประเทศไทย และอยากบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ในแง่ของความเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา แต่ก็ยังขยายขอบเขตของเรื่องราวไปถึงแง่มุมทางประวัติศาสตร์ วิถีและเส้นทางชีวิตของคนที่เข้ามาในวงการนี้ว่าต้องเจอกับอะไรและจะมีจุดจบอย่างไร มุมมองของผู้คนที่ร่วมสมัยกับตัวละครต่อวงการนี้เป็นอย่างไร ซึ่งก้องเกียรติมีวิธีการในการเล่าเรื่องที่น่าสนใจด้วยการเอาการเล่าเรื่องแบบหนังปกติทั่วไปมาผสมกับรูปแบบของสารคดี โดยให้จ๊อด เฮาดี้ (กฤษดา สุโกศล แคลปป์) เป็นจุดศูนย์กลางและจุดเชื่อมต่อของทั้งหมดที่กล่าวมา

ผู้กำกับก้องเกียรติให้เรารู้จักกับจ๊อด เฮาดี้ ก่อน ด้วยภาพของคนหนุ่มขี้เกรงใจ สุภาพ เป็นที่รักของทั้งแม่และน้องสาว ก่อนที่จะได้เห็นภาพที่ตรงกันข้ามในฐานะนักเลงใจเด็ดที่ฆ่าคนได้โดยไม่ยั้งมือ และโหดเหี้ยม ผู้เป็นมือขวาและมิตรคู่กายของแดง ไบเล่ (สมชาย เข็มกลัด)

จ๊อดเป็นเด็กช่างกลมาก่อน และเข้าสู่วงการนักเลงโดยการชักชวนของแดง ซึ่งจ๊อดรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณตอนที่มาช่วยเขาระหว่างมีเรื่องวิวาทกับโรงเรียนช่างกลคู่อริ แดงพาจ๊อดไปเป็นนักเลงลูกน้องของเฮียหลอ มาเฟียกระหายอำนาจและปลิ้นปล้อน

ขณะที่แนะนำให้เรารู้จักและบอกเล่าเรื่องราวของจ๊อด ผู้กำกับก้องเกียรติก็ใช้เทคนิคของหนังสารคดีด้วยการให้ผู้คนที่รู้เรื่องราวของยุคโน้นมาช่วยเล่าในลักษณะการให้สัมภาษณ์ พร้อมทั้งแทรกภาพข่าวเก่าๆ มาประกอบ เพื่อช่วยบอกเล่าส่วนที่เป็นภาคผนวกและเกร็ดทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตัวละคร และวงการนี้ เช่นฉากที่จ๊อดดวลกับเฮียเซ้ง (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) ผู้กำกับก็ให้คนที่รู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์มาเล่าเสริมถึงวิธีการดวลที่เรียกว่า “มัดมือดวลมีด” ที่จ๊อดกับเฮียเซ้งใช้นั้นเป็นยังไง หรือขณะที่พูดถึงตัวละครบางตัวเช่นแดง ไบเล่ หรือ ปุ๊ ระเบิดขวด ก็ให้ผู้คนมาเล่าเสริมว่ามุมมองที่คนสมัยนั้นที่มีต่อทั้งคู่เป็นยังไง เป็นวิธีการเล่าเรื่องที่ผู้กำกับก้องเกียรติให้สัมภาษณ์ว่าได้แรงบันดาลใจจาก District 9 ส่วนตอนที่ผมดูนั้นนึกถึงหนังฉายทีวีเรื่อง Execution of Justice ว่าด้วยการคดีฆาตกรรมฮาร์วี่ มิลค์ ที่ใช้การสัมภาษณ์ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีมาเล่าคู่ไปกับส่วนที่เป็นภาพยนตร์

นอกจากนี้แล้ว ยังมีการเล่าเรื่องวงในของมาเฟียผ่านมุมมองของเปี๊ยก (กฤษฎา สุภาพพร้อม) เด็กวัยรุ่นที่อาศัยและทำงานอยู่ในโรงหนังที่แดงกับจ๊อดชอบไปดูหนังบ่อยๆ เปี๊ยกมีเพื่อนรักชื่อธง (สาครินทร์ สุธรรมสมัย) และทั้งคู่ก็มีแดงกับจ๊อดเป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิต มองภาพของนักเลงรุ่นใหญ่ยุคนั้นว่าเป็นอะไรที่เท่ ใครไปไหนก็เกรงกลัวและนบนอบ จึงอยากที่จะเข้าแก๊งและเจริญรอยตาม ทำให้หนังมีส่วนคล้ายคลึงกับ The Godfather: Part II เพิ่มเข้ามา และหนึ่งชั่วโมงแรกของหนังก็ใช้วิธีการเล่าเรื่องทั้งสามขนานกันไป มีการตัดต่อสลับไปมา มีการเล่าเรื่องทั้งไปข้างหน้าและย้อนหลังแบบโดดไปโดดมาคล้าย The Social Network

ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมในการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างลูกเล่นของการเล่าเรื่องที่แปลกใหม่ และน่ายกย่องในความกล้าหาญที่จะฉีกขนบการเล่าเรื่องหนังให้แตกต่างจากหนังไทยด้วยกัน แต่อย่างไรก็ดี ผู้กำกับก้องเกียรติยังใช้การเล่าเรื่องที่แปลกใหม่เหล่านี้ได้ยังไม่ลงตัวดีพอ โดยเฉพาะช่วงหนึ่งชั่วโมงแรกของหนัง ทั้งนี้เพราะทั้งสามวิธีการเล่าเรื่องเหมือนจะมีเรื่องราวของมันเอง และหนังเล่าเรื่องโดยให้ความสัมพันธ์ของทั้งสามส่วนเกือบเท่าๆกัน มีการให้รายละเอียดที่ยิบย่อยเกินไป ทำให้มาชิงความเด่นของกันและกัน และฉุดรั้งไม่ให้อารมณ์ดราม่าของหนังในช่วงนี้ไปได้สุดทาง แม้ว่ามันจะดูเก๋ไก๋ก็ตาม

เมื่อเข้าสู่ครึ่งหลังของหนังที่หลังจากจ๊อด เฮาดี้พ้นโทษออกจากคุกหลังจากการปราบปรามอันธพาลด้วยกฎหมายอันเฉียบขาดของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หนังมีวิธีการเล่าเรื่องที่ลงตัวมากขึ้น และทำให้ความเข้มข้นตามแบบหนังแก๊งสเตอร์กลับมาน่าติดตามมากขึ้น หนังลดทอนส่วนที่เป็นสารคดีให้มาเป็นเพียงส่วนเสริมจริงๆ มากขึ้น ขณะที่ส่วนที่เป็นมุมมองของเปี๊ยกก็ค่อยๆ ลดหน้าที่ลงกลายเป็นการทำหน้าที่ของโครงเรื่องรองแทน  ดูหนังออนไลน์

เรื่องราวครึ่งหลังเน้นไปที่การแย่งชิงความเป็นใหญ่ของมาเฟีย โดยแต่ละเจ้าพ่อก็มีนักเลงเด่นๆเป็นลูกน้องของตัวเอง จ๊อดยังคงเป็นหมากในเกมชิงอำนาจของเฮียหลอ โดยมีเปี๊ยก, ธง, และน้าหำ (บุญส่ง นาคภู่) เป็นลูกน้อง แล้วกลายเป็นม้าศึกที่จะถูกฆ่าหลังเลิกใช้เมื่อเฮียหลอหันไปเลือกใช้โอวตี่ (ภคชนก์ โวอ่อนศรี) นักเลงนักฆ่าที่ทั้งบ้า ทั้งเหี้ยมโหด เป็นหมากตัวใหม่ ทำให้แก๊งของจ๊อดต้องแตกคอกัน ขณะเดียวกัน จ๊อดก็ต้องหนีการตามล่าของผู้การคำนึง (วสุ แสงสิงแก้ว) ผู้ที่ไม่เคยคำนึงถึงวิธีในการปราบมาเฟีย และสะท้อนด้านมืดของผู้มีอำนาจทางกฎหมาย ทำพาไปสู่ฉากตามล่าล้างแค้นในตอนจบที่ทั้งตื่นเต้น ลุ้น และสะเทือนใจ

รีวิวภาพยนตร์ไทย Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ ที่คุณห้ามพลาด

รีวิวภาพยนตร์ไทย Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ ที่คุณห้ามพลาด

Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ

รีวิวภาพยนตร์ไทย Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ
Home เป็นภาพยนตร์กำกับเดี่ยวเรื่องที่ 4 ต่อจาก คน ผี ปีศาจ (๒๕๔๗), 13 เกมสยอง(๒๕๔๙) และ รักแห่งสยาม(๒๕๕๐) ของ ‘มะเดี่ยว’ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล โดยลายเซ็นของภาพยนตร์เรื่องนี้ยังมีความละม้ายคล้ายคลึงไม่ต่างจาก ‘รักแห่งสยาม’ ในแง่ของการจัดสร้างความสัมพันธ์และการกำกับการแสดงที่นำเสนอภาพอารมณ์ความรู้สึกในแง่มุมต่างๆ ของความรัก ที่ลึกซึ้ง กินใจ สุข เศร้าเคล้าน้ำตา โดยผ่านเรื่องสั้นทั้งสามเรื่อง คือ ‘บ้านหลังที่สอง’ ‘จดหมายก้อม’ และ ‘งานแต่ง’

ในแง่ของการลำดับวางเส้นเรื่องนั้น ทั้งสามเรื่องดำเนินแบบจบในตัวของมันเอง แม้ผู้กำกับที่เขียนบทเองจะพยายามหาจุดร้อยคล้อยต่อเพื่อให้เป็นเนื้อเดียวกันในตอนท้ายทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรในแง่ของการพลิกผันโครงสร้างการดำเนินเรื่องเลยก็ตาม แต่นั้นไม่ใช่ปัญหาสำคัญอะไร เพราะสิ่งที่มันเชื่อมโยงกัน คือ แก่นหมายสำคัญในตัวละครแต่ละคน ที่มีการส่งผ่านหล่อเลี้ยงแนบสนิทกันทางความรู้สึกจนเสมือนเป็นภาพยนตร์ยาว เรื่องเดียวกันเลยทีเดียว

ก่อนอื่นต้องซักไซ้ไล่เลียง ไปถึงผู้กำกับเสียก่อน โดยภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นเป็นการทำงานเรื่องแรกของสตูดิโอคำม่วน ที่‘มะเดี่ยว’ ได้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อรับทำงานโปรดักชั่นที่เชียงใหม่บ้านเกิด จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญแสดงให้เห็นว่าผลงานชื้นนี้นอกจากการได้กลับบ้านแล้ว มันยังเป็นการเริ่มต้นสู่ความใหม่ในที่ทางแห่งความเก่าอีกด้วย ซึ่งถ้าจับเอาแก่นตรงนี้ไว้จะพบว่า ภาพยนตร์ทั้งสามตอนให้ความสำคัญกับการย้อนกลับไปที่เก่าเพื่อเริ่มต้นสิ่งใหม่อย่างมีนัยสำคัญ

เห็นได้ว่าตัวละครหลักทั้ง 3 เรื่อง ทั้ง เน (จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล) ที่ใช้ชีวิตวันสุดท้ายของการจบ ม.6 โดยการเลือกเก็บภาพความทรงจำของตึกอาคารเรียนและบรรยากาศรอบโรงเรียน จนได้พบ บีม (กิตติศักดิ์ ปฐมบูรณา) นักบาสโรงเรียนที่จบ ม. 3 และกำลังจะย้ายไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ หรือจะเป็น บัวจัน (เพ็ญพักตร์ ศิริกุล) หญิงม่ายที่ติดอยู่กับความทรงจำเก่าๆกับคนรักผ่านทางข้อความของสามี และ ปรียา (ศิรพันธ์ วัฒนจินดา) หญิงสาววัยทำงานที่กลับมาแต่งงานในบ้านเกิดจนความรู้สึกซาบซ่านครั้งวัยเรียนย้อนกลับคืนมาอีกครั้งเฉกเช่นเดียวกับความรักครั้งเก่าของเธอ

ทั้งหมดดำรงอยู่กับความทรงจำครั้งอดีต ‘เน’ ต้องการบันทึกความทรงจำเพื่อเรียกร้องหามันอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไป ‘บีม’ พยายามทำตัวเป็นที่จดจำเพื่อฝังในความทรงจำของใครสักคนที่ผ่านพ้นเข้ามา ‘บัวจัน’ โน้ตที่คนรักได้เขียนทิ้งไว้ครั้งมีชีวิต ได้กลับมาหลอกหลอนเธอทางความทรงจำ ส่วน ‘ปรียา’ เริ่มไม่แน่ใจกับการแต่งงาน ผสมปนเปกับความอิสระครั้งวัยเรียนหวนกลับมา ทั้งเพื่อนและคนรัก(เก่า) เธอจึงไม่กล้าเดินหน้าต่อไป

ตัวละครทุกตัวไม่กล้าทิ้งและลืมความทรงจำในอดีตของตัวเอง ทุกคนต่างพิรี้พิไร ที่จะจดจำการชีวิตตัวเองโดยยึดติดกับภาพต่างๆ ที่ถูกเปรียบเป็นดังบ้าน(Home) บ้านในที่นี้มิใช่ในลักษณะเคหสถานที่กินพื้นที่ แต่เป็นแง่มุมทางด้านจิตใจ เป็นที่ยึดเหนี่ยว และอบอุ่น ที่มีความหลังครั้งงดงาม ภาพยนตร์เลือกเล่นกับความสัมพันธ์ของคน 3 วัย คือ วัยรุ่น ‘เน’ ซึ่งมีสถานที่ของโรงเรียนเป็นดังบ้าน และใช้มหาวิทยาลัยเป็นตัวก้าวเดินต่อไป และวัยผู้ใหญ่ ‘ปรียา’ ที่ต้องเดินต่อไปในการใช้ชีวิตคู่ แต่เมื่อไม่แน่ใจ ความหลังครั้งเรียนมหาวิทยาลัยจึงเป็นเสมือนบ้านของเธอ และวัย(เกือบ)ชรา ‘บัวจัน’ ซึ่งไม่มีเวลาข้างหน้าให้เดินมากนัก บ้านของเธอจึงเหลือแต่เพียงความทรงจำครั้งเก่าก่อน ที่จะอยู่คู่ดูแลไปกับคนรักของเธอตราบจนวันตาย

‘มะเดี่ยว’ ขับเน้นความรู้สึกของตัวละครในแต่ละตอนออกมาได้อย่างดี ผ่านการใช้รูปแบบทางภาพและเสียงประกอบที่ไม่ธรรมดา รวมทั้งความละเอียดรายทางเช่น การใช้สีของภาพ ที่ผ่านกระบวนการคิดได้อย่างน่าสนใจ การใช้บทสนทนาที่เสมือนคนธรรมดาพูดกัน ซึ่งทำให้เชื่อว่า ตัวละครแต่ละตัวนั้นมีเลือดเนื้อเชื้อไขสุขทุกข์ได้ไม่ต่างจากผู้ชมเลย เป็นการกล่าวได้ว่า ผู้กำกับมีความละเมียดละไมในการผลิตภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาจริงๆ โดยเฉพาะการใช้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการฝากคำอุทิศแด่คุณพ่อของตนเองด้วยแล้ว ทำให้เล็งเห็นได้ว่า แม้งานชิ้นนี้จะเป็นงานที่เข้าถึงคนในวงกว้าง แต่ก็ไม่วายที่จะสร้างความเป็นส่วนตัวและตัวตนขึ้นมาได้อย่างพอดิบพอดี ไม่มากและน้อยจนเกินไป

ถึงแม้ภาพยนตร์ต้องการชี้ชัดความเป็นบ้านในแต่ละช่วงวัย แต่สุดท้ายภาพยนตร์ก็ไม่ได้แช่แข็งตัวเองโดยการให้ตัวละครติดอยู่กับความทรงจำเหล่านั้น โดยไม่กล้าเดินก้าวออกไป เหมือนเด็กน้อยที่กลัวโลกอันแสนโหดร้าย แต่กลับแฝงข้อคิดว่า “การเรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงของช่วงวัยคือความสำคัญที่ต้องยอมรับและมุ่งหน้าต่อไป” – ‘เน’ เก็บความทรงจำใส่อุปกรณ์บันทึกเพื่อเก็บมันเป็นแรงบันดาลใจเพื่อก้าวต่อไป โดยให้สิ่งที่ผ่านเข้ามารวมทั้ง บีม คือ ความทรงจำที่แสนงดงามที่จะทำให้ย้อนระลึกกลับมาได้อีกครั้งในวันข้างหน้า

‘บัวจัน’ สร้างตัวตนของคนรักขึ้นมาเองผ่านทางโน๊ตจนไม่สามารถก้าวข้ามมันไป ซึ่งตอนนี้เองนอกจากจะเล่นกับความทรงจำแล้ว ยังเล่นกับ ‘ภาษา’ อีกด้วย เพราะแท้จริงแล้วภาษาที่คนเคยสร้างไว้เมื่อตอนมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อนำมาอ่านซ้ำอีกครั้ง ความมีชีวิตของคนนั้นกลับยังมีอยู่ผ่านทางภาษา หรือแท้จริงแล้วคนอ่านผู้นั้นเป็นคนสร้างตัวตน(คนตาย)ขึ้นมาในระบบความทรงจำของตัวบุคคลเอง เหมือนกรณีบัวจัน และ ชมภู่

กรณีชมภู่ หลังที่ตัวเองได้อ่านโน๊ตที่คนตายเขียนว่าตัวเองเมื่อนานมาแล้ว ก็ดุด่าคนตาย ว่าตายไม่อยู่ส่วนตาย เสมือนคนตายเพิ่งออกปากด่าในขณะนั้น นี่จึงเป็นคำถามน่าคิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านไปแล้วก็คงผ่านไปด้วยเวลา แต่ด้วยเครื่องบันทึกทางภาษาทำให้สิ่งเหล่านั้นเสมือนยังอยู่ เพราะทุกครั้งที่เราได้อ่านหรือสัมผัสซ้ำอีกครั้ง เรากลับสร้างความทรงจำ ณ ปัจจุบันขึ้นมา โดยผู้รับไม่แคร์ว่าช่วงเวลานั้นหรือช่วงเวลานี้จะเป็นคนละเวลาแล้วก็ตาม จึงอาจกล่าวได้ว่าภาษาและความทรงจำนั้นไร้ซึ่งกาลเวลา เช่นเดียวกันบุคคลในอดีตที่ยังย้อนคืนมา เพราะเรายังคงติดตรึงกับผลงานของเขาอยู่ร่ำไป ดูหนังออนไลน์

และที่สำคัญในตอนนี้ถือเป็นการเล่นท่ายากของผู้กำกับที่สุดในบรรดา 3 ตอน เพราะมันพูดถึงความตาย และความเชื่อว่าวิญญาณจะกลับชาติมาเกิดผ่านคนรู้จัก และการนำเสนอว่า ‘บัวจัน’ จะผ่านพ้นสถานการณ์เช่นนี้ไปอย่างไรซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลบ โดยผู้กำกับเลือกใช้บทสรุปด้วยวิธี Flashback ย้อนไปโรง’บาลในวันที่คนรักอยู่ได้เพียงเครื่องช่วยหายใจแต่ไม่ยอมทิ้งร่างจากไป ทำให้บัวจัน กลับไปพร่ำเพ้อพรรณนากับคนรักในห้องของเธอ ว่าขอให้เขาจากไปได้แล้ว เธอทำใจและอยู่ได้ ซึ่งนี่ถือเป็นฉากที่มีการแสดงที่ดีที่สุดของเรื่องนี้เลยทีเดียว

ก่อนที่ภาพจะตัดกลับมาที่โรงพยาบาล บ่งบอกว่าคนรักเธอได้จากไปแล้ว ผ่านการใช้สีน้ำเงินหม่นที่แสดงถึงความเศร้าสร้อย ซึ่งเมื่อตัดกลับมากับช็อตปัจจุบัน กลับเลือกใช้ช็อตภาพที่ขัดแย้งในด้านสีกันอย่างรุนแรง ภาพพระอาทิตย์กำลังขึ้นแสดงถึงเช้าวันใหม่ ผ่านแสงสีส้มที่แสดงถึงความสดใส ภาพเจิดจ้าก่อนที่กล้องจะจับที่ใบหน้าของ ‘บัวจัน’ ด้วยการใช้กลธีนี้ทำให้มั่นใจได้ว่า บัวจัน ได้เรียนรู้แล้วอีกระดับในการใช้ชีวิตอยู่ต่อไป แม้จะยังฝังใจกับความทรงจำที่ติดตรึงอยู่ก็ตาม

รีวิวหนัง มือปืน/โลก/พระ/จัน 2 หนังไทยตลกๆ ที่จะทำให้คุณขำจนฟันค้าง

รีวิวหนัง มือปืน/โลก/พระ/จัน 2 หนังไทยตลกๆ ที่จะทำให้คุณขำจนฟันค้าง

Twitter पर INWCON: "สงสัยทำไมอยู่ดีๆมือปืนโลกพระจัน2ก็เข้าวันนี้แบบเงียบๆ ไม่มีรอบสื่อและแทบไม่ได้เห็นโปรโมทอะไรเลย แทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเข้า วันนี้ว่าจะไปลองพิสูจน์ดูหน่อย #จะรอดไหมวะ… https://t.co/85SHCboL6Z"

รีวิวหนัง

รีวิวหนัง เมื่อประเทศไทยอยู่ในยุคกาขาว บรรยากาศบ้านเมืองวิปริตถึงขนาดหิมะตกทำกรุงเทพมหานครขาวโพลนอย่างน่าประหลาดพร้อมการปกครองของ UNA หรือกองท้พสหประชาชาติที่ออกกฎจนประเทศไทยกลายเป็นเมืองอันไร้สีสันแม้แต่เสื้อผ้าก็ยังใส่สีอื่นไม่ได้นอกจากสีเทา 3 ชีวิตมือปืนต่างดิ้นรนเพื่อความรักและความสุขอันไกลเกินเอื้อมทั้ง แจ็ส โซเด (ผดุง ทรงแสง)

นักดาบมือพระกาฬฟันกระสุนขาดครึ่งที่ถูกว่าจ้างให้สังหาร ไต้หล้า อาซาปัตตานี (วีรยุทธิ์ นานช้า) ผู้ต่อต้าน UNA ฝ่ายใต้ ด้าน โจ๊ก โซแบด (กรภพ จันทร์เจริญ) มือปืนลูกศิษย์ของ คิด ไซเลนเซอร์ (ไพฑูรย์ พุ่มรัตน์) ผู้ถ่ายทอดวิชาปืนเก็บเสียงก็ได้รับการว่าจ้างให้สังหาร ไอสาน พระกาฬสุรินทร์ (สมพงษ์ คุนาประถม)

ผู้ต่อต้าน UNA ฝ่ายอีสาน โดยหวังเอาเงินก้อนนี้พา ดารณี (วนิดา เติมธนาภรณ์) แฟนสาวป่วยใกล้ตายไปดูแสงเหนือตามความฝัน ส่วน
เจ โซนานา (บริบูรณ์ จันทร์เรือง) มือระเบิดลูกครึ่งผู้มีความแค้นเบื้องหลังกับ UNA ก็ได้รับการว่าจ้างให้ทำงานลับให้องค์กรที่ตนเกลียดเพื่อหวังจะได้รู้ความลับว่าใครข่มขืนแม่ตนเอง แต่หลังจากเกิดคลื่นช็อกเวฟครั้งใหญ่หลังการมาเยือนของอาคันตุกะจากต่างดาวชะตาชีวิตของพวกเขาอาจเกี่ยวพันกันอย่างไม่น่าเชื่อ

คล้อยหลังมา 19 ปีจาก มือปืน/โลก/พระ/จัน หนังที่ก่อกระแสการเอาตลกคาเฟ่มาเล่นหนังใหญ่แต่กลับโดดเด่นด้วยบทภาพยนตร์ที่จินตนาการถึงประเทศไทยในอนาคตที่ต่างชาติเข้ามาครอบงำผสมผสานกับแนวคิดทางพุทธศาสนาที่ว่าด้วยเรื่องของกรรม ก็ทำให้มันกลายเป็นงานบันเทิงที่ไม่ขาดสาระและยังอยู่ในใจคอหนังมานานรวมถึงตัวผมเองด้วย

รวมถึงการถือกำเนิดของผู้กำกับรุ่นใหม่อย่าง ยุทธเลิศ สิปปภาค ที่ต่อมากลายเป็นผู้มีอิทธิพลต่อวงการหนังไทยด้วยหนังแนวแปลกแหวกตลาดผ่านทั้งความสำเร็จและล้มเหลวมานับไม่ถ้วน แต่สิ่งหนึ่งที่ยึดเกาะกับหนังยุทธเลิศมาตลอดคงหนีไม่พ้น 2สิ่งคือ เรื่องโรแมนติกกับการเมือง แม้แต่ภาคต่ออย่าง มือปืน/โลก/พระ/จัน 2 ก็หนีไม่พ้น 2 สิ่งนี้ด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่ต้องบอกกล่าวกันก่อนไปดูหนังเรื่องนี้คือการเล่าเรื่องของมันไม่สำคัญเท่าอุดมการณ์ความคิดและการวิพากษ์สังคมผ่านสัญญะต่าง ๆ ที่หนังเอามาประเคนให้ทั้งเรื่อง ซึ่งยุทธเลิศยอมแลกความตลกที่อาจลดลงแต่ไปเพิ่มการกระตุกต่อมคิดคนดูให้ทำงานกับหนังทั้งเรื่องแทน

โดยเราอาจกล่าวถึงประเด็นน่าสนใจของหนังได้ด้วยการแบ่งเป็นประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

เรื่องตลกของแจ๊ส โซเด

หนังเปิดเรื่องด้วยการให้ แจ๊ส โซเด มาเล่าเรื่องตลก 2 เรื่องติดกัน และก็เหมือนความตั้งใจของบทที่ไม่ต้องการให้คนดูขำกับมุกตลกที่เขาเล่าให้ฟัง เพราะทุกมุกลงท้ายด้วยคำว่า ไม่ฮาใช่มั้ยงั้นเรื่องต่อไป ก่อนที่หนังจะตัดไปเล่าเรื่องราวส่วนอื่นต่อ แต่หากย้อนมาวิเคราะห์กับฉากเปิดเรื่องที่ แจ๊ส โซดา พยายามอัดคลิป (หรืออาจจะวีดีโอคอล) เล่าเรื่องตลกให้น้องญาญ่า สาวที่ตนหมายปองฟังแล้ว เรากลับเห็นสิ่งที่ยุทธเลิศกำลังเสียดสีนิสัยคนไทยและอ้างอิงแบบอ้อม ๆ ถึงขึ้นแซะว่า คนไทยเองสามารถเอาเรื่องความทุกข์ หรือ เรื่องแย่ ๆ มาทำเป็นมุกตลกได้เสมอ

เรามักเลือกจะเล่าเรื่องเลวร้ายต่าง ๆ ทั้งในทางการเมือง การทำรัฐประหาร การเหยียดเชื้อชาติ ด้วยการทำให้มันตลก แต่ที่จริงมันไม่ใช่เรื่องตลก ซึ่งพอหนังพาเราไปเจอกับสถานการณ์ในชีวิตที่ แจ๊ส โซเด ต้องเผชิญโดยเฉพาะการที่ต้องไปดูแลแม่ถึงโรงพยาบาล ทั้งที่แม่เรียกหาลูกอีกคนตลอดเวลา ก็ทำให้เห็น ทุกข์ของแจ๊สที่จำต้องรับงานจ้างค่าเพื่อหาเงินมารักษาแม่

จนเขาต้องใช้มุกตลกเพื่อกลบเกลื่อนความทุกข์ของตัวเองเหมือนคนไทยทั่ว ๆ ไปที่เลือกหลีกหนีชีวิตแย่ ๆ ใต้การรัฐประหารด้วยการพูดถึงรัฐมนตรีทุกจริต นายกเผด็จการ หรือนักการเมืองฉ้อฉลด้วยการทำให้มันเป็นเรื่องตลกกลบเกลื่อนทุกข์จริง ๆ แทน รวมถึงการหนีกหนีชีวิตจริงด้วยการสวมแทนตัวเองด้วยภาพคนดังที่เพอร์เฟกต์กว่าเช่นที่ แจ๊ส โซเด แนะนำตัวเองว่าชื่อ ณเดชย์ กับพยาบาล ที่ชื่อ ญาญ่า ใช่ครับ เธอคือคนที่แจ๊สพยายามเล่าเรื่องตลกตอนต้นเรื่องให้ฟังและแน่นอนว่าน้องญาญ่าไม่ขำอยู่ดี ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าเรื่องราวส่วนนี้เกิดขึ้นในโรงพยาบาลจิตเวชก็ยิ่งทำให้เห็นว่าคนปกติอย่างพยาบาลก็ไม่ได้มีความสุขไปกว่าคนบ้านัก

และในทางสัญญะแล้วโรงพยาบาลบ้าใน มือปืน/โลก/พระ/จัน 2 ก็คือหน่วยหนึ่งในการตีความแบบความสัมพันธ์แนวดิ่ง(Paradigimatic Relation) ในหนังอันว่าด้วยความไม่ปกติของโลกในหนังที่เมื่อผนวกกับ ภาพหิมะตกในกรุงเทพ ฯ และการมาเยือนของมนุษย์ต่างดาวแล้ว มันก็ทำให้เห็นว่ามุกของแจ๊สมันไม่ตลกเพราะแท้จริงแล้วไอ้สิ่งที่ถูกทำให้ตลกมันคือกลียุคดี ๆ นี่เอง

แสงเหนือของดารณี

ในเรื่องของโจ๊ก โซแบดเองก็มีจุดน่าสนใจตรงการพยายามทำทุกอย่างให้ช่วงเวลาสุดท้ายของดารณีแฟนสาวใกล้ตายมีความสุขที่สุด หนังจงใจใช้สัญญะหลายอย่างในการประกอบร่างเข้ากันแบบความสัมพันธ์แนวราบ (Syntagmatic Relation) อันว่าด้วยความสุขที่เอื้อมไม่ถึงทั้งควันบุหรี่ของดารณีในห้วงคำนึงของโจ๊ก

หรือความฝันว่าด้วยการได้ไปดูแสงเหนือที่นอร์เวย์จนเธอวาดมันออกมาเป็นภาพวาด แต่ด้วยสภาพการป่วยไข้ ร่างกายที่ขยับเองไม่ได้จนต้องพึ่งรถเข็นหรือสายน้ำเกลือ เครื่องช่วยหายใจที่ระโยงระยาง ก็ทำให้เห็นถึงการติดกับ (Trapped) ของดารณีที่ดันไปกักขังให้ โจ๊ก ต้องทำทุกอย่างเพื่อความฝันในการได้ ออกไปจากประเทศไทยของแฟนสาว ซึ่งหากมองให้ดีแล้วมันก็แทนภาพแทนอันน่าเศร้าของคนไทยเองที่ได้แต่ฝันถึงชีวิตที่ดีกว่าในบ้านเมืองที่เป็นประชาธิปไตยและบรรยากาศ อากาศที่ดีกว่ายังเมืองนอก และแน่นอนว่าสัญญะต่าง ๆ ถูกจัดวางและบอกเล่าผ่านการจัด มิสอองแซง (Mise En Scène)

หรือองค์ประกอบในฉากดังที่กล่าวมาแล้ว ก็ทำให้เห็นเลยว่าความฝันอันล่องลอยของดารณีก็คือปลายทางที่โจ๊กไม่เคยมองเพราะมัวแต่ใช้เวลาดูแลดารณีที่ป่วยหนักไม่ต่างจากปัญหารุมเร้าในไทยจนเขาหลงลืมว่าภาพความสุขข้างนอกมันเป็นยังไง ดังนั้นในเวลาที่เหลืออยู่ของดารณีเลยกลายเป็นช่วงเวลาสำคัญที่โจ๊กจะได้สะสางและสังหารเพื่อหาทุนมาทำให้ความฝันสุดท้ายของแฟนสาวเป็นจริง  ดูหนังออนไลน์