Categories
ดูหนังออนไลน์ฟรี

รีวิวหนัง มหา’ลัยเหมืองแร่ หลักสูตรชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัย หนังดีของคนไทย

รีวิวหนัง มหา’ลัยเหมืองแร่ หลักสูตรชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัย หนังดีของคนไทย

หนังมหา’ลัยเหมืองแร่: โลกกรรมกรสุดโรแมนติกของชนชั้นกลาง

รีวิวหนัง  เรื่องราวในภาพยนตร์นั้นถ่ายทอดชีวิตของคนในเหมืองมาเรื่อยๆ และเรียบง่ายมาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าน่าเบื่อแต่อย่างใด เพราะมีจุดที่ทำให้รู้สึกสนุกขบขันสอดแทรกเข้ามาได้อย่างลงตัว ซึ่งชีวิตคนเหมืองก็ออกแนวไปทางสำมะเลเทเมาค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นระดับกรรมกร หรือระดับเจ้านาย เพราะด้วยวิถีชีวิตที่ทำงานหนัก เจอแต่สิ่งเดิมๆ ซ้ำซาก ขาดความบันเทิงใจ การดื่มเมามายกับเพื่อนฝูงจึงเป็นอะไรที่น่าจะปลอบประโลมใจที่แสนเหว่ว้าให้ยังอยากมีชีวิตอยู่ได้ดีที่สุดแล้ว

แต่มีพบก็ต้องมีจาก…แม้ตอนจบดูเหมือนว่าจะต้องพบเจอกับความล้มเหลวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับเป็นความน่าภาคภูมิใจที่เหมือนว่า เป็นการจบการศึกษาของเขาจริงๆ ใน 3 ปี 11 เดือน ที่สอนอะไรมากมายให้กับชีวิตเขา ทั้งความรู้ ความอดทนกับทุกอย่างที่ทำมา ไม่มีคำว่าสูญเปล่าเลยสักนิด เป็นความทรงจำที่แสนจะมีค่า แม้ว่าตอนแรกตั้งใจว่าจะมาทำงานเก็บเงิน แต่ท้ายที่สุดก็ยังทำไม่สำเร็จอยู่ดีก็ตาม เขาเติบโตขึ้นเยอะมาก ในเมื่อเขาผ่านการทดสอบสุดหินจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไปได้แล้ว ก็คงไม่มีอะไรที่ยากลำบากในชีวิตที่เขาจะข้ามผ่านมันไปไม่ได้อีกแล้วล่ะนะ

ในวันที่ผู้เขียนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย กลับรู้สึกโหวงๆ ไม่มั่นใจกับการที่จะออกไปเผชิญกับการทำงานในโลกจริงๆ เลย รู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อม มีความรู้ไม่พอด้วยซ้ำ ลองเทียบกับชีวิตของคุณดูสิ มีสถานที่ไหนที่เป็นเสมือนมหาวิทยาลัยที่สอนคุณ และให้ความรู้กับคุณได้ยิ่งกว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยบ้าง แล้วคุณจะยิ่งเข้าใจแก่นแท้ของหนังเรื่องนี้ที่จะสอนใจคุณได้เป็นอย่างดี เป็นหนังที่สร้างแรงบันดาลใจควรค่าแก่จดจำไปอีกนานเท่านานเลย

“ผมเอาชีวิตไปหั่นไว้ในเหมืองแร่ถึง 4 ปีเต็ม เป็น 4 ปีที่คนธรรมดาจะเรียนจบมหาวิทยาลัยได้สบายๆ แต่ที่เหมืองแร่สำหรับผมแล้ว มันไม่มีใบคู่มือรับรองใดๆ เลย นอกจากแผลคู่มือ ที่คนอื่นไม่มีทางรู้เลยว่ามันเกิดจากอะไร”

ย้อนกลับไปในวันที่ 26 พฤษภาคม 2548 หรือวันนี้เมื่อ 14 ปีที่แล้ว คือวันที่ภาพยนตร์มหา’ลัย เหมืองแร่ (The Tin mine) ภาพยนตร์แนวดราม่ากรุ่นกลิ่น ‘คัมมิง ออฟ เอจ’ ผ่านฝีมือการกำกับและเขียนบทโดย เก้ง-จิระ มะลิกุล เข้าฉายเป็นวันแรก

มหา’ลัย เหมืองแร่ ดัดแปลงมาจากหนังสือรวมเรื่องสั้นชุด เหมืองแร่ ชื่อ ตะลุยเหมืองแร่ ของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ซึ่งถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในหนังสือ 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน

เนื้อหาว่าด้วยช่วงชีวิตสุดพลิกผันของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ หลังถูกรีไทร์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ปี 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อนั้นเองที่อาจินต์ต้องนำพาชีวิตเดินทางไกลจากเมืองหลวง แล้วไปสิ้นสุดลงที่ ‘เหมืองกระโสม ทิน เดรดยิง’ อำเภอตะกั่วทุ่ง ตำบลกระโสม จังหวัดพังงา เหมืองแร่ดีบุกในยุคที่กิจการเหมืองแร่ในไทยยังเฟื่องฟู เพื่อเริ่มต้นลงทะเบียนเรียนรู้ ณ สถานศึกษาแห่งใหม่ มหาวิทยาลัยแห่งชีวิตที่อาจินต์ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านการทำงาน

ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปีที่ข้ามผ่าน คือวิชาที่ไม่เคยมีตำราเล่มไหนบอกสอน แบบฝึกหัดที่ต้องใช้แรงกาย ลมหายใจ และหัวใจเข้าแลก สำคัญที่สุดคือการได้เรียนรู้คุณค่าของชีวิตและมิตรภาพจากเจ้านายและเพื่อนร่วมงาน ‘เหมืองกระโสม ทิน เดรดยิง’ ไม่มีใบปริญญามอบให้ มีเพียงเกียรติยศและความภาคภูมิใจส่วนตัว มอบไว้ให้เมื่อหันหลังจากมา…

ปี 2496 อาจินต์เดินทางกลับกรุงเทพฯ หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่เหมืองกระโสมนาน 3 ปี 11 เดือน ต่อมาในปี 2497 เขากลั่นประสบการณ์เกือบ 4 ปี ถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือผ่านเรื่องสั้นชุด ‘เหมืองแร่’ พิมพ์ในนิตยสาร ‘ชาวกรุง’ ตลอด 30 ปี อาจินต์เขียนเรื่องสั้นเหมืองแร่อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสิ้น 142 ตอน ก่อนที่ในเวลาต่อมา เก้ง-จิระ มะลิกุล ซึ่งเป็นแฟนหนังสือ จะนำเรื่องราวชีวิตของอาจินต์มาถ่ายทอดอีกครั้งในรูปแบบภาพยนตร์

ในปีที่หนังเข้าฉาย อาจินต์ ปัญจพรรค์ ในวัย 77 ปี บอกเล่าเหตุผลที่เขายอมให้งานเขียนสุดรักซึ่งกลั่นออกมาจากความทรงจำวัยหนุ่ม ถูกนำมาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ไว้อย่างน่าสนใจว่า

: อาจินต์ ปัญจพรรค์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี 2534 ผู้เขียนเรื่องสั้นชุด เหมืองแร่ ชื่อ ตะลุยเหมืองแร่ ถ่ายรูปคู่กับ พิชญะ วัชจิตพันธ์ นักแสดงหน้าใหม่ผู้เข้ามารับบทบาทเป็นตัวเขาเองในภาพยนตร์

‘เหมืองแร่’ เป็นหนังสืออีโมชัน มันเกิดจากมันสมอง และความโฮมซิกของผม ไม่มีแอ็กชันทางการแสดง แต่นายเก้งเขาบอกว่ามี ผมถามเขาว่าแอ็กชันคืออะไร เขาบอกผมว่า ฝนตกเจ็ดวันเจ็ดคืน แอ็กชันของมันคือถนนขาด สะพานพังต้องทำใหม่ และเรือขุดจมนั่นคือสุดยอดแอ็กชัน ทันทีที่ผมได้ฟังก็รู้สึกว่าเขาเล็งลึก ไอ้ผมมันเล็งแต่ตัวหนังสือ เขาเล็งการกระทำ เขามองอย่างนัยน์ตานักสร้างหนัง”

“ผมเชื่อมือเขา และตั้งแต่เขาเริ่มทำงานผมไม่ไปเกี่ยวข้องกับเขา เพราะตัวหนังสือของผมเดินด้วย ก.ไก่ ข.ไข่ แต่นายเก้ง งานเขาเดินด้วยฟิล์ม มันคนละอาชีพ ผมจะไม่พูดถึงงานของเขา ผมจะคอยดูในจอเท่านั้น หน้าที่ของผมหมดแล้วตั้งแต่ตกลงขาย (ลิขสิทธิ์บทประพันธ์) ทีนี้ดีหรือไม่ดี ตัวใครตัวมัน”

หลังจากถ่ายทำนานกว่า 3 เดือน โดยใช้งบประมาณการสร้างสูงถึง 70 ล้านบาท ในที่สุดภาพยนตร์ มหา’ลัย เหมืองแร่ ก็เสร็จสมบูรณ์และออกฉายในเดือนพฤษภาคม 2548

ผลงานที่ปรากฏบนจอภาพยนตร์ คืองานโปรดักชันที่ละเอียด ละเมียด สมจริง ผ่านทีมนักแสดงที่ถูกคัดเลือกมาอย่างดี โดยได้ พิชญะ วัชจิตพันธ์ นักแสดงหน้าใหม่เข้ามาสวมบทบาท อาจินต์ ปัญจพรรค์ และได้นักแสดงสมทบชั้นดีอย่าง สนธยา ชิตมณี, ดลยา หมัดชา, แอนโทนี โฮวาร์ด กูลด์, นิรันต์ ซัตตาร์ ฯลฯ

ในแง่ผลตอบรับด้านรายได้ แม้ว่า มหา’ลัย เหมืองแร่ จะเป็นหนังที่ล้มเหลว โดยเมื่อจบโปรแกรมฉาย หนังทำรายได้เพียง 30 ล้านบาท แต่ถึงอย่างนั้น หนังกลับได้รับเสียงวิจารณ์ที่ดีเยี่ยม ในปีนั้น มหา’ลัย เหมืองแร่ กวาดรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 15 ไปได้ถึง 6 รางวัล โดยเฉพาะสาขาหลักอย่าง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และผู้กำกับยอดเยี่ยม มากไปกว่านั้นแม้เวลาจะผ่านมาถึง 14 ปี แต่หนังยังคงถูกจดจำและยกย่องในฐานะภาพยนตร์ไทยชั้นดีที่หยิบขึ้นมาดูกี่ครั้งก็ยังลึกซึ้งกินใจอยู่เสมอ ดูหนังออนไลน์ 

Categories
ดูหนังออนไลน์ฟรี

รีวิวภาพยนตร์ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน หนังสร้างแรงบันดาลใจ

รีวิวภาพยนตร์ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน หนังสร้างแรงบันดาลใจ

รีวิวภาพยนตร์ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน

รีวิวภาพยนตร์ ย้อนกลับไปปี พ.ศ.2543 ต๊อบก็เหมือนเด็ก ม.ปลาย ติดเกมออนไลน์ทั่วไป วันหนึ่ง มีคนมาขอซื้อไอเทมภายในเกมจากเขาด้วยเงินจริง ต๊อบจึงขอใช้บัญชีเงินฝากของลุงเทือง พ่อบ้านผู้จงรักภักดี ในการหาเงินจากเกมออนไลน์อย่างเป็นล่ำเป็นสันถึงขั้นถอยรถป้ายแดงจนเป็นร่ำลือไปทั่วโรงเรียนในพริบตา ต๊อบมัวหาเงินจากเกมจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยรัฐไม่ได้ ครั้นจะส่งตัวเองเข้ามหาวิทยาลัยเอกชน ตัวละครในเกมก็โดนผู้ให้บริการแบนพอดี เนื่องจากการซื้อขายไอเทมด้วยเงินจริงนั้นผิดกฎระเบียบของเกมดังกล่าว ครั้นจะขายเครื่องเล่นดีวีดีก็ถูกพิษของเครื่องจีนแดงเล่นงานหมดตูด

ต๊อบที่พึ่งบอกปัดเงินช่วยเหลือจากพ่อด้วยทิฐิ จำต้องแอบขโมยพระเครื่องไปปล่อยเพื่อหาเงินค่าลงทะเบียนได้เงินมา 1 แสนบาท แต่เอาเข้าจริงๆ ต๊อบก็ไม่ค่อยได้เรียนเท่าไร เพราะมัวแต่คิดวิธีหาเงินเพื่อไปไถ่พระเครื่องของพ่อกลับคืนมา
ต๊อบเสียค่าโง่ตั้งแต่ก้าวแรกเมื่อไปซื้อเครื่องคั่วเกาลัดอัตโนมัติราคา 3 หมื่นบาทมาในราคา 1 แสนบาท เอาล่ะ ก้าวแรกพลาดไปแล้ว ก้าวที่สองคือการตะลุยเยาวราช เพื่อขโมยเคล็ดวิชาคั่วเกาลัดจากแผงลอยต่างๆ แบบครูพักลักจำ จนต๊อบสำเร็จวิชาคั่วเกาลัดได้อร่อยเหาะ ก้าวที่สามคือการหาที่วางขายสินค้าในห้างซูเปอร์สโตร์ ซึ่งต๊อบก็โดนหลอกขายที่ตั้งบูธในทำเลไม่ดี
ก้าวที่สี่จึงต้องหากลยุทธ์ดึงดูดความสนใจจน “เกาลัดเถ้าแก่น้อย” มียอดขายพุ่งพรวด ต๊อบรีบขยายสาขาโดยไม่ฟังคำทักท้วงของลุงเทืองจนเกิดปัญหาขึ้นจริงๆ และก็ไม่สามารถหาทางแก้ไขที่เหมาะสมได้ ห้างจึงยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่ขายของต๊อบทุกสาขา เคราะห์ซ้ำกรรมซัดต่อเนื่อง เมื่อทางบ้านติดหนี้ 40 ล้านบาท พ่อแม่ของเขาตัดสินใจหนีหนี้ไปอยู่เมืองจีน

แต่ต๊อบปฏิเสธ โดยครั้งนี้เขายอมที่จะเป็น “ลูกจ้าง” ของพ่อเพื่อเรียนหนังสือต่อแต่โดยดี
แต่สายเลือดพ่อค้าอย่างเขามีหรือจะเลิกราง่ายๆ สาหร่ายแผ่นที่แฟนสาวซื้อมาให้ลองชิมจุดประกายให้ต๊อบเปลี่ยนมาประกอบอาชีพรับสาหร่ายทอดมาขาย แต่สินค้าดังกล่าวเก็บได้ไม่กี่วันก็เหม็นหืน บอกให้ผู้ผลิตแก้ไขก็ไม่ได้รับความสนใจ ต๊อบจึงลงมือทอดสาหร่ายขายเสียเอง แต่กว่าจะประสบความสำเร็จก็แทบรากเลือด ขายของใช้ส่วนตัวประทังชีวิตจนเกือบหมด แม้สาหร่ายทอดจะขายดิบขายดี แต่ยังไม่มากพอที่จะปลดหนี้และไถ่ถอนบ้านที่ถูกยึดไปได้ ต๊อบตัดสินใจนำเสนอสินค้าเพื่อจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น แต่ก็ถูกผู้จัดการตีตกรอบแรกอย่างอนาถไม่ว่าเรื่องของราคา

แพคเกจ และแนวความคิดที่นำเสนอแบบท่องจำ ถ้าเป็นเด็กที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบไม่เคยเจอความยากลำบากอาจกระโดดตึกตายไปแล้ว แต่ไม่ใช่ต๊อบที่ยังฮึดสู้กลับไปปรับปรุงผลิตภัณฑ์ใหม่อีกครั้งจนผ่านการคัดเลือกในรอบแรกสำเร็จ
ถ้าเป็นการ์ตูนก็คงจบ Happy Ending แต่โลกแห่งความเป็นจริงไม่ง่ายเช่นนั้น ต๊อบต้องมีโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน GMP

สามารถผลิตสินค้าได้ตามจำนวนที่กำหนดและขนส่งได้ตามเวลา แล้วเรื่องราวก็ย้อนกลับไปยังวรรคแรก คุณในฐานะเจ้าหน้าที่อนุมัติสินเชื่อรู้สึกนับถือหมอนี่จริงๆ แต่ปัญหาคือต๊อบพึ่งอายุ 19 ยังไม่ถึงเกณฑ์ปล่อยกู้แถมหลักทรัพย์ที่เอามาค้ำประกันก็เป็นโฉนดติดจำนองอีกต่างหาก ให้ตายอย่างไรคุณก็ปล่อยเงินกู้ไม่ได้ เส้นตายก่อนเซเว่นอีเลฟเว่นจะเดินทางมาตรวจสอบโรงงานที่ยังไม่มีตัวตนของต๊อบก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว…

ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นหนังไทยที่พูดถึงชีวประวัติของคน ๆ หนึ่ง หรือดัดแปลงมาจากเรื่องจริง อาจเพราะด้วยความเสี่ยงในหลาย ๆ ด้านทำให้ทั้งทางค่ายหลีกเลี่ยงที่จะหยิบนำวัตถุดิบเหล่านี้มาสร้าง แต่หากจะให้พูดถึงหนึ่งในหนังแนวชีวประวัติของไทยที่โด่งดังในยุคนี้ ทุกคนคงต้องนึกถึง “Top Secret วัยรุ่นพันล้าน” ขึ้นมาเป็นชื่อแรก ๆ อย่างแน่นอน เพราะหนังเรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นหนังที่ยากที่จะหาหนังไทยแนวนี้ให้ดูบ่อย ๆ แล้ว แต่ข้อคิด และแรงบันดาลใจที่ได้จากหนังเรื่องนี้ก็ยังเป็นที่ตราตรึงใจผู้ชมหลาย ๆ คนมาจนถึงทุกวันนี้

Top Secret ดัดแปลงมาจากเรื่องราวชีวิตจริงของ ท็อป อิทธิพัทธ์ หนึ่งในเศรษฐีไทยที่อายุน้อยที่สุด เจ้าของแบรนด์สาหร่ายอันดับต้น ๆ ของไทยอย่าง “เถ้าแก่น้อย” โดยหนังจะพาเราไปพบกับช่วงชีวิตตั้งแต่ที่ ท็อป ยังเป็นเด็กมัธยม ที่หารายได้หลักแสนจากการเล่นเกมออนไลน์ ก่อนที่นั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในการเติบโตเป็นนักธุรกิจของเขา จนกระทั่งวันหนึ่ง ท็อปก็ได้รู้ว่าครอบครัวของเขาได้เป็นหนี้ก้อนใหญ่ จนทำให้พ่อและแม่ต้องเดินทางไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ ในขณะที่ ท็อปที่ในตอนนั้นยังเรียนไม่จบ เพราะต้องดร็อปมาทำงานเพื่อชดใช้หนี้ การลองผิดลองถูกของ ท็อปเพื่อสร้างแบรนด์สาหร่ายของตัวเองก็ได้เริ่มขึ้น

หนังเป็นผลงานการกำกับของ ย้ง ทรงยศ สุขมากอนันต์ ผู้กำกับจาก เด็กหอ และซีรีส์ Hormones วัยว้าวุ่น season 1 พร้อมได้ เต๋อ นวพล ธำรงค์รัตนฤทธิ์ มารับหน้าที่เขียนบท ด้วยการร่วมมือของมือกำกับที่ประณีต มีผีมือ และมือเขียนบทที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ ทำให้หนังเรื่องนี้ เต็มไปด้วยสีสัน ความสนุก ที่ถือว่าใหม่ สำหรับหนังไทยในตอนนั้น

ก่อนอื่นต้องขอพูดถึงบทหนังของเรื่องนี้ โดยด้านบทนั้น ได้มีการดัดแปลงชีวิตจริงของ ท็อป เถ้าแก่น้อย ด้วยการยังคงเหตุการณ์จริงที่สำคัญ ๆ บางส่วนเอาไว้ และเพิ่มเติมความขัดแย้ง ปมปัญหาบางส่วนในแบบภาพยนตร์เข้าไปให้หนังดูมีสีสันมากยิ่งขึ้น ทั้งการพยายามพิสูจน์ตัวเองในวงการธุรกิจของท็อป การฝ่าฟันอุปสรรค และความล้มเหลวมากมาย นอกจากนี้หนังยังสามารถหยิบเรื่องราวที่ดูเฉพาะกลุ่มอย่างการค้าขาย การทำธุรกิจมานำเสนอให้ออกมาเข้าใจง่าย น่าติดตามตลอดทั้งเรื่อง

จุดเด่นจุดแข็งของหนังเรื่องนี้คือการนำเสนอเรื่องราวผ่านมุมมองของตัวละครที่เป็นเด็กวัยรุ่น ท่ามกลางโลกของผู้ใหญ่ ซึ่งนั่นทำให้หนังมีความเป็น Coming-of-Age ที่ดีมากเรื่องหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่ของหนังแนวนี้ มักจะพูดถึงเรื่องราวความรัก มิตรภาพ หรือการสูญเสีย แต่สำหรับ วัยรุ่นพันล้าน หนังพาเราไปพบกับการเดินตามความฝัน การสู้ชีวิตของเด็กวัยรุ่นที่ถูกนำเสนอออกมาได้อย่างครบรส หนังมีดราม่าครอบครัวที่ทำออกมาได้ชวนซาบซึ้ง มิตรภาพของคนต่างวัยระหว่างท็อป และลุงเทือง(รับบทโดย เปี๊ยก โปสเตอร์) ที่ทำให้คนดูต่างหลงรัก และวิธีการฝ่าฟันปัญหา อุปสรรคในแบบของวัยรุ่น ทำให้หนังสามารถเข้าถึงคนดูส่วนใหญ่ได้ ไม่ว่าจะไม่วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ก็ตาม

19377595565

รีวิวภาพยนตร์ ด้านการแสดงของทีมนักแสดงนำในเรื่องนี้ต่างก็สามารถถ่ายทอดบทบาทออกมาได้น่าชื่นชมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น พีช พชร ที่รับบทเป็น ท็อปก็สามารถแบกรับหนังทั้งเรื่องออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยความที่ตัวละครท็อป และชีวิตจริงของพีช ที่มีความเป็นคนไทยเชื้อสายจีนอยู่แล้ว ทำให้ในการถ่ายทอดบทบาทลูกคนจีนของ พีช ในเรื่องนี้ออกมาดูเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้บท ท็อปในเรื่องนี้ก็มีดราม่าที่หนักหน่วงพอ ๆ กับบท วินจาก Hormones วัยว้าวุ่น ซึ่งในเรื่องนี้พีช ก็ถ่ายทอดบทสู้ชีวิตออกมาได้ทรงพลัง หนักแน่น จนบทท็อปได้กลายเป็นอีกหนึ่งบทบาทการแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ พีช พชร มาจนถึงทุกวันนี้

อีกหนึ่งบทบาทการแสดงที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ ก็คงไม่พ้นบท ลุงเทือง ที่เป็นการกลับมาแสดงภาพยนตร์หลังเว้นช่วงไปนานกว่า 40 ปี ซึ่งบทลุงเทือง ได้กลายเป็นตัวละครที่คนดูหลายคนล้วนหลงรัก ประทับใจ ในการถ่ายทอดบทบาทที่เป็นธรรมชาติ และเป็นตัวละครสำคัญที่ช่วยผลักดันเรื่องราวกรสู้ชีวิตในครั้งนี้ให้ออกมามีสีสันมากยิ่งขึ้น

หนังอาจยังคงคอนเซปต์ของหนังจาก GTH ที่มีความฟีลกู้ด สูตรสำเร็จที่ใครที่ดูหนังค่ายนี้บ่อย ๆ ก็คงเดาทิศทางได้ไม่ยาก แต่อย่างไรก็ตาม Top Secret ถือว่าเป็นหนังไทยที่นานทีปีหนจะมีมาให้ชม สำหรับใครที่อยากลองหาหนังสร้างแรงบันดาลใจดี ๆ สักเรื่อง ที่ให้ทั้งความสนุก บันเทิง และให้แง่คิด ให้เราหันกลับมาสู้ชีวิตทำตามความฝันอีกครั้ง หนังไทยเรื่องนี้ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง หากใครยังไม่ได้ดูละก็ อย่ารอช้า

โดยปกติแล้วหนังฟอร์มหลักของ GTH ที่มักจะเน้นการเขียนบทและสร้างเรื่องด้วยตัวเอง (Original Score) แต่กับ “วัยรุ่นพันล้าน” หนังชีวประวัติของ ต๊อบ อิทธิพัฒน์ เจ้าของธุรกิจสาหร่ายเถ้าแก่น้อย เป็นหนังที่ต้องเล่นไปตามเนื้อเรื่องที่มีตัวตนอยู่แล้ว

เพียงแต่ขึ้นอยู่กับการแปลงบทหนังว่าจะให้มันมีอารมณ์ร่วม หรือแทรกแง่มุมได้น่าสนใจแค่ไหน คล้ายกับกรณี The Social Network

หนังเข้าในจังหวะที่ต้องบอกว่า “โคตรซวย” เพราะน้ำท่วมกรุงเทพฯ แบบพี๊กมาก ทุกคนตื่นเต้นแต่กับน้ำท่วม เขตไหนประกาศอพยพ ฯลฯ จนไม่มีอารมณ์มาดูหนังกัน
เห็นชื่อน้องพีช พชร แสดงเป็นพระเอกแล้วแปลกใจนิดหน่อย เพราะเพิ่งเปิดตัวมาจาก Suck Seed ได้ไม่นาน จากฝีมือในเรื่องนี้ก็ต้องบอกว่าทำได้พอผ่าน
นางเอกน้องมุกไหม (วลันลักษณ์ คุ้มสุวรรณ) ที่น่ารักโฮก แต่ออกมาบทน้อยยยยยย จนแทบไม่มีบทบาทในหนังอะไรเลย
เนื้อเรื่องน่าติดตามอยู่แล้ว เพราะชีวิตของต๊อบมันก็ค่อนข้างเหลือเชื่อจริงๆ
แทรกโฆษณาได้น่าเกลียดพอสมควร ถึงเราจะรู้กันอยู่แล้วว่าเถ้าแก่น้อยโตได้เพราะเซเว่นอีเลฟเว่นก็ตามเถอะ

ชอบจังหวะสร้างอุปสรรคต่อการไปต่อข้างหน้า มันดูมืดมนและไม่รู้ทางออกจริงๆ (ทั้งที่เรารู้ว่าสุดท้ายตอนจบพระเอกรวย)
การใช้สัญลักษณ์อย่างเจ้าแม่กวนอิม หรือความเชื่อในการไม่ต้องคิดอะไรมาก แม้ไม่เด่นมาก แต่ก็ออกมาดูดีมีจังหวะ
บทหนังแน่นเกินไป หลายจังหวะดูจะรีบยัดๆ เข้ามา ข้อเสียคือมันหาจุดไคลแม๊กส์ไม่เจอเสียที ออกมาจากโรงจะหาไม่เจอว่าเราจำอะไรเด่นๆ จากหนังได้บ้าง
โดยรวมแล้วชอบเรื่องวัยรุ่นพันล้านนะครับ เป็นหนังดีและแนะนำให้ดูได้ทุกเพศทุกวัย อย่างน้อยก็ทำให้เราได้แรงบรรดาลใจ ว่าการสร้างตัวเองจนกว่าจะมีทุกวันนี้ได้นั้น ไม่มีหรอกที่ได้มาด้วยโชคหรือความบังเอิญ
พรุ่งนี้รวย … ไม่มีจริงหรอกครับ แต่เราคงต้องเริ่มจากวันนี้ตะหาก ดูหนังออนไลน์ 

Categories
ดูหนังออนไลน์ฟรี

รีวิว รถไฟฟ้ามาหานะเธอ Bangkok Traffic (Love) Story

รีวิว รถไฟฟ้ามาหานะเธอ Bangkok Traffic (Love) Story

รวมรูปภาพของ รถไฟฟ้า มาหานะเธอ รูปที่ 11 จาก 21

รีวิว ในโอกาสที่ครบรอบ 10 ปี BTS ทาง GTH จึงปั้นเรื่องของรถไฟฟ้าของคนเมืองมาผสมกับความรักของสาวเมือง ที่นับวันยิ่งแต่งงานกันน้อยลง ไม่ก็แต่งกันในวัยที่มากขึ้นทุกที อาจด้วยเพราะผู้ชายเมืองหายากขึ้นทุกทีจนต้องแย่งกันคว้า แม้ว่าเหมยลี่จะเจอคนนั้น แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ต้องสะดุดด้วยอุปสรรคหลากรูปแบบ ที่มีพลังพอจะแยกคนสองคนให้เลิกลาจากกันได้

ทั้งเวลาเอย ระยะทางเอย ความผันแปรของจิตใจเอย ทุกอย่างคือสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงกับทุกคน มิน่ามันถึงโดนใจยิ่งนัก

นอกจากดาราแขกรับเชิญหลายคนที่มาช่วยสร้างความฮา (นอกจาก แจ็ค แฟนฉัน ที่เห็นกันในหนังตัวอย่างไปแล้ว) ไปดูเอาเองแล้วกันว่ามีใครบ้าง หนังมีเวลาให้เราสนุกความรักที่แสนฮาไปค่อนเรื่อง ก่อนปิดท้ายด้วยอารมณ์อีกด้านของความรัก แม้จะเตรียมใจมาแค่ไหน ผมก็ไม่วายเสียน้ำตาให้กับมัน ตั้งแต่คำพูดนั้นของเหมยลี่ มาจนถึงตอนจบ น้ำตาไม่เคยเหือดแห้งจางไป ทำให้ผมนึกถึง “Marley & Me” หนังหมาๆ ที่ตั้งใจเล่าเรื่องคนที่ผมเพิ่งได้ดูไป ฮาตลอดเรื่องแล้วมาร้องไห้กันตอนท้าย แต่ “Marley & Me” ก็ไม่ได้ทำให้เราเศร้านานขนาดนี้

นางเอกหมวยๆ…ไม่เอานะเธอ

หลายคนคิดว่าความแข็งแรงของความหมวยในหนังเรื่องนี้จะต้องเป็นแกนหลักในการหานางเอกแน่ๆ แต่จริงๆ แล้วไอเดียการหานักแสดงเรื่องนี้คือสาวตาโตแบบการ์ตูนตาหวาน นักแสดงที่ได้รับการเรียกมาแคสติ้งในรอบแรกจึงเป็นสาวตาโตล้วนๆ กลมดิ๊ก คือถ้าตาใครมีประกายน้ำแบบในการ์ตูนจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ แต่สุดท้ายไทป์นี้ก็ตกรอบไป เพราะความหมวยยังคงครอบงำหนังเรื่องนี้จนทางโปรดิวเซอร์ไม่สามารถสลัดออกไปได้ ตัวเลือกนักแสดงหมวยจึงทยอยกลับมาอีกครั้ง

ชื่อของ คริส หอวัง ที่ป๊อปอัพมาเป็นชื่อแรกๆ สมัยทีมแคสติ้งเพิ่งได้อ่านบทใหม่จึงกลับมาอีกครั้งในตารางการแคสติ้ง และสุดท้ายชื่อของเธอก็ถูกพิมพ์ลงโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ และประทับลงในจิตใจของสาววัย 30 ชาวไทยที่ยังไม่มีแฟนทั่วประเทศ เรียกได้ว่าเป็นไอดอลเลยก็ว่าได้

รถด่วน…ขบวนบางรัก

ผมคุยกับพี่ปิ๊งเล่นๆ ว่า เออ ตอนนั้นที่ผมดูหนัง ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมบ้านคุณลุง (เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์) มันจะต้องเป็นเกสต์เฮาส์ริมแม่น้ำ พี่เน้นเอาสวยเหรอ พี่ปิ๊งบอกว่า มึงจำไม่ได้เหรอว่าบทร่างแรกๆ ชื่อหนังมันคือ Last Train To Bangrak …อ๋อ ใช่ว่ะ

ชื่อหนังแรกๆ คือ Last Train To Bangrak ตั้งโดย พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล แน่นอนว่าฟังง่ายและตรงไปตรงมา นึกถึงเพลงดังที่ร้องว่า เสียงรถด่วนขบวนสุดท้าย และขบวนสุดท้ายนั้นกำลังจะวิ่งไปที่บางรัก คือถ้ามึงไม่ขึ้นขบวนนี้ มึงอาจจะไม่มีความรักแล้วนะ ถ้าเจอคนที่ใช่แล้ว มึงต้องขึ้นแล้วล่ะ เลิกเก๊กได้แล้ว อะไรประมาณนี้

ดังนั้นพี่ปิ๊งเลยเริ่มไปเดินเล่นแถวบางรักจริงๆ ว่ามันมีอะไรแถวๆ นั้นบ้าง บ้านของนางเอกจึงเป็นตึกแถวเหมือนบ้านในย่านนั้น รวมถึงบ้านคุณลุงที่เขียนไว้ว่าจะต้องอยู่ใกล้บ้านเหมยลี่ ก็เลยไปอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และสุดท้ายสถานีรถไฟฟ้าที่เหมยลี่และคุณลุงขึ้นเป็นประจำจึงเป็นสถานีสะพานตากสิน  ดูหนัง ไทย

เมโลดราม่า…ไม่ได้นะเธอ

พี่ปิ๊งเล่าว่า มึงรู้ไหมว่าตอนนั้นกูมีความพยายามจะทำให้หนังเรื่องนี้ไม่มีฉากน้ำตาร่วงเมโลดราม่าสุดจี๊ด เพราะฉากแบบนี้หนัง GTH ในยุคนั้นมีบ่อยมาก พี่ปิ๊งเลยต้องการ Disrupt

ฟังเสร็จ ผมนั่งคิดว่าในหนัง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ มันไม่มีฉากเมโลดราม่ายังไง ฉากคริส หอวังร้องไห้เละเทะตอนได้รับของเก่าๆ คืนจากคุณลุงนั่นสุดจะ Dramatic

พี่ปิ๊งเลยบอกว่า ก็กูพยายามแล้วไง แค่สุดท้ายมันไม่สำเร็จ (ฮา) เขาเล่าให้ฟังต่อว่า ฉากนั้นจริงๆ แล้วพี่ปิ๊งบรีฟคริสว่า อย่าร้องเละเทะนะ เอาแบบคลอๆ น้ำตาเกาะขอบตาพอ เธอต้องพยายามกลั้นให้ได้ เพราะอารมณ์ตัวละครมันเป็นแบบนั้น

เทกแรก แอ็กชัน: น้ำตาท่วม

พี่ปิ๊งขอใหม่อีกรอบ บรีฟใหม่ อย่าร้องๆ เอานิดเดียวพอ

เทกสอง แอ็กชัน: ร้องเละ

พี่ปิ๊งคิดในใจ เอาวะ มึงร้องไปสองเทกแล้ว น้ำตาหมดแล้วแน่นอน เทกสามเดี๋ยวแม่งได้แล้วล่ะ

เทกสาม แอ็กชัน: ร้องเละเทะที่สุด / จบ.

พี่ปิ๊งหันกลับไปถามพี่เก้ง จิระที่ไปออกกองด้วยว่าเอาไงดีครับพี่ พี่เก้งบอกว่า เลยตามเลย

สุดท้ายเราก็ได้ฉากเมโลดราม่าสุดจี๊ดกลับมาอยู่ในหนัง แม้จะไม่เป็นไปตามความตั้งใจของพี่ปิ๊ง แต่มันก็จี๊ดจริงๆ นะพี่

เคนธีรเดช…ไม่มีใครจำได้นะเธอ

ความดังของพี่เคนในช่วงปีนั้นเรียกได้ว่า กงยู เมืองไทย
ความเหนื่อยลำบากของกองถ่ายคือ การถ่ายทำพี่เคนในตอนกลางวัน เพราะจะมีคนมารุมล้อมพี่เคนตลอดเวลา ตอนถ่ายฉากงานสงกรานต์ตรงถนนใหญ่ก็จะมีมอเตอร์ไซค์บิดมาขนาบข้างตลอด
แต่โชคดีว่าตัวละครของพี่เคนเป็นพระเอกแห่งรัตติกาล เน้นอยู่กลางคืน เวลาถ่ายพี่เคนตอนกลางคืนจะไม่ค่อยมีปัญหามาก เพราะคนทั่วไปเหมือนจะไม่แน่ใจว่านี่ใช่เคน ธีรเดชหรือเปล่า มาเดินเล่นอะไรดึกดื่นแถวย่านชุมชนแบบนี้ จึงช่วยให้เกิดความสบายในการถ่ายทำมากขึ้น บางทีไปขึ้นรถไฟฟ้าคนก็ไม่ค่อยตกใจมาก

คนสร้างราง…ไม่ใช่นะเธอ

บทร่างแรกๆ ของหนังเรื่องนี้จริงๆ ว่าด้วยการที่พี่เคนของเราเป็นคนสร้างรางรถไฟฟ้าแล้วส่วนต่อขยายนั้นมันมาพาดผ่านหน้าบ้านและดาดฟ้าของตึกแถวบ้านเหมยลี่ ทั้งสองเลยมีโอกาสได้คุยกันผ่านรางรถไฟฟ้าและดาดฟ้าบ้าน โดยที่ตอนนั้นผมมีโอกาสได้ไปรีเสิร์ชบ้านเพื่อนที่ขายมอเตอร์ไซค์แล้วสถานีรถไฟฟ้าอยู่ติดกับดาดฟ้าบ้านจริงๆ คือใกล้กับชานชาลาชนิดที่ว่าสามารถกระโดดข้ามไปได้เลย พวกเราคิดว่าพล็อตนี้น่าสนใจจริงๆ คือถ้าเหมยลี่ไม่ยอมทำอะไรสักทีกับคุณลุง รางที่ลุงสร้างก็จะค่อยๆ เสร็จและเลยผ่านหน้าบ้านตัวเองไป

เมื่อเขียนเสร็จ ทางโปรดิวเซอร์เอาบทไปเสนอทาง BTS เพื่อจะขออนุญาตสถานที่ถ่ายทำ และทันทีที่ BTS อ่านจบ เขาบอกว่าชอบมากครับ แต่ว่าตัวละครคนสร้างรางไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกเรานะครับ เพราะ BTS ไม่ใช่บริษัทรับก่อสร้างรางรถไฟ ได้ยินแบบนี้ก็เหวอกันไปแป๊บหนึ่ง สุดท้ายเราก็กลับมาแก้ไขบทพี่เคนให้กลายวิศวกรซ่อมบำรุงรางประจำวันแทน ซึ่งคนเหล่านี้จะต้องทำงานตอนดึกหลังรถไฟฟ้าปิด ก็คือเที่ยงคืนเป็นต้นไป ซึ่งก็ยังรักษาคอนเซปต์การเป็นคนกลางคืนได้เหมือนเดิม

(แถม) บทร่างแรกๆ หนังจบที่คุณลุงและเหมยลี่ร่ำลากันที่สะพานตากสิน ก่อนที่คุณลุงจะลาไปเมืองนอกและทั้งสองคนไม่ได้เจอกันอีกเลย ซึ่งแน่นอนว่าพี่คนอื่นๆ ก็มาช่วยทำให้ตอนจบอันแสนหดหู่นี้กลายเป็นฉากจบที่ดีกว่าเดิมอย่างที่เห็นในหนัง

Categories
ดูหนังออนไลน์ฟรี

รีวิวหนัง เด็กหอ ภาพยนตร์ไทยแนวหนังสยองขวัญ ที่ไม่ควรพลาด

รีวิวหนัง เด็กหอ ภาพยนตร์ไทยแนวหนังสยองขวัญ ที่ไม่ควรพลาด

ตัวอย่าง เด็กหอ (Official Trailer) - YouTube

รีวิวหนัง ภาพยนตร์เรื่องนี้เคยถูกวิจารณ์ในเว็ปพันทิปว่าเป็นหนังที่มีเค้าโครงคล้ายกับภาพยนต์สเปนเรื่อง EI Espinoza del diablo(The Devil’s backbone) แต่ผู้กำกับอย่างทรงยศได้ออกมากล่าปฏิเสธแล้วบอกไปว่าเรื่องรวามของภาพยนต์เรื่องวเด็กหอนี้ตนเองได้รับแรงบรรดานใจมาจากเรื่องเล่าที่เคยได้ยินมาขณะที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชาเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเกี่ยวข้องกับหนังสเปนเรื่องนี้แต่อย่างไร

ชาตรี เด็กชาย อายุ 12 เรียน ม.1 เป็นเด็กไร้ความหมาย ที่พ่อของเขาส่งไปเรียนที่สายชลวิทยา ที่จังหวัดชลบุรี อย่างฉุกละหุก ก็เพื่อที่ชาตรีจะได้พ้นไปจากบ้านไกลไปเสียจากพ่อ เพราะชาตรีรู้ความลับของพ่อทั้งหมด เพื่อนของชาตรีได้พูดคุยเรื่องผีในโรงเรียนและเรื่องครู ในตอนกลางคืนชาตรีรู้สึกปวดฉี่ขึ้นมา พอฉี่เสร็จชาตรีได้ยินเสียงอะไรบางอย่างเหมือนมันเคลื่อนที่ได้ แต่พอเข้าไปแล้วประตูก็เลยล็อก ชาตรีตกใจมากเลยอยากออกไป จนสักพักประตูก็เปิดได้ ชาตรีวิ่งหนีไปหอพักจนเขารู้สึกกลัวมาก

แล้วชาตรี ก็ได้พบกับ วิเชียร เพื่อนร่วมห้องที่ดูเหมือนจะรู้อะไร ๆ ในโรงเรียนไปเสียทุกอย่าง และแล้วมิตรภาพระหว่างเพื่อนทั้ง 2 ก็ก่อตัวขึ้น ก่อนที่พบว่าแท้ที่จริงแล้ว วิเชียร ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ๆ แต่พอเวลาผ่านไป ดูเหมือนว่าชาตรีก็เริ่มผูกมิตรกับวิเชียรได้ เพราะว่าทั้งสองคนเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ “ไม่มีใครเห็นว่ามีตัวตน” อย่างตอนที่ชาตรีคิดจะทำอะไรแผลง ๆ เพื่อถอดวิญญาณมาช่วยวิเชียร วิเชียรก็พูดว่า “สัญญากับฉันสิ ว่าจะไม่ทำอะไรบ้า ๆ เพื่อช่วยฉัน ชาตรี สัญญากับฉันสิ” ชาตรีไม่ตอบ กลับยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นจนถึงเวลา 6 โมงเย็น มันคือ

เวลาตายของวิเชียร แต่วิเชียรต้องกลับไปที่สระว่ายน้ำนั้น เพื่อลิ้มรสความทรมานจากการจมน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน ชาตรีเจ็บปวดมากที่ได้เห็นวิเชียรทรมานแบบนั้น แต่ตัวเขากลับได้แต่ยืนมอง แตะต้องอะไรวิเชียรไม่ได้ จนในที่สุด ชาตรีก็ไปดมสารอีเทอร์ มากเกินขนาด จนในที่สุดวิญญาณก็หลุดออกจากร่าง แล้วชาตรีก็ไม่คิดจะเหลียวมองดูร่างของตนเองเลยแม้แต่น้อย

เขาวิ่งไปทางสระว่ายน้ำนั้นโดยไม่สนใจอะไรอีกแล้ว และชาตรีก็ช่วยวิเชียรขึ้นมาจากสระจนได้ และต่อจากนั้นเอง ที่วิเชียรลาชาตรีไปเกิด แค่ลากันสั้น ๆ แต่สายตาสื่อความหมายว่าทั้งสองคนผูกพันกันมากมายเพียงใด

ตรงข้ามกับ วิเชียร ที่ความโดดเดี่ยวของเขาเกิดขึ้นจริง เขาถูกรังเกียจหวาดกลัวจากคนอื่น เพราะ สถานภาพ ผี ที่เขาเป็นอยู่ เขาไม่สามารถหลุดพ้นกับการวนเวียนอยู่ในชาติภพนี้โดยไม่อาจหลุดพ้นไปไหน ความเป็นผี ของวิเชียร ก็เปรียบได้เหมือนปมด้อยของเด็กๆหลายคนทุกวันนี้ มันทำให้ผมนึกถึงเพื่อนสมัยเรียนที่ถูกแกล้ง ถูกล้อไม่มีเพื่อนคบ เพราะตัวเองตัวเตี้ย มีความพิกลพิการ ฯลฯ น่าเสียดายที่ภาพลักษณ์ภายนอกเหล่านี้ถูกนำขึ้นมาเป็นตัวขัดขวางมิตรภาพ เพราะหากต่างฝ่ายต่างเปิดใจเข้าหากัน ก็จะพบว่า โลกนี้จะเลวร้ายอ้างว้างเพียงใด ขอเพียงมีเพื่อนสักคนที่เข้าใจ เราก็สามารถอยู่ในโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุข

…วิเชียร บอกประโยคหนึ่งที่น่าคิดว่า ผี ก็เหมือนกับ คนที่โดดเดี่ยว ตรงที่ ทั้งคู่เป็นการมีชีวิตอยู่อย่างเหมือนไม่มีตัวตน คนในสังคมเราทุกวันนี้ต่างมีชีวิตกันเบียดเสียดเดินชนกันทุกวี่วัน แต่สำหรับบางคนมันก็ยังทำให้เหมือนอยู่เพียงลำพัง ไม่มีใครสนใจใครจนไม่ต่างอะไรกับชีวิตที่ไร้ตัวตน

ความเป็นผีของวิเชียร ทำให้เขาถูกตัดขาดจากโลกมนุษย์ ถ้าจะมีใครมองเห็นก็กลัวหรือหนีหาย เขาจึงมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว หากย้อนกลับไปตอนมีชีวิต ความเป็นคนของวิเชียรก็ไม่ได้รับความสนใจเช่นเดียวกัน เมื่อถูกทิ้งไว้ให้ตายกลางสระว่ายน้ำ ผลจากเหตุการณ์นั้นทำให้ทุกหกโมงเย็นเขาต้องกลับจมน้ำตายในสระครั้งแล้วครั้งเล่าทุกวัน

เพื่อน คือ สิ่งที่ทำให้ การอยู่อย่างไม่มีตัวตนของ ชาตรี และ วิเชียร มี ตัวตน

สิ่งที่ช่วยปลดปล่อยวิเชียรจากความโดดเดี่ยวและเวียนวนในความตายคือ มิตรภาพที่ได้รับจากชาตรี และ สิ่งที่เปิดประตูชาตรีจากการกักขังตัวเอง คือ มิตรภาพที่เขาได้รับจากวิเชียร

… ผลดีที่ส่งต่อตามมาคือการสามารถปลดครูปราณีออกจากความเข้าใจผิดที่ติดอยู่กับแผ่นเสียงตกร่องและความรู้สึกผิดมาหลายปี และ ปลดปล่อยตัวเองจากความโกรธที่ขวางกั้นของชาตรีกับพ่อไว้ด้วยกัน

…พล็อตที่มีอยู่ในมือทำให้ เด็กหอ ถีบตัวเองออกจากหนังผีทั่วๆไป เป็นหนังดราม่าที่มีผีอยู่ในเรื่อง ต้องชมคนที่คิดพล็อตเรื่องนี้ขึ้นมา การผูกโยง ความมีตัวตน + มิตรภาพ +ผี +ความผิดในใจ และ การก้าวข้ามผ่านวัย(coming of age) เข้าไว้ด้วยกันโดยไม่ทิ้งน้ำหนักไว้ที่ไหนจนมากเกิน หนังฉีกตัวเองออกไปจากแนวหนังซ้ำๆที่มีมาในช่วงหลังๆนี้ อารมณ์ของหนังทำออกมาได้อย่างนุ่มนวลแฝงอารมณ์ขันที่ใส่อยู่เป็นระยะๆ

…พล็อตหรือโครงเรื่องที่แข็งแรงนี้พอพล็อตถูกขยายออกมาเป็นบทหนัง หลายจุดที่ทำให้ผมยังรู้สึกว่ามันอธิบายได้ไม่ดีพอ ตัวอย่างพล็อตรองในส่วนความสัมพันธ์พ่อ – ลูก เป็นส่วนที่ผมชอบมาก เสียดายที่การคลี่คลายความสัมพันธ์ของพ่อกับชาตรีที่ให้ทั้งสองคนกลับมาดีกันได้อย่างด่วนสรุปง่ายๆเกินไป และ ไร้คำอธิบายเหมือนด่วนสรุปเพื่อจะจบเรื่องราว ประเด็นอื่นๆ เช่น หลังกระต่ายตายแล้วฟื้นเสร็จจู่ๆชาตรีก็วิ่งไปที่สระว่ายน้ำ หรือ จะเป็นตอนท้ายที่เพื่อนๆอยู่ๆก็รู้วิธีช่วยชาตรีกันขึ้นมาเองเฉยๆ ฯลฯทั้งหลายทั้งหมดนี้มันเกิดจากตัวละครคิดขึ้นมาได้เอง ซึ่งดูขาดความน่าเชื่อถือไปพอสมควร หนังขาดจุดเชื่อมโยงที่ดีในการอธิบายเหตุและผลของการกระทำ

…การเล่าเรื่องของหนังทำได้ไม่คงเส้นคงวา หากเหมือนรถก็เหมือนรถที่บางช่วงขับเคลื่อนเดินไปข้างหน้า แต่บางช่วงรถก็จอดอยู่กับที่เฉยๆชวนให้ง่วง บางช่วงขับช้า(ช่วงแรกๆ ช่วงหนังที่ฉายบนจอในเฉลิมกว้าง)บางช่วงขับเร็ว(ช่วงท้ายที่อยู่พระเอกคิดได้วิ่งไปช่วยเพื่อนที่สระ ช่วงคลี่คลายตอนท้ายในหลายๆเหตุการณ์) บางช่วงที่หนังเหมือนจับเอาฉากสวยๆหลายฉากมาต่อกันแต่ดูแล้วมันไม่ต่อเนื่อง ซึ่งมีผลกับอารมณ์ของหนังด้วยที่ผมเองรู้สึกว่าหลายฉากที่ซาบซึ้งกินใจแต่มันไม่ปะติดปะต่อกันตลอดเรื่อง

…อย่างไรก็ดี เด็กหอ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า หากผู้สร้างใส่ใจในรายละเอียดทุกด้าน จุดอ่อนหลายจุดก็สามารถถูกลืมๆไปได้ ยิ่งถ้าคนดูสามารถอินไปกับอารมณ์ของหนัง สิ่งที่ดึงคนดูไปได้จนจบคืออารมณ์ของหนังนั่นเอง

ผู้กำกับ ทรงยศ สุขมากอนันต์ (ศิษย์เก่าโรงเรียนในหนัง ผมเองก็ได้แต่สงสัยจังว่าเป็นรุ่นพี่หรือรุ่นน้องของตัวเอง) หนึ่งในทีมผู้กำกับ ‘แฟนฉัน’ แยกมากำกับเดี่ยวเป็นเรื่องแรก ยังคงสืบทอดเอกลักษณ์นี้ต่อเนื่องมาได้ไม่แพ้ เพื่อนสนิท ที่เป็นงานกำกับเดี่ยวของทีมเดียวกัน นั่นคือ หนังแสดงให้เห็นได้ชัดเจนถึงการเอาใจใส่ในรายละเอียด ประณีตในตัวงาน เช่น การถ่ายภาพและบันทึกเสียงที่โดดเด่นมาก การคัดตัวนักแสดงเล่นกันได้ดี น้องแน็คจากแฟนฉันยังคงมือไม่ตก เช่นเดียวกับ จินตหรา สุขพัฒน์ ที่มารับบทคุณครูผู้มีความหลังลึกลับ ที่เด่นเป็นพิเศษคือเด็กหนุ่มที่มารับบท วิเชียร ซึ่งสีหน้าแววตาเล่นออกมาได้มีมิติกว่าน้องแน็คเสียด้วยซ้ำ รวมถึงบทพ่อของชาตรีที่ออกมาไม่มากก็เล่นได้ดี

ตัวหนังที่ออกมาในแนวดราม่า + การก้าวข้ามผ่านวัย เป็น อีกหนึ่งหนังไทยแนวนี้ที่หายไปนาน และ การมาของเด็กหอ ถือว่าให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจแถมมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยการผนวกความเป็นหนังผีเข้าไปด้วย เพียงแต่ว่า จากหนังตัวอย่างที่เสนอตัวเองเป็นหนังผีเต็มตัว อาจทำให้คนดูที่คาดหวังประมาณอารมณ์สยองขวัญสั่นประสาทต้องผิดหวัง ฉากชวนตกใจจากผีหลอกออกเท่าที่เห็นในหนังตัวอย่างไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น

ส่วนดราม่าของหนังทำออกมาได้ดีมากในหลายฉากหากมองเป็นฉากๆไป โดยเฉพาะคนดูยิ่งถ้าเคยมีประสบการณ์ร่วมเหมือนในหนังแล้วจะพบว่าหนังถ่ายทอดอารมณ์ชวนให้ถวิลหาอดีตได้ดีเหลือเกิน แค่ฉากนั่งบนแท้งค์น้ำตอนท้ายกับเพื่อนๆมันก็ทำให้ผมเหมือนตัวเองเด็กลงไปเป็นช่วงเวลานั้นอย่างไม่รู้ตัว ส่วนบรรยากาศผีออกหลอกหลอนที่มีอยู่น้อยในหนังนั้นก็น่ากลัวมิใช่เล่น แต่หากผู้กำกับคิดจะไปกำกับหนังผีเต็มตัว คงจะดีหากหนังลดความจงใจใส่พิรุธ หรือ ลดการใส่ความน่าสงสัยเกินเหตุเข้าไปในหนัง แล้วให้หนังเล่าไปข้างหน้าอย่างเนิบช้าด้วยตัวมันเอง ตัวอย่างที่หนังจงใจเช่น สีหน้าสาวใช้ตอนเอาของขึ้นท้ายรถ สีหน้าของน้องแน็คที่ดูลึกลับตลอดเวลา สีหน้าวิเชียรที่ตกใจตอนมองไม่เห็นใคร (ไม่รู้จะตกใจเพื่ออะไรเพราะตัวเองก็รู้ตัวอยู่แล้วว่าเป็นผี) ฯลฯ มันทำให้เดาได้ง่ายเกินไปและดูไม่เป็นธรรมชาติ ดูหนัง ไทย

Categories
ดูหนังออนไลน์ฟรี

วิจารณ์หนัง ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ กับนักแสดงมากฝีมือ

วิจารณ์หนัง ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ กับนักแสดงมากฝีมือ

30 ข้อ วิเคราะห์หนัง Freelance ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ… [สปอยสุดติ่ง] - Pantip

วิจารณ์หนัง ผมขออนุญาตแยกวิเคราะห์ตัวละครนะครับ

1.หมออิม

หนังแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่หมอทุกคนที่จะเก่ง
และใช่ว่าเป็นหมอแล้วจะเก่งทุกเรื่อง

หมออิมเคยลองใช้ Photoshop แล้ว
แต่สุดท้ายก็ทำไม่เป็น ในขณะที่ยุ่นใช้มันคล่องมาก

“ทักษะต่างๆเป็นของใครของมัน

เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้”

หมออิมสั่งห้ามยุ่นนอนดึก
แต่หมออิมเองก็นอนดึกเมื่อถึงเวลาต้องอ่านหนังสือสอบ
ทำให้เห็นว่าคนเรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำเพื่อสุขภาพที่ดี
แต่เราจะทำมั้ย ก็มีปัจจัยอื่นๆมา มันอยู่ที่เราเลือกเองทั้งนั้น

แม้จะเป็นหมอเองก็ตาม

2.เจ๋

เพื่อนร่วมงานที่เป็นเหมือนเพื่อนสนิทที่สุดของยุ่นในเรื่องนี้ก็ว่าได้
จะเห็นได้ว่าเจ๋เป็นคนที่จริงจังกับงานมาก ทวงงานยุ่นยิกๆ
และพร้อมจะหาแผนสำรองให้กับงานโดยการโทรเรียกเจิดมาช่วย
จนกระทั่งยุ่นขอร้องและรับปากว่าทำเสร็จทัน

เจ๋เป็นเหมือนตัวแทนของเพื่อนร่วมงานที่เป็นเพื่อนที่ดี
พร้อมให้การสนับสนุนเพื่อนตลอดเวลา และในขณะเดียวกัน
เจ๋ก็จัดการกับชีวิตตัวเองได้ดี

เมื่อถึงคราวที่ต้องเลือก
เจ๋เลือกครอบครัวไม่ได้เลือกงาน
เพราะการหามรุ่งหามค่ำมันอาจจะมีผลกระทบกับลูกเจ๋

และจุดเปลี่ยนเรื่องลูกเจ๋นี่เอง
ที่ทำให้ยุ่นพบกับจุดเปลี่ยนว่า

Contact Point เดียวของเขากำลังจะหายไป

จริงๆหนังได้ทำให้เห็นตั้งแต่ตอนเจ๋ไปญี่ปุ่นแล้ว ว่ายุ่นไม่มีใคร
(รวมถึงโทรศัพท์ที่มีแต่โทรหาเจ๋)

ซึ่งนั่นทำให้ตอนที่เจ๋ลาออกจากงาน ยุ่นถึงเป็นเดือดเป็นร้อนมาก

3.พี่เป้ง

ตัวละครพี่เป้งสะท้อนอะไรหลายๆอย่าง
คนบางคนสนใจแต่เรื่องงาน และพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมาย
ถามว่าตอนดูหนังแล้วเรารู้สึกอย่างไรกับพี่เป้ง
เราอาจจะต้องย้อนดูตัวเราเองว่าตอนที่เราทำงาน
เราทำตัวใกล้เคียงกับพี่เป้งบ้างรึเปล่า

พี่เป้งคือคนที่เอาผลประโยชน์และตัวงานเป็นที่ตั้ง
จนไม่ได้คำนึงถึงเพื่อนร่วมงาน

คำชื่นชมของพี่เป้งล้วนเป็นไปเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วง
ถ้วยรางวัลมากมายจึงเป็นของพี่เป้ง
เพราะพี่เป้งเป็นคนที่ทำให้งานมันสำเร็จลงได้ (ไม่ว่าจะใช้ใครก็ตาม)
พี่เป้งถึงได้เป็นผู้จ้าง ไม่ใช่ลูกจ้าง

ภาพลักษณ์ของพี่เป้งดูเลวร้ายในสายตาของเจ๋
แต่ถ้ามองในมุมของธุรกิจก็อาจจะพูดได้ว่าคนแบบนี้แหละ ที่ลูกค้าต้องใช้

งานชิ้นสำคัญของ Lisa ถึงได้ถูกมอบให้พี่เป้ง
หาคนที่สามารถทำงานสเกล2เดือน เสร็จภายใน 2สัปดาห์
และหวยมาออกที่ยุ่น ผู้ซึ่งกำลังเฟล และตบปากรับคำไปนั่นเอง

4.ไก่

พนักงานเซเว่นผู้ให้คำปรึกษา และเพื่อนยามดึกของยุ่น
ตัวละครนี้ทำให้รู้ว่ายุ่นนอนดึกติดต่อกันมายาวนาน
ไก่เป็นเหมือนคนที่คอย Support ยุ่นให้ยุ่นทำงานเสร็จกลายๆ
(ขายอาหาร/ ช่วยตีแบดให้ยุ่นตาสว่าง)

5.พงศธร

เพื่อนสนิทที่ยุ่นคิดเอาเองว่าสนิท
แต่ยุ่นทำตัวเหินห่างกับพงศธรมาก
อันที่จริงเมื่อเราเติบโตขึ้น
เราก็ย่อมห่างเหินกับสังคมเก่าๆไปบ้าง

อย่างพงศธร น่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่ง…ที่ยุ่นละเลยมาก
มากจนถึงขนาดไปนั่งทำงานในงานศพของพ่อพงศธร
…ซึ่งพงศธรก็ถึงกับบอกว่า

“ถ้ามึงยุ่งมาก งานศพกูมึงไม่ต้องมาก็ได้”

ในมุมมองของพงศธรนั้น
ยุ่นก็อาจจะไม่ใช่คนที่สนิทเท่ากับที่ยุ่นคิดแล้ว
(แต่เอาเข้าจริงตอนนึกถึงพงศธรในงานศพของยุ่น พงศธรก็ไม่ได้มาเป็นลำดับแรกๆนะ)

ชีวิตของพวกเราก็มีเพื่อนที่เป็นเหมือนพงศธรอยู่บ้างล่ะครับ ลองนึกดีๆ

6.แม่

เป็นคนที่ถูกลืมที่สุดในหนังเรื่องนี้
มีแต่คำบอกเล่าเฉยๆ
และพีคมากตรงฉากงานศพ
ที่แม่เป็นคนเดียวที่หันหลัง

และพอตัดกล้องกลับมาด้านหน้าเห็นแต่ภาพมุมไกลๆ
เอาเข้าจริงผมคิดว่าหนังพยายามจะสื่อให้เห็นว่ายุ่นให้ความสำคัญกับครอบครัวน้อยมาก
ขนาดมีเวลาว่างๆตั้งหลายเดือนแล้ว ยุ่นยังไม่ได้ตัดต่อรูปให้แม่เลย

7.ยุ่น

จากที่กล่าวมาทั้งหมด6ตัวละครข้างต้น

ผมคิดว่ายุ่นเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับงานสูงสุด

จนลืมทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างไป

กับหมออิม – ยุ่นทำให้เห็นว่างานสำคัญกว่าสุขภาพหลายต่อหลายครั้ง
กับเจ๋ – ยุ่นโกรธเจ๋ที่เจ๋เลือกครอบครัวมาก่อนงาน และนั่นทำให้ยุ่นเคว้ง
กับพี่เป้ง – ยุ่นดูจะนับถือและเชื่อใจพี่เป้ง จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์หัวฟาดโต๊ะนั่นล่ะ
กับพงศธร – เห็นๆกันอยู่ว่างานมาก่อนเพื่อน
กับไก่ – เป็นตัวช่วยที่ Support ให้ยุ่นทำงานได้ เลยเป็นคนที่ยุ่นนึกถึงในงานศพ (ถ้าจำไม่ผิดจะมาถัดจากเจ๋เลย)
กับแม่ – ขอสรุปแบบใจร้ายเลยนะ สำหรับยุ่น

งาน > เพื่อนร่วมงาน > เพื่อน > แม่

8.เจิด

ผู้นับถือยุ่น และมองว่ายุ่นผู้บ้างานคือความเท่

และคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จแบบยุ่น

เป็นอะไรที่สร้างความเข้มข้นให้กับหนังได้มาก

เพราะเมื่อยุ่นใส่ใจกับงานน้อยลง ก็จะตามหลังเจิดในทันที

ก็เหมือนกับชีวิตการทำงานของใครๆก็ตามที่มักจะมีคลื่นลูกใหม่ตามมาเสมอ

9.Freelance

ชื่ออาจจะฟรี แต่ทำจริงๆไม่ฟรี

หนังได้นำเสนอให้เห็นว่าอาชีพนี้ถ้าเอาจริงเอาจังและจะเป็นมือหนึ่งแบบยุ่น

มันหยุดไม่ได้ ถ้านึกจะหยุดก็หยุด ก็จะไม่มีคนจ้าง

สิ่งนี้ทำให้เห็นว่ามันแทบจะไม่ได้ต่างกับพนักงานออฟฟิสเลยด้วยซ้ำ

ใครทุ่มเทมาก ก็มีโอกาสจะก้าวหน้าได้มาก

แต่ถ้าไม่ทุ่มเทก็พร้อมจะถูกเขี่ยออกจากวงการ (ไม่มีคนจ้าง)

เหมือนกับพนักงานออฟฟิสที่ไม่ก้าวหน้านั่นเอง

10.Work Life Balance

เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าชัดที่สุดในหนังเรื่องนี้เลยครับ

ยุ่นคิดว่าการโหมทำงานหนักจะทำให้ได้งานที่ออกมาดี

แต่นอกจากสุขภาพจะพังแล้ว งานก็ยังไม่เสร็จตามกำหนดอยู่ดี

ซึ่งเมื่องานไม่เสร็จ ชีวิตยุ่นก็ยังเดินต่อไปได้ แม้ว่าอาจจะเสียเครดิตเรื่องงานไป แต่ยุ่นก็ยังมีชีวิต

การโหมงานจนเสียชีวิตนั้นคงไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น

เอาจริงๆผมอยากให้หนังตัดจบตั้งแต่ยุ่นล้มหัวฟาดพื้นเลยนะ

ถ้าตายฉากนั้นจะ EPIC มากๆ คงเป็นหนังที่น่าจดจำที่สุดในรอบหลายปีเลย (แอบโหด)

เพราะถ้ายุ่นตายแล้ว งานมันก็คือไม่เสร็จอยู่ดี และจะพีคกว่าถ้าสุดท้ายพี่เป้งให้เจิดทำต่อ

แต่นั่นล่ะ ถึงในหนังเรื่องนี้จะไม่ได้กล่าวไว้ แต่พี่เป้งก็คงหาคนมาทำแทนยุ่นจนเสร็จอยู่ดี

การที่หนังไม่ให้ยุ่นตายก็อาจจะเพื่อเปิดทางให้พี่เป้งยกคอมมาให้ยุ่นในฉากถัดมา

เพื่อแสดงให้เห็นว่าคนแบบนี้ก็มีอยู่จริงแหละ ถึงคนที่ทำงานให้จะป่วยแต่ก็ยังอยากได้งาน

ถ้ายุ่นไม่รู้จัก Balance ชีวิตตัวเอง ก็คงต้องป่วยตายเข้าสักวัน

…และถ้าสังเกตขอบตาพี่เป้งไม่ได้คล้ำนะ ดูหนังออนไลน์ไทย

Categories
ดูหนังออนไลน์ฟรี

รีวิวหนัง โรแมนติก-คอมเมดี้ “กวน มึน โฮ” ความรัก ความทรงจำ ความรู้จัก

รีวิวหนัง โรแมนติก-คอมเมดี้ “กวน มึน โฮ” ความรัก ความทรงจำ ความรู้จัก

ดอกไวโอเล็ตกับเจ้าเต่าทอง: กวน มึน โฮ

รีวิวหนัง โรแมนติก-คอมเมดี้ กวน มึน โฮ ตอนแรกที่ผมได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้ นึกว่า เป็นหนังเกาหลี อีกอย่างหนึ่งต้องยอมรับครับว่าระยะหลังนี้หนังเกาหลีมาตีตลาดหนังไทยเราเป็นอย่างมาก เรียกว่า ตีตลาดทั้งจอเงินและจอแก้วเลยทีเดียว ก็ไม่น่าแปลกใจที่จะมีหนังชื่อเกาหลีออกมาอีกสักเรื่อง แต่พออ่านไปๆ อ้าว…ชื่อภาพยนตร์ไทยนิหน่า

กวน มึน โฮ เป็นภาพยตร์คุณภาพเรื่องล่าสุด จากค่ายหนังดัง GTH ที่ได้ บรรจง ปิสัญธนะกูล (โต้ง) มาเป็นผู้กำกับ และถ้าจะให้พูดถึงผู้กำกับคนนี้ ผมขอยกนิ้วหัวแม่มือให้เลยครับทั้งสองมือ โต้ง เกิดจากการเป็นผู้กำกับ เรื่อง “ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ”

ซึ่งเรื่องแรกก็ทำรายได้ไปร้อยกว่าล้านแล้ว แล้วยังถูกเมืองนอกซื้อไปทำใหม่(รีเมก)อีกต่างหาก เรียกว่าเรื่องแรกก็ได้ทั้ง เงินและรางวัลเชียวล่ะ พอมาเรื่องที่สอง “แฝด” ก็ทำรายได้ไม่น้อยหน้าไปกว่าเรื่องแรกสักเท่าไหร่นัก มาเรื่องที่ สามอย่าง “4แพร่ง”

ตอน คนกลาง เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ถูกกล่าวมากที่สุดในบรรดาทั้ง 4 ตอนของหนัง ว่าเป็นตอนที่สนุกที่สุด พอมีเรื่อง “5แพร่ง” ตอนคนกอง ทุกคนก็จับตามาที่ผู้กำกับคนนี้เลยที่เดียวว่าเขาจะมีมุกอะไรจะมาเสนออีก ซึ่งคนดูก็ไม่เคยผิดหวังกับการกำกับของคุณโต้งเลยสักครั้ง แม้จะเป็นมุกเดิมๆ
ที่มาหลอกใช้อีกแต่ก็เป็นการหลอกที่สนิทใจเลยที่เดียว กับเรื่อง กวน มึน โฮ นี้ ถือว่าเป็นการกำกับภาพยนตร์รักโรแมนติกเรื่องแรก

ของคุณโต้งก็ว่าได้เพราะว่าทั้ง 4 เรื่องที่ผ่านมาคุณโต้งกำกับแต่หนังผีทั้งสิ้น กวน มึน โฮ เป็นเรื่องราวของ ชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งที่ได้เลือกไปเที่ยวเกาหลีด้วยเหตุผลที่ไม่ซ้ำใคร
และทั้งคู่ก็ไม่ได้ไปด้วยกันไม่รู้จักกันมาก่อน ชายหนุ่ม (เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี ) ผู้ชายที่จะไปย่ำแดนกิมจิด้วยรองเท้าแตะคีบ และเสื้อยืดย้วยๆ

บวกกางเกงขาสั้น เขาเป็นคนเดียวในกรุ๊ปทัวร์ที่ไม่มีครอบครัวหรือคนรักมาด้วย บางทีที่นั่งว่างเปล่าข้างๆ อาจเป็น สาเหตุ ให้เขาเมามายขนาดนี้ในวันเดินทางก็เป็นไปได้ ส่วนหญิงสาว
(หนูนาหนึ่งธิดา โสภณ) หญิงสาวที่หลงไหลในดินแดนโสมและที่สำคัญเธออยากมาอยู่ในที่ที่เป็นโลเก
ชั่นซีรีย์สสุดฮิตของเกาหลีที่เธอดูจนติดงอมแงม

โดยเอางานแต่งของเพื่อนที่อยู่เกาหลีมาเป็นข้ออ้างกับแฟนหนุ่มของเธอในการเดินทางมาในครั้งนี้ ชายหนุ่มอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมหญิงสาวถึงมาเที่ยวคนเดียว
เธอตอบง่ายๆว่า เที่ยวคนเดียวไม่ต้องเกรงใจใคร อยากไปไหนก็ไป ไม่ต้องทะเลาะกับใครด้วย อาจเพราะความคะนอง

หรือ ความเหงาเต็มที่ก็สุดจะเดา อยู่ๆ ชายหนุ่มก็ยื่นข้อเสนอ “งั้นเรามาเที่ยวด้วยกันมั้ย ถ้าเธอไม่ชอบเที่ยวกับคนรู้จักเราก็ไม่ต้องรู้จักกัน ไม่รู้ชื่อ ไม่รู้ข้อมูลส่วนตัว เราจะเป็นแค่คนแปลกหน้าสองคนที่ไปเที่ยวด้วยกัน” จากนั้นเรื่องกวนๆ มึนๆ ก็เริ่มเกิดขึ้น

ในส่วนรวมๆของเรื่องแล้ว สอบผ่านเลยที่เดียว อาจจะเป็นการลองของใหม่ ของโต้งก็ได้ ในเรื่องนี้
ช่วงครึ่งแรกของหนังจะเป็นแบบกวนๆ ฮาๆ มึนๆ เรียกเสียงหัวเราะให้คนดูได้ตลอดเวลา ส่วนครึ่งหลังของเรื่อง พี่ท่านอัดดราม่าแบบเต็มสูบเลย แต่เป็นดราม่าที่น่าติดตามยิ่งนัก บางฉากบางคนถึงกับกลั่นน้ำตาไม่อยู่เลยก็มี เรียกว่าถ้าไม่แน่จริง ครึ่งหลังจะเสี่ยงมากกับการดูแล้วน่าเบื่อน่าง่วงนอน แต่กับเรื่องนี้

อาการที่ว่าไม่เกิดกับคนดูสักคน ตัวหนังพยายามให้คนดูลุ้นอยู่ตลอดเวลาว่า ทั้งคู่ชื่ออะไรกัน จะบอกกันตอนไหน ถึงแม้ว่าจะเป็นฉากดราม่าแรงๆแล้ว ตัวละครก็ยังไม่ปริปากบอกชื่อตัวเองเลยสักครั้ง และอาจจะเป็นธรรมเนียมไปเสียแล้ว สำหรับค่ายหนังค่ายนี้กับคำคมในหนังที่ใคร ต่อใครหลายๆคนชอบกันนักชอบกันหนา
“คุณจะรักฉันได้ยังไง เราไม่รู้จักกัน

ชื่อฉันคุณยังไม่รู้จักเลย ” “ผมรู้แค่ว่า เวลาที่ได้อยู่กะคุณ ผมแม่งโครตมีความสุข อย่างนี้เค้าเรียกว่ารักปะ” เรียกว่าเป็นประโยคที่โดนไปเต็มๆ ในเรื่องของ ฉากนั้นเราอาจจะแปลกตาสักหน่อย เพราะน้อยเรื่องนักที่คนดูหนังไทย จะเห็นภาพที่เป็นสถานที่ต่างประเทศทั้งเรื่อง ซึ่งแต่ละสถานที่เราก็ไม่เคยคุ้นตาสักเท่าไหร่ นั้นเป็นผลดีสำหรับนักสร้างหนัง และคนดู คนสร้างหาอะไรแปลกๆใหม่ๆมาเสนอ คนดูได้เห็นสิ่งใหม่ๆที่แปลกหูแปลกตาไป
เรียกว่าได้ดีทั้งสองทาง

งานนี้เอาคะแนนไปอีกหนึ่งกระบุง นักแสดงนำเรื่องนี้ถือว่าน้อยมากเพราะว่ามี แค่ 2 คน คือ เต๋อ กับหนูนา ในส่วนของเต๋อนั้น ตัวจริงกับในภาพยนตร์เหมือนเป็นตัวตนคนเดียวกันเลย เพราะตัวจริงของเต๋อก็จะเป็นคนกวนๆ เหมือนในหนังเช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้น โต้งเลือกนักแสดงไม่ผิดในส่วนการแสดงของเต๋อที่ผ่านมา อย่าง เรื่อง “ปิดเทอมใหญ่…หัวใจว้าวุ่น” และ “โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต” ก็การันตีการแสดงของเต๋อพอสมควร แต่เรื่องนี้ ผมว่าการแสดงของเต๋อพัฒนาขึ้นอีกระดับนะครับ เรียกว่าแสดงได้ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากขึ้น

เพราะสองเรื่องที่ผ่านมาเต๋อยังเล่นแข็งๆอยู่ และความสามรถของเต๋ออีกอย่างก็คือ ร่วมเขียนบทในภาพยนตร์เรื่องนี้ เรียกว่าเขียนบทให้ตัวเองเล่นนั้นแหละ ดูหนังออนไลน์ไทย

Categories
ดูหนังออนไลน์ฟรี

รีวิว “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว เลิฟยู้” นางซินเดอเรลล่ากับนายช่างซ่อมรองเท้า

รีวิว “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว เลิฟยู้” นางซินเดอเรลล่ากับนายช่างซ่อมรองเท้า

รีวิว คาแรกเตอร์แต่ละคนจะเป็นตัวละครที่เอาใจชนชั้นกลางจริงๆ เห็นได้จากพระนางของเรื่อง

นางเอก… เป็นติวเตอร์สวยรวยเก่ง (และชอบแบรนด์เนมแบบสาวๆ ในเมือง) แต่เวรี่รั่ว และบางเวลาก็แรดดี๊ด๊าตามประสาชะนีโสดทั่วไป ซึ่งน่าจะทำให้คนดูรักนางได้ไม่ยาก เพราะดูเข้าถึงง่าย ดูเป็นมนุษย์จริงๆ

มากกว่านางเอกในวรรณกรรมอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นไอดอลสาวมั่นของชะนีไทยมั่นหน้าได้อีกว่า “นี่ไง คนสวยไม่จำเป็นต้องเรียบร้อย แรดได้ รั่วได้ ดีไม่ดีเยอะกว่าชะนีไม่สวยซะอีกนะจะบอกให้”

ส่วนพระเอก… เป็นนายช่างดิบๆ ห่ามๆ ปากหมา กวนตีน สาดคำหยาบอย่างน้อยหนึ่งคำในทุกประโยคที่พูด แต่เข้าคอนเซ็ปต์ “ผู้หญิงชอบคนเลว และชอบให้เขาดีกับเราคนเดียว” แถมยังปกป้องเราได้ในชีวิตจริงอีกต่างหาก เท่กว่าเจ้าชายขี่ม้าขาวในเทพนิยายปรัมปราเสียอีกโนะ

แหม น่ารักน่าชัง แถมเคมียังเข้ากันซะขนาดนี้ จะไม่ได้ใจคนดูก็ให้มันรู้ไป ไอฟาย

นอกจากนี้ ในฐานะที่เราเองก็เป็นติวเตอร์ภาษาอังกฤษคนหนึ่ง เราชื่นชมและชอบมุกต่างๆ ที่เกี่ยวกับภาษา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทางทีมงานทำการรีเซิทจุดอ่อนเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทยมาแล้ว เพราะมุกภาษามาค่อนข้างครบเลย

แถมมีการให้ความรู้ภาษาอังกฤษกับคนดูพอหอมปากหอมคอ ตั้งแต่การออกเสียงพื้นฐาน (เช่น H, F, Z) คำศัพท์ทั่วไป (เช่น กระดาษทิชชู่ หลอด) และวลีที่เป็นประโยชน์ (เช่น What about you? และ I think so.) จนไปถึงคำสบถที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน (เช่น ฟัก, WTH ฯลฯ)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังคงต้องขอติเรื่องความสมจริงในส่วนสถาบันสอนภาษาของนางเอกนิดนึง อย่างฉากเปิดเรื่องที่เป็นคลาสจำลองสถานการณ์บนเครื่องบินกับเด็กเล็ก ที่เซอร์เรียลไปค่อนข้างมาก (แต่ก็เข้าใจว่าเน้นฮาอะนะ)

และความรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง ที่หนังไม่ใส่ความสำคัญของภาษาอังกฤษ หรือความสำคัญของ AEC ลงไปเลยสักนิด (เห็นมีแต่จุดประสงค์การเรียนภาษาเพื่อไปง้อสาวและไปจีบสาว อ๋อ… มีเพื่อไปสัมภาษณ์งานนิดโหน่ย~)

ทั้งๆ ที่หนังอุตส่าห์มีโอกาสที่จะเป็นสื่อชั้นดีในการกระตุ้นให้คนไทยหันมาสนใจภาษาอังกฤษมากขึ้นแล้วเแท้ๆ พูดเลยว่า ในฐานะติวเตอร์คนนึง เราค่อนข้างเสียดายจุดจุดนี้จริงๆ

ส่วนการ tie-in โฆษณา เราเฉยๆ ดูแล้วก็ไม่รู้สึกโจ่งแจ้งหรือขัดอรรถรสอะไร มิหนำซ้ำ ออกจากโรงแล้วยังอยากกินมาม่า อยากนั่ง Coffee Beans และเซิทหาราคากระเป๋า LV ที่นางเอกใช้อีกต่างหาก จบ.

โดยสรุป เราไม่ได้ชอบมาก เพราะปกติก็ไม่ค่อยชอบหนังตลกแนวตลกซิทคอมหรือตลกคาเฟ่เท่าไหร่อยู่แล้ว เราจึงเฉยๆ กับมุกตลกในหนัง อย่างมุกขี้ มุกนม มุกก้น หรือมุกใต้สะดืออะไรพวกนั้น เราจะไม่ชอบ (ดูกระแดะปะล่ะ 555)

แต่อินในส่วนของภาษาและส่วนที่เป็นโรแมนติก ตามประสาติวเตอร์ภาษาอังกฤษที่ยังสาวและโสดคนหนึ่ง (ดังนั้นความอินนี่ขึ้นอยู่กับพื้นฐานหรือแบ็คกราวนด์ส่วนบุคคลจริงๆ) และชื่นชอบในความเป็นธรรมชาติและความสามารถของนางเอกร้อยล้าน

ไอซ์-ปรีชญา เป็นกรณีพิเศษ (ที่เราหวังเหลือเกินว่านางจะดังเปรี้ยงปร้างตาม หนูนา-หนึ่งธิดา, ใหม่-ดาวิกา, หรือนางเอกคนอื่นๆ ของ GTH ในเร็ววัน)

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้” ก็เป็นหนังที่ให้ความบันเทิงส่งท้ายปีให้กับพี่น้องชาวไทยได้อย่างไม่เสียดายตังค์ และมีสิทธิทะลุ 200 ล้านบาท

ได้อย่างชิลๆ (ถ้าอาทิตย์หน้าไม่ถูกหนังไตรภาคฟอร์มยักษ์อย่าง The Hobbit: The Battle of the Five Armies แย่งกระแสไปมากนัก) เพราะอย่างน้อย เราเชื่อว่ายังคงมีคนอยากไปดู “ตามกระแส” อีกเยอะ เพราะมิฉะนั้น ถ้าไม่ได้ดู ก็คงจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง… ดูหนังไทย

Categories
ดูหนังออนไลน์ฟรี

รีวิว เพื่อน..ที่ระลึก The Promise เราสัญญาว่าจะตายไปด้วยกัน อ่านได้เลย

รีวิว เพื่อน..ที่ระลึก The Promise เราสัญญาว่าจะตายไปด้วยกัน อ่านได้เลย

เพื่อน..ที่ระลึก The Promise

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์หนัง เพื่อน.. ที่ระลึก
สำหรับหนังผีไทย เราคิดว่า เพื่อน.. ที่ระลึก ก็ทำได้ดีอยู่ มีความน่ากลัวระดับหนึ่ง ไม่ได้น่ากลัวมากถึงขนาดออกจากโรงมาแล้วก็ยังรู้สึกหลอนตามตัวละครอะไร แต่ก็ถือว่าตอบโจทย์ในแง่ความหลอน ความน่ากลัว และความสยองขวัญ อย่างที่หนังผีฮอลลีวู้ดหลายเรื่องทำให้ไม่ได้

คำพูดประโยคนั้น “สัญญานะ ว่าแกจะไม่ปล่อยให้ฉันตายคนเดียว” มันเป็นพันธะให้กับคนหนึ่งคนได้ยาวนานถึง 20 ปีทีเดียว ผีเจ้าก็ช่างเฝ้าอดทนรอวันที่จะได้กลับมาทวงคืนอีกครั้ง ระหว่างนั้น สองแม่ลูกไม่เคยกล้ำกรายไปยังตึก ผีก็เลยนึกไม่ออกว่าจะกลับมาทวงยังไง

หนังเริ่มต้นมาด้วยการปูทางที่หนักแน่นดี หยิบภาพฟุตเทจของเหตุการณ์จริงในยุควิกฤติต้มยำกุ้งมาวางเรียงให้เรื่องราวมันน่าเชื่อถือ ก่อนจะเล่าพาเข้าสู่จุดหันเหของสองเพื่อนสนิทที่เลือกจบชีวิตเพราะรับไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลงที่มากเกิน

ผีเหี้ยมาก มี “ตุ้งแช่” ที่ “หลอก/ล่อคนดู” อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่น่าเกลียด ที่เกลียดคือผีแม่งบ้า จัดหนัก อาฆาตแค้นเบอร์แรง ไร้เหตุผล ขยันมาเช้ากลางวันเย็น ชนิดไม่ให้พักให้ผ่อน ดูแล้วนี่ก็รู้สึกเหนื่อย อยากให้หนังจบ ๆ ไว ๆ เพราะกลัวหัวใจจะวายตายอีอิ๊บไปเสียก่อนบีหรือลิลลี่

คาแรกเตอร์ของบุ๋มเองก็มีส่วนอยู่บ้างที่ทำให้เรารู้สึกกลัวผีอิ๊บในหนังเรื่องนี้ไม่มากเท่าไหร่ เพราะเราต้องอยู่กับตัวละครบุ๋มนี่ตลอดเวลา ซึ่งบุ๋มเป็นหญิงที่ค่อนข้างสตรอง ดูไม่กลัวผีเสียเลย (หรือเพราะรู้ว่าผีคือเพื่อนสนิทตัวเองก็ไม่รู้นะ) แต่จะวิ่งเข้าไปท้าผีตลอดเวลา เอะอะอะไรก็กลับไปที่ตึก ๆ ๆ แล้วชั้นที่เกิดเหตุนั่นก็อยู่ชั้นที่ 47 !!! (นี่ปกติเดินขึ้นบันไดแค่ชั้น 3 ก็จะเป็นลมละ) ไม่รู้นางจะขยันเดินขึ้นเดินลงไปหาผีอะไรของนางนักหนา (แต่ถ้าเป็นหนังผีไทยเรื่องอื่น ตัวละครเอกคงเร่ไปวัด ไปหาพระ หาหมอผีนานละ 555)

สรุปคือบุ๋มเป็นไฟต์เตอร์ (ก็ผ่านวิกฤติ IMF มาได้นี่เนอะ) ไม่กลัวผี แต่กลัวเสียลูกมากกว่า พาร์ทดราม่าที่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ของแม่ลูกจึงแข็งกว่าพาร์ทผี การแสดงของเมนเทอร์บีก็โดดเด่นทะลุจอ ดูแล้วเราเชื่อ มันให้ความรู้สึกเหมือนนางจะเป็นบ้าจริง ๆ ประสาทจะกินจริง ๆ แต่ลิลลี่ซึ่งเล่นเป็นเบล ยังไม่มีอะไรน่าจดจำนักสำหรับเรา

ในส่วนอื่น ๆ เราว่าหนังถ่ายภาพสวย แต่จุดอ่อนสำคัญคือ “บท” ที่เรามองว่าอ่อน ไม่ค่อยมีอะไร แล้วหนังค่อนข้างยาว (เกือบสองชั่วโมง) ช่วงแรก ๆ ก็ดูดีมีอะไรอยู่หรอกนะ แต่มันจะมีบางช่วงที่เริ่มไม่ชวนติดตามละ ตัดต่อแปลก ๆ ยิ่งช่วงท้าย ๆ ก็ยิ่งแผ่วลง ๆ เหมือนหนังยังไม่แน่ใจว่าจะให้หนังไปลงตรงไหน มันเลยพาเราไปได้ไม่สุดสักทาง ไม่ว่าจะสยองขวัญหรือดราม่า บทสรุปในตอนจบเราก็เลยไม่อิน

หนังไม่ได้มีอะไรเซอร์ไพรส์อย่างที่เราคาดหวัง ซึ่งตอนแรกอีพวกนักเขียนพันทิปชวนนี่มโนไปหลายเวย์มาก (เออ พวกแกน่ะคิดมาก) แต่หนังก็มีบางจุดที่เราไม่ค่อยเคลียร์ เช่น ในเรื่องบุ๋มมีลูกตอนอายุ 20 ปีหรอ? แล้วบุ๋มกลับมารวยระดับนักธุรกิจแนวหน้าอีกครั้งได้อย่างไร? พ่อของบุ๋มตอนนั้นจบยังไง?

อีกอย่าง หน้าหนังขายตึกร้างสาธรและต้มยำกุ้งไว้ยิ่งใหญ่มาก แต่ในหนังกลับใช้มันได้ไม่คุ้มเอาสักนิด อย่างวิกฤติต้มยำกุ้งเนี่ย เหมือนมีมาเพื่อบอกแค่ว่า บุ๋มกับอิ๊บเคยรวยแต่แล้วต้องมาจนเป็นคุณหนูตกอับเพราะพิษต้มยำกุ้ง แล้วความล้มเหลวของครอบครัวก็เป็นแรงจูงใจให้ไปฆ่าตัวตายนะ (เอาจริง แค่แรงจูงใจตรงนี้ หนังยังใส่แบคกราวนด์มาให้เบาบาง จนเรายังไม่ทันอินเลยว่า ลูก ๆ อย่างพวกแกจะไปฆ่าตัวตายกันทำม้าย~)

ในส่วนของ “ชวนระลึก” ถึงอดีต หรือการ “ดักแก่” เช่น เพจเจอร์ ตู้สติ๊กเกอร์ ข้อความ “123 ปลาฉลามขึ้นบก” ฯลฯ เราก็ไม่รู้สึกอะไรเลย ทั้งที่เราก็เกิดทันของเก่า ๆ ทุกสิ่งที่ในหนังยกมาทั้งหมด

โดยสรุป โปรดักชั่นดี การแสดง (บี-น้ำทิพย์) เยี่ยม ผีก็น่ากลัวระดับหนึ่ง แต่บทค่อนข้างอ่อนอย่างน่าเสียดาย (ก็ยอมรับนะว่าตอนแรกเราแอบคาดหวังกับบทของ GDH ไว้ค่อนข้างเยอะนิดนึง) อย่างไรก็ดีแฟนคลับ บี-น้ำทิพย์ และน้องลิลลี่ ก็ไปดูกันได้ แต่หนังมีความรุนแรงที่อาจไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

หนังเข้าฉาย 7 ก.ย. 2017 นี้ ในโรงภาพยนตร์

สำหรับเรา ขอให้คะแนนโดยรวม 7/10 พอ (ก็ถือว่าโอเคล่ะเนอะสำหรับหนังผีไทย)

ป.ล. แอบเกลียดการ tie in โทรศัพท์มือถือ Oppo เบา ๆ ดูหนังไทย

Categories
ดูหนังออนไลน์ฟรี

รีวิว FRIEND ZONE ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน หนังดีที่โดนใจคนโซนเพื่อน

รีวิว FRIEND ZONE ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน หนังดีที่โดนใจคนโซนเพื่อน

WELCOME TO FRIEND ZONE - YouTube

รีวิว เราเชื่อว่า ทุกคนล้วนแต่เคยมีเฟรนด์โซนเป็นของตัวเอง… อาจจะสั้น อาจจะยาว อาจจะใกล้ อาจจะไกล อาจจะเป็นไปได้ อาจจะเป็นไปไม่ได้… แต่นั่นแหละ… ประเด็นเฟรนด์โซนจึงเป็นอะไรที่ค่อนข้างแมส และมีอะไรน่าขยี้เยอะ ประกอบกับผลงานการกำกับที่ผ่านมาของพี่หมู ชยนพ บุญประกอบ ไม่ว่าจะ Suckseed หรือ เมย์ไหนฯ ทำให้เราแอบคาดหวังว่า อย่างน้อย Friend Zone หนังเรื่องล่าสุดจากค่ายหนังอารมณ์ดี GDH มันจะต้องออกมาสนุก ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แต่ปรากฏว่า หนังมันกลับไม่สามารถทำให้เรา… ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่เคยมีเฟรนด์โซนเป็นของตัวเอง… อินไปกับหนังได้เลย ทั้งที่เราก็ตั้งหน้าตั้งตารอดูหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ได้ข่าวว่าเปิดกล้อง เพราะชื่อเรื่องและชื่อนักแสดงนำ รวมถึงชื่อผู้กำกับ ดูน่าสนใจ แล้วหนังแนวเพื่อนรักรักเพื่อนนี่ จริง ๆ เราก็อินมาเยอะ เช่น Love, Rosie, O-Negative, เพื่อนสนิท (ดากานดา-ไข่ย้อย) ฯลฯ

จริง ๆ ต้องบอกว่า ตั้งแต่เห็นเทรลเลอร์ Friend Zone ครั้งแรกละ ก็แอบรู้สึกผิดคาด แล้วพอได้ดูหนังจริง ก็กลายเป็นค่อนข้างผิดหวัง ไม่ใช่เพราะมันทำหลายฉากเป็นการ์ตูนที่คาแรกเตอร์ล้น ๆ เยอะ ๆ เพราะเราเข้าใจว่ามันเป็นสไตล์ของผู้กำกับ แต่ปัญหาคือ มุกตลกมันไม่ตลก พาร์ทความรักก็ไม่ได้ฟินหรือชวนอิน เทียบกับหนังรอมคอมอื่น ๆ แทบไม่ได้เลย ในส่วนของคอนเซ็ปต์เฟรนด์โซน ก็ดูเบาบาง หรือจะพูดว่าบทค่อนข้างกลวงก็ไม่ผิด ในขณะที่ทีมพีอาร์ยังงัด “เฟรนด์โซน” ออกมาขายได้ดีกว่าและสร้างสรรค์กว่าทีมเขียนบทของเรื่องนี้เองเสียอีก

บทหนังแทบไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ หนังเปิดเรื่องในสมัยที่ ปาล์ม (นาย ณภัทร เสียงสมบุญ) กับ กิ๊ง (ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์) ยังอยู่ม.ปลาย แต่ก็เป็นซีนเปิดที่ไม่ได้เน้นเล่าความสัมพันธ์ลึกซึ้งของคู่นี้ (แต่คือก็รู้ว่าเป็นเพื่อนสนิทไปไหนไปกันอะนะ) แต่เน้นเล่าถึงพื้นฐานนิสัยตามสืบตามเสือกอย่างไม่ยอมรามือง่าย ๆ ของกิ๊ง พร้อม ๆ กับแอบ tie-in โฆษณาไปแล้วอย่างน้อยสองตัวเหนาะ ๆ และก่อนที่จะโยงไปเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า “เป็นเพื่อนกันดีที่สุด” อย่างไม่ค่อย smooth as silk สักเท่าไหร่ เออ… ก็แค่นั้น… ส่วนดีเทลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับซีนเปิดเรื่องนี้ก็แทบถูกทิ้งไปเสียสิ้น

ตัดมาที่สิบปีต่อมา ซึ่งเป็นปีปัจจุบัน พระเอกจับวงปรับทุกข์และเล่าเรื่องเฟรนด์โซนของตัวเองกับหนุ่มแก๊งเฟรนด์โซนตามที่เราเห็นในเทรลเลอร์ ซึ่งหมายความว่า หนังก็จะเล่าตัดสลับจากแก๊งเฟรนด์โซนนี้กับเล่าย้อนความเดิมเมื่อปีสองปีก่อนหน้า นั่นก็คือช่วงที่นางเอกคบกับแฟนที่ทำงานด้วยกัน (เจสัน ยัง) ในขณะที่พระเอกก็เปลี่ยนสาวไปเรื่อย ๆ

ตลอดเรื่อง ดูเหมือนคนที่ต้องเจ็บปวดกับเฟรนด์โซนมากที่สุดจะเป็นพระเอก แต่ศูนย์กลางของโลกในหนังเรื่องนี้คือนางเอก ประมาณว่าทุกอย่างต้องหมุนรอบตัวเธอ แล้วปัญหาคือ… เราไม่รู้จริง ๆ ว่า นางเอกมีอะไรดีอีกนอกจากสวย เพราะหนังไม่ได้ปูพื้นมากมายว่าทำไมพระเอกต้องรักนางเอก เท่าที่เราเห็นจากในหนังคือ มีแต่เรื่องบ้าบอไม่เว้นแต่ละวัน เราไม่เคยเห็นนางนำมาซึ่งความสบายใจให้คุณเพื่อนเลย ตรงกันข้าม กลับทำตัวเป็นภาระด้วยเสียอีก

สำหรับเรา เราว่านางเอกเป็นผู้หญิงไร้สติคนหนึ่ง ดื้อด้านตามล่าหาความจริงอย่างไม่ละเว้น แต่พอจะเผชิญปัญหาจริง ๆ ทำใจไม่เป็น รับมือไม่ได้ ต้องลำบากเพื่อนตลอด รวม ๆ ไม่เป็นผู้ใหญ่ เข้าข่ายน่ารำคาญ เห็นแก่ตัว และเอาแต่ใจ… ไม่เหมาะสมกับพระเอก… ไม่คู่ควรกับเวลาที่พระเอกต้องมา waste ไปเป็นทศวรรษแบบนี้ (แต่ทั้งนี้ มันอาจเป็นอคติส่วนตัวของเราเองที่ไม่ชอบคาแรกเตอร์ของนางเอก คล้าย ๆ กับที่เราไม่ชอบคาแรกเตอร์ของนางเอก Fan Day และอีกหลาย ๆ เรื่องของค่ายนี้)

ยังดีที่เป็นนายกับใบเฟิร์น ไม่งั้นเราก็ไม่รู้ว่าจะรู้สึกแย่ไปกว่านี้อีกไหม ต้องขอบคุณที่น้องนายเซอร์วิซแฟนสูงมาก และน้องใบเฟิร์นก็ทุ่มเล่นสุดตัวแบบไม่ห่วงสวยเลย อย่างน้อยคนดูก็จะได้ความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ กลับมาจากการดูหนังเรื่องนี้บ้าง เพราะแรกเริ่มเดิมทีเลย เราคิดว่าหนังเค้าตั้งใจทำมาเพื่อสปอนเซอร์ใหญ่มากกว่าเพื่อคนดู

สังเกตได้จาก เค้าตั้งใจเขียนบทมาให้พระเอกกับนางเอกบินไปบินมาข้ามประเทศพร่ำเพรื่อ ราวกับรวยมาก หรือได้บินฟรีตลอดชีพ เที่ยวตระเวนขอพรทั่ว AEC (ขาดแต่ไปฮ่องกง แล้วมันไม่ไปหวังต้าเซียนด้วย อันนี้พลาดได้ไง) โดยส่วนตัวคิดว่า จริง ๆ ไม่ต้องถ่ายหลายประเทศ (ประเทศละกะปริดกะปรอย) แบบนี้ก็ได้ เรื่องมันเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ ถ้าไม่มีเงื่อนไขต้องบินไปบินมาตลอดเวลา หนังน่าจะพัฒนาบทและตัดต่อได้ดี smooth as silk กว่านี้มาก

โดยสรุป สำหรับเรา Friend Zone เหมือนเป็นหนังโฆษณาการบินไทยขนาดยาว 2 ชั่วโมง (โดยมีโฆษณา SCB, คริสตัล ฯลฯ แทรกมาประปราย อย่างจงใจให้ไม่แนบเนียน) ส่งผลให้บทอ่อนต่ำกว่ามาตรฐานของค่าย และเป็นหนังที่แทบไม่มีอะไรน่าจดจำเลย นอกจากเสน่ห์และการแสดงของน้องนายกับน้องใบเฟิร์น ที่เป็นจุดแข็งของหนังเรื่องนี้อย่างเดียว (อ้อ… และก็เพลงคิดมากเวอร์ชั่น AEC อีกอย่างหนึ่ง ที่มีบทบาทสำคัญกับหนังที่สุดแล้ว) ดูหนัง ไทย

Categories
ดูหนังออนไลน์ฟรี

รีวิวภาพยนตร์ไทย เพื่อนสนิท หนังเรื่องราวความทรงจำดีๆที่มีกับเพื่อนสนิท

รีวิวภาพยนตร์ไทย เพื่อนสนิท หนังเรื่องราวความทรงจำดีๆที่มีกับเพื่อนสนิท

10 อย่างที่เพื่อนสนิทไม่ควรทำให้กัน เพราะมันจะทำให้เกินคำว่าเพื่อน

รีวิวภาพยนตร์ไทย เพื่อนสนิท บอกเล่าเรื่องราวความรัก(ข้างเดียว) ของ หมู(ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) หรือฉายาคือ ไข่ย้อย ที่ได้มาจากเพื่อนสาวที่เขาแอบรัก นั่นคือ ดากานดา(นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา) และเรียกฉายาแทนชื่อของเขามาจนปัจจุบัน หมูเดินทางไป เกาะพะงัน จ.สุราษฏร์ธานี ด้วยเหตุผลบางอย่าง และเกิดพลัดตกดาดฟ้าเรือจนต้องเข้าโรงพยาบาล จนได้พบกับ นุ้ย(เอ๋-มณีรัตน์ คำอ้วน) พยาบาลแสนสวยใจดี และ พี่แตน(โอปอล์-ปาณิสรา พิมพ์ปรุ) พยาบาล(ที่คิดว่า)สุดสวย คอยดูแลเป็นอย่างดี การได้นอนพักระหว่างเจ็บป่วยอย่างสงบทำให้หมูใช้เวลาบางส่วนไปกับการเขียนจดหมายถึง ดากานดา เพื่อนสาวชาวเชียงใหม่ ที่หมูได้รู้จักเมื่อคราวไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ 4 ปีก่อน ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาได้พบเธอตั้งแต่ ปี 1 จนถึง ปี 4 ก่อนที่หมูจะจบออกมาแล้วใช้เวลาช่วงปิดเทอมมาเที่ยวที่เกาะพะงัน

ช่วงเวลาที่อยู่เชียงใหม่ นอกจากดากานดาแล้ว หมูยังมีเพื่อนอีกคนคือ ฟุเหยิน(ฟุเหยิน-ธนาบดินทร์ ยงสืบชาติ) เพื่อนหนุ่มที่เป็นเพื่อนติดกับดากานดาแต่แรกมาเป็นเพื่อนสนิทอีกคน ครั้งหนึ่งหมูและฟุเหยินไปก่อวีรกรรมขโมยไข่จากคณะเกษตรศาสตร์จนเกือบโดนภารโรงฟาดด้วยคราดเอา หนีกลับคณะวิจิตรศิลป์ของตนเองแทบไม่ทัน และผลที่ได้คือ ไข่ที่ซุกมาในเสื้อแตกจนย้อยออกมา ดากานดาเลยตั้งฉายาให้เขาว่า “ไข่ย้อย” มานับแต่นั้น แต่หมูก็ไม่ได้ขัดข้องใจอะไร ความที่แอบรักดากานดามาแต่แรก แต่ไม่กล้าบอกเพราะความเป็นเพื่อนมาขวางไว้ ทำให้หมูพยายามแสดงออกมาด้วยการทำทุกอย่างให้ที่เธอขอและไม่ได้ขอ แต่ขณะที่หมูนึกถึงช่วงเวลาที่ได้แสดงความรักต่อดากานดานั้น เขากลับรู้สึกว่า ช่วงเวลาในปัจจุบัน สิ่งที่นุ้ยปฏิบัติต่อเขา ไม่ได้แตกต่างจากที่เขาเคยปฏิบัติต่อดากานดาเลย มันมากเกินกว่านางพยาบาลคนหนึ่งจะปฏิบัติต่อคนไข้ จนเขารูู้สึกว่านุ้ยคงไม่ใช่เพื่อนสาวที่คิดกับเขาแค่เพื่อนอีกต่อไป แต่อีกใจหมูก็ยังนึกถึงดากานดาอยู่ และนั่นคือสิ่งที่หมูต้องตัดสินใจว่าจะเลือกใคร ระหว่างคนที่เขารัก หรือ คนที่รักเขา

ตัวละครหลัก

หมู-ไข่ย้อย(ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) หนุ่มขี้อายจากกรุงเทพ ผู้ฝากคำรักไว้กับเพื่อนสนิทอย่างดากานดาที่เชียงใหม่ ก่อนจะวาร์ปมาเกาะพะงัน บุคลิกเป็นคนชอบห่วงความรู้สึกคนรอบข้าง จนไม่กล้าที่จะพูด และนั่นคือชนวนให้เกิดความรักต่างสถานที่ของเขา

ดากานดา(นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา) เพื่อนสาวที่หมูหลงรักตั้งแต่แรกเห็น เป็นคนลุยๆ ออกแนวห่ามๆด้วยซ้ำ แต่เพราะความธรรมดาที่ไม่ธรรมดานี่แหละ ทำให้หมูเผลอใจเข้าให้

null
นุ้ย(เอ๋-มณีรัตน์ คำอ้วน) พยาบาลสาวที่มีพร้อมทั้งความสวย จิตใจดี น่ารักตามสไตล์สาวใต้ ยิ้มง่าย พูดเก่ง คอยดูแลหมูอย่างดี แต่ไม่รู้ว่าระหว่างเธอกับหมู ใครกันแน่ที่หวั่นไหวไปก่อนกัน

พี่แตน(โอปอล-ปาณิสรา พิมพ์ปรุ) พยาบาลรุ่นพี่ของนุ้ย ที่ทำตัวทั้งน่านับถือ และไม่น่านับถือ เป็นคนเฮฮา จนดูเหมือนรั่ว พยายามทำตัวให้ดูเป็นเด็ก “เต้บๆ” มากที่สุดเวลาที่อยู่ต่อหน้าหมู งานอดิเรกคือ หาโอกาสแทะโลมหมูตลอดเวลา เอ๊ะ หรือว่านี่จะเป็นเพื่อนสนิทที่แอบเก็บความรู้สึกอีกคน!!!

ฟุเหยิน(ฟุเหยิน-ธนาบดินทร์ ยงสืบชาติ) เพื่อนสนิทของดากานดา ที่กลายเป็นเพื่อนไข่ย้อยอีกคน เป็นคนกะล่อน ปากหมา บ้าผู้หญิง แต่ยิ่งโตก็ยิ่งคุมตัวเองได้มากขึ้น

โดยส่วนตัวแล้ว เพื่อนสนิท เป็นหนังที่ผมชอบที่สุดของ GTH เลย นั่นเพราะช่วงที่หนังเรื่องนี้กำลังดัง ผมดันไปแอบชอบเพื่อนสาวคนสนิทอยู่จริงๆ (ตอนนี้เลิกชอบไปแล้ว) และก็กลายเป็นหนังในดวงใจของผมเรื่อยมา ซึ่งผมเชื่อว่า คงไม่ใช่แค่ผมแน่ๆที่ยกให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังในดวงใจ เพราะจากแนวเรื่องของหนัง ตัวละคร และสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อ มันเป็นความรู้สึกแบบ Common Sense ซึ่งเชื่อว่าทุกคนคงเคยเจอะเจอมา นั่นคือการแอบรักนั่นเอง เป็นเรื่องที่ผมว่าทุกๆคน อย่างน้อย 90% บนโลกนี้คงจะผ่านมาเรียบร้อยแล้ว และเพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวนี่แหละครับ ทำให้หนังเข้าถึงคนดูได้ง่าย ทำให้คนดู “อิน” ไปกับอารมณ์ของหนัง และที่แตกย่อยออกมามากกว่านั้น ถึงขั้นมีการศึกษาด้านจิตวิทยาของตัวละครเลยว่า ทำไมหมู(ไข่ย้อย) ดากานดา หรือนุ้ย ถึงได้คิดแบบนั้น ตัดสินใจแบบนั้น ลึกๆแล้วพวกเขารู้สึกต่อกันอย่างไร เป็นต้น ซึ่ง ณ ที่นี้ผมขออนุญาตเรียก ไข่ย้อย ว่า หมู ตามชื่อที่เขาควรจะเป็นในเรื่องนะครับ เพราะผมรู้สึกว่า ไข่ย้อย เป็นเพียงตัวตนในอดีตของ หมู และเรื่องราวทั้งหมดก็เล่าผ่านตัวละครที่ถูกเรียกว่า หมู ด้วย

บทภาพยนตร์ที่เขียนโดยคุณหมู ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม แม้กระทั่งใส่ชื่อตัวเองแทนพระเอก 555 มีการสอดแทรกเกร็ดต่างๆและรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ผ่านตัวหนังไปได้อย่างแนบเนียนและกลมกลืน ทั้งยังแทรกวิถีชีวิตของผู้คนทั้งสองภาค คือภาคเหนือในพาร์ทดากานดา และภาคใต้ในพาร์ทของนุ้ยเข้าไปได้อย่างลงตัว โดยกำหนดให้ตัวละครอย่าง หมู เข้าไปทำความรู้จักกับวิถีชีวิตของผู้คนในแถบนั้น นำเสนอผ่านวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ทำให้ตัวหนังได้ฉายทัศนียภาพอันเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้หนังมีความน่าดูมากขึ้น สถานที่่ถ่ายทำบางส่วนกลายเป็นแหล่งให้บรรดาแฟนหนังได้ไปตามรอยกันถึงที่ ส่วนตัวผมเองยังเคยอยากไปเรียน มช.(มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) เพราะหนังเรื่องนี้ด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องมาหยุดความคิดหลังจากได้ทราบว่า ที่จริงแล้ว มช. ไม่ได้ให้ถ่าย ฉากมหาวิทยาลัยในเรื่อง ถ่ายทำที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระนครเหนือ ต่างหากล่ะ ฟังอย่างนี้ก็ซึ้งเลยครับ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะฉากต่างๆในเรื่องถ่ายออกมาได้ภาพที่สวยงามมาก ขนาดถ่ายด้วยฟิล์ม 1:85 ยังสวยขนาดนี้ ถ้าถ่ายด้วยฟิล์ม 2:35 คงได้ความสวยงามมากกว่าที่เห็นอย่างแน่นอน  ดูหนัง ไทย