วิธีทำตะโก้แห้ว
ตะโก้ พร้อมสูตร กะทิมันๆ หอมอร่อย ชอบหวานเท่าไหร่ เติมเอาได้เลย

ตะโก้ พร้อมสูตร กะทิมันๆ หอมอร่อย ชอบหวานเท่าไหร่ เติมเอาได้เลย

วิธีทำตะโก้แห้ว
วิธีทำตะโก้แห้ว

ขนมไทยในพิธีกรรมและงานเทศกาลต่างๆที่ชาวไทยควรรับรู้

ขนมไทยนั้นต้องบอกก่อนเลยว่า มีส่วนร่วมในวิถีชีวิตไทย ในทุกเทศกาล และโอกาสต่างๆมากมาย แสดงให้เห็น ถึงความผูกพัน และเป็นส่วนสำคัญ ของวัฒนธรรมไทย ตั้งแต่สมัยโบราณ ขนมที่ใช้ในงานเทศกาล และพิธีกรรมต่างๆ ของชาวไทย ตลอดทั้งปี ได้แก่

เทศกาลออกพรรษา การตักบาตรเทโว เดือน 11 นิยมทำข้าวต้มผัด ห่อด้วยใบตอง หรือใบอ้อย ธรรมเนียมนี้นำมาจากความเชื่อทางศาสนาที่ว่าเมื่อประชาชนไปรอรับเสด็จพระพุทธเจ้า เมื่อทรงพุทธดำเนิน จากเทวโลก กลับสู่โลกมนุษย์

ยังไม่พอเพียงเท่านี้ ไม่ใช่มีแต่เทศกาล ของชาวพุทธ เมนูของหวานไทย ขนมไทยเรายังมีเทศกาล ของอิสลามอีกด้วย ชาวไทยมุสลิม ในช่วงถือศีลอด ในเดือนรอมฎอน ชาวไทยมุสลิมของเรา นิยมรับประทานขนมอาเก๊าะ รูปร่างคล้ายขนมไข่ ทำให้สุก ด้วยการนำไปผิงไฟนั้นเอง

ขนมไทยที่ได้รับอิทธิพล มาจากชาติอื่น ก็มีมากมายเช่นกัน ประเทศไทยเรา ได้รับเอาวัฒนธรรม ด้านอาหารของชาติต่างๆ มาดัดแปลงให้เหมาะสม กับสภาพท้องถิ่น วัตถุดิบที่หาได้ เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนการบริโภคแบบไทย จนทำให้คนรุ่นหลัง

แยกไม่ออกว่า อะไรคือขนมไทย ที่เป็นไทยแท้ และอะไรที่ดัดแปลง มากจากวัฒนธรรม ของชาติอื่น เช่นขนมที่ใช้ไข่ และขนมที่ต้องเข้าเตาอบ ซึ่งได้เข้ามาในสมัยสมเด็จ พระนารายณ์มหาราช จากคุณท้าวทองกีบม้า ภรรยาเชื้อชาติญี่ปุ่น-โปรตุเกสของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ผู้เป็นกงสุลประจำประเทศไทย ในสมัยนั้น

ส่วนผสม ขนมตะโก้
น้ำเปล่า 1 ถ้วย
น้ำตาลทราย 1+1/2 ถ้วย
แป้งข้าวเจ้า 1/2 ถ้วย
แป้งมัน 1/4 ถ้วย
แป้งถั่วเขียว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำลอยดอกมะลิ 2 ถ้วย (หรือน้ำ 2 ถ้วย ผสมน้ำหอมกลิ่นมะลิ 1/2 ช้อนชา)
น้ำใบเตยคั้นเข้มข้น 2 ช้อนโต๊ะ
แห้วต้มสุก (หั่นเต๋าเล็ก) 1 ถ้วย
กระทงใบเตย
ส่วนผสม หน้ากะทิ
แป้งข้าวเจ้า 1/4 ถ้วย
กะทิ 2 ถ้วย
เกลือป่น 1 ช้อนชา

วิธีทำตะโก้แห้ว
1. ใส่น้ำลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟ ใส่น้ำตาลทรายลงไปคนให้ละลาย ต้มจนเดือดและเหนียวเป็นน้ำเชื่อม พักไว้จนเย็น

2. ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน แป้งถั่วเขียว น้ำลอยดอกมะลิ และน้ำใบเตยจนละลายเข้ากันดี เทใส่ลงในส่วนผสมน้ำเชื่อม กวนผสมจนแป้งสุกเหนียวและใส จากนั้นใส่แห้วลงคนผสมให้เข้ากัน ยกลงจากเตา

3. ตักใส่กระทงใบเตยที่เตรียมไว้ประมาณ 3/4 ของกระทง ตามด้วยหน้ากะทิจนเต็มพิมพ์ พักทิ้งไว้จนอุ่น

วิธีทำหน้ากะทิตะโก้
ใส่แป้งข้าวเจ้า กะทิ และเกลือป่นลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟใช้ความร้อนปานกลาง คนผสมจนข้น และเหนียว ยกลงจากเตา หยอดลงบนขนมตะโก้

ufabet24

ข้าวเหนียวแก้ว
ข้าวเหนียวแก้ว หอมหวานมัน ทำเองได้เลย สามารถกินในเทศกาลกินเจได้เลย

ข้าวเหนียวแก้ว หอมหวานมัน ทำเองได้เลย สามารถกินในเทศกาลกินเจได้เลย

สร้างภูมิคุ้มกัน ไม่เจ็บป่วยง่าย
-เมื่อร่างกายได้วิตามินจากพืชผัก ผลไม้แล้วนั้น จะทำให้เลือดได้รับการฟอกให้สะอาดมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการซ่อมเสริมส่วนที่สึกหรอของร่างกายและสร้างภูมิคุ้มกันอีกด้วย
-การกินเจถือเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง เมื่อเราได้ทำบุญ ก็จะรู้สึกสบายใจ จิตใจผ่องใส เกิดความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง ส่งผลทำให้สุขภาพจิตในช่วงเวลานั้นดีขึ้นกว่าปกติ นอกจากนั้น คาร์โบไฮเดรต ผักและผลไม้บางชนิด ยัง

มีคุณสมบัติ-ช่วยกระตุ้นเอนโดรฟีน โดพามีน และนอร์อิพิเนฟรินในร่างกาย ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้จะช่วยปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น และช่วยให้เรารับมือกับอาการหงุดหงิดได้เป็นอย่างดี
-การกินเจ ถือว่าเป็นการละเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตในช่วง 9 วันนี้ เป็นการกินด้วยจิตเมตตา และเพื่องดเว้นกรรม หลายคนเชื่อว่าเป็นการทำบุญทำกุศลอย่างหนึ่ง ทำให้จิตใจเราสงบสุขมากขึ้น แต่นอกจากจะได้บุญจากการกินเจแล้ว ประโยชน์ที่นอกเหนือจากนี้คือการได้ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของเราเอง

ข้าวเหนียวแก้ว
ข้าวเหนียวแก้ว

ส่วนผสม ข้าวเหนียวแก้วใบเตย

• ข้าวเหนียวนึ่งสุกและยังร้อนอยู่
• กะทิ 3/4 ถ้วย
• น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
• เกลือป่น 1/4 ถ้วย
• น้ำใบเตยคั้นเข้มข้น 1/2 ถ้วย
• น้ำปูนใส 2 ช้อนโต๊ะ
• งาดำคั่ว หรืองาขาวคั่ว (หรือทั้ง 2 ชนิด)

วิธีทำ ข้าวเหนียวแก้ว

1. ใส่ข้าวเหนียวร้อน ๆ กะทิ เกลือป่น น้ำปูนใส และน้ำใบเตยลงในอ่างผสมคนให้เข้ากัน ปิดด้วยพลาสติกถนอมอาหาร (หรือจาน) อย่าให้ลมเข้า พักทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที เพื่อให้ข้าวเหนียวดูดซึมส่วนผสมทุกอย่างเข้าไป
2. ใส่น้ำตาลทรายลงไปคนผสมให้เข้ากัน เทส่วนผสมใส่กระทะใช้ไฟกลางอ่อน กวนข้าวเหนียวไปเรื่อย ๆ โดยค่อย ๆ กวนเพื่อให้ข้าวเหนียวเรียงสวยและไม่หักกลาง
3. หลังจากกวนมาประมาณ 5 นาทีจนน้ำตาลทรายเริ่มละลาย ให้กวนต่ออีก 10-15 นาที จนข้าวเหนียวชักเงาและจับตัวเป็นก้อน ปิดไฟและพักทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที หรือรอจนเย็นตัว
4. ตักข้าวเหนียวแก้วใส่พิมพ์ โรยตกแต่งด้วยงาดำ หรืองาขาว พร้อมเสิร์ฟ ufabet 

ขนมเค้กเจ
ขนมเค้กเจ พร้อมสูตรและวิธีทำ ใครอยากทานเค้กช่วงกินเจ ห้ามพลาดสูตรนี้

ขนมเค้กเจ พร้อมสูตรและวิธีทำ ใครอยากทานเค้กช่วงกินเจ ห้ามพลาดสูตรนี้

ประโยชน์กินเจ
ประโยชน์กินเจ

การกินเจ ถือว่าเป็นการละเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตในช่วง 9 วันนี้ เป็นการกินด้วยจิตเมตตา และเพื่องดเว้นกรรม หลายคนเชื่อว่าเป็นการทำบุญทำกุศลอย่างหนึ่ง ทำให้จิตใจเราสงบสุขมากขึ้น แต่นอกจากจะได้บุญจากการกินเจแล้ว ประโยชน์ที่นอกเหนือจากนี้คือการได้ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของเราเอง

ผิวพรรณดีขึ้น – การทานผักและผลไม้มากขึ้น และงดเนื้อสัตว์ ทำให้ร่างกายได้รับวิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระแบบเต็ม ๆ ซึ่งสารเหล่านี้มีส่วนช่วยในการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย ทำให้ผิวพรรณของคุณเปล่งปลั่งขึ้นได้ และที่สำคัญเนื้อสัตว์มักจะมีไขมันสูง ส่งผลให้ร่างกายผลิตเหงื่อและน้ำมันออกมาบริเวณผิวหนังเยอะ อาจส่งผลให้หน้ามัน รูขุมขนกว้าง ผิวพรรณดูไม่สดใสได้

ขนมเค้กเจ
ขนมเค้กเจ

ส่วนผสม ขนมเค้กเจ

• แป้งเค้ก 143 กรัม หรือ 1+1/2 ถ้วยตวง
• ผงฟู 1 ช้อนชา
• เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชา
• น้ำตาลทรายป่น 185 กรัม หรือ 3/4 ถ้วยตวง (คนชอบหวานจัดไป 1 ถ้วยตวง)
• เกลือ 1/2 ช้อนชา
• ผงโกโก้ 16 กรัม หรือ 1/4 ถ้วยตวง
• นมถั่วเหลือง 250 กรัม หรือ 1 ถ้วยตวง
• น้ำมันพืช 100 กรัม หรือ 1/2 ถ้วยตวง
• กลิ่นช็อกโกแลต 1/2-1 ช้อนชา

วิธีทำขนมเค้กเจ

1. ร่อนของแห้ง ได้แก่ แป้งเค้ก ผงฟู เบกกิ้งโซดา น้ำตาลทราย เกลือ และผงโกโก้รวมกัน ร่อนสัก 2-3 ครั้ง
2. เติมของเหลว ได้แก่ นมถั่วเหลือง น้ำมันพืช และกลิ่นช็อกโกแลตลงไปคนจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน เทใส่พิมพ์วงกลม
3. นำไปอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ใช้ไฟล่าง 15 นาที และไฟบน-ล่าง 15 นาที เวลาขึ้นอยู่กับความหนาของขนม และขนาดของเตาอบ

ส่วนผสม บัตเตอร์ครีมเจ

• น้ำตาลทราย 330 กรัม
• เกลือ 5-10 กรัม (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
• น้ำ 150-165 กรัม
• มาร์การีนเจ 230 กรัม
• เนยขาวเจ 150 กรัม
• หัวบีบเบอร์ 1, 2, 14, 16, 17

วิธีทำบัตเตอร์ครีมเจ

1. ต้มน้ำเชื่อม โดยใส่น้ำตาลทราย เกลือ และน้ำเปล่าลงในหม้อ คนผสมจนน้ำตาลละลาย พักไว้จนหายร้อน
2. ใส่มาร์การีนและเนยขาวลงไปคนผสมจนเข้ากัน
3. แบ่งบัตเตอร์ครีมเจผสมสีตามชอบใส่หัวบีบที่เตรียมไว้ แต่งหน้าเค้กเป็นแองกี้เบิร์ดตามชอบ ufabet 

พานาคอตต้าคีโต ชั้นพานาคอตต้า ชั้นซอสสตรอว์เบอร์รี และชั้นซอสบลูเบอร์รี

พานาคอตต้าคีโต ชั้นพานาคอตต้า ชั้นซอสสตรอว์เบอร์รี และชั้นซอสบลูเบอร์รี

พานาคอตต้า

อาหารคีโตซึ่งมีการจำกัดอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตอย่างเข้มงวดร่วมกับการกินไขมันในปริมาณมาก เป็นการหลอกร่างกายให้เหมือนกับการอดอาหาร ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงหลังกินอาหาร ร่างกายจะไม่มีการกระตุ้นอินสุลินและยังคงมีการสลายไขมันทำให้มีคีโตนเกิดขึ้น ดังที่จะมีคนพูดว่าเป็นการกินไขมันเพื่อสลายไขมัน และมีคนนำมากล่าวอ้างในการลดน้ำหนัก ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ของการใช้อาหารคีโต คือการใช้เป็นการรักษาที่เสริมจากการรักษาหลักในการผู้ป่วยลมชักที่ไม่ตอบสนองต่อการใช้ยาโดยเฉพาะในเด็ก

ประโยชน์ของการกินคีโต

-สามารถลดน้ำหนักได้ภายในระยะเวลาอันสั้น เนื่องจากเมื่อลดแป้ง ลดน้ำตาล น้ำหนักก็จะลดลง
ไม่หิวบ่อย การเน้นกินอาหารประเภทโปรตีน ทำให้ไม่กินจุบจิบ และอิ่มนานขึ้น
-ความดันโลหิตอยู่ในระดับปกติ เนื่องจากร่างกายเผาผลาญน้ำตาลน้อยลง

ส่วนผสม พานาคอตต้าคีโต (สำหรับ 3 แก้ว)

ส่วนที่ 1 ส่วนน้ำซอสสตรอว์เบอร์รี

  • สตรอว์เบอร์รีแช่แข็ง 60 กรัม
  • น้ำเปล่า 180 มิลลิลิตร
  • สารให้ความหวาน (อิริทริทอล) 40 กรัม
  • เจลาติน 2 แผ่น

ส่วนที่ 2 ส่วนน้ำซอสบลูเบอร์รี

  • บลูเบอร์รี  50 กรัม
  • น้ำเปล่า 100 มิลลิลิตร
  • สารให้ความหวาน (อิริทริทอล) 20 กรัม
  • เจลาติน 1 แผ่น

ส่วนที่ 3 ส่วนพานาคอตต้าครีม

  • นมอัลมอนด์ 150 มิลลิลิตร
  • วิปปิ้งครีม 200 มิลลิลิตร
  • สารให้ความหวาน (อิริทริทอล) 40 กรัม
  • เจลาติน 3 แผ่น

วิธีทำ พานาคอตต้าคีโต

     1. ก่อนเริ่มทำแช่แผ่นเจลาติน 6 แผ่นในน้ำ ถ้าจะให้ดีให้แยกถ้วยแช่ ถ้วยหนึ่ง 3 แผ่น อีกถ้วย 2 แผ่น และถ้วยสุดท้าย 1 แผ่น เพราะเวลาเจลาตินละลายมันจะแยกกันไม่ออก หรือหากใครจะใช้เจลาตินแบบผงก็ละลายในน้ำก่อน
2. เริ่มทำชั้นที่ 1 ชั้นซอสสตรอว์เบอร์รี โดยตั้งไฟอ่อน เทสตรอว์เบอร์รี น้ำ และอิริทริทอล คนให้เข้ากันจนอิริทริทอลละลาย สตรอว์เบอร์รีนิ่ม และน้ำเปลี่ยนเป็นสีแดง จากนั้นใช้กระชอนตาถี่กรองเอาแต่ส่วนน้ำ หากใครมีผ้าขาวบางก็จะดีมาก
3. ในขณะที่น้ำสตรอว์เบอร์รียังอุ่นอยู่ ใส่แผ่นเจลาตินที่นิ่มแล้ว 2 แผ่นลงไป คนให้เจลาตินละลายเข้ากันกับน้ำ
4. ตะแคงภาชนะประมาณ 45 องศา แล้วค่อย ๆ หยอดชั้นที่ 1 ลงในแก้วประมาณ 1/4 ส่วน แล้วนำไปแช่เย็นจนเซตตัว ถึงจะหยอดชั้นที่ 2 ได้
5. ทำชั้นที่ 2 ส่วนซอสบลูเบอร์รี ทำเช่นเดียวกับชั้นที่ 1 โดยโดยตั้งไฟอ่อน ผสมบลูเบอร์รี น้ำ และอิริทริทอล คนให้เข้ากันจนอิริทละลายและน้ำเปลี่ยนสี กรองเอาแต่น้ำ แล้วใส่เจลาตินที่นิ่มแล้วลงไป 1 แผ่น คนให้เข้ากัน
6. เมื่อชั้นสตรอว์เบอร์รีเซตตัวแล้วก็เริ่มหยอดชั้นที่ 2 ชั้นนี้ไม่ต้องหนามาก ในสูตรหยอดแค่ 2 ช้อนโต๊ะ แล้วนำไปแช่เย็นจนเซตตัว (ซอสบลูเบอร์รีที่เหลือให้นำไปผสมกับกากบลูเบอร์รีที่กรองออกไป เอาไว้ราดตกแต่งภายหลัง)
7. ทำพานาคอตต้าครีม โดยเทนมอัลมอนด์กับวิปปิ้งครีมลงในหม้อ คนให้เข้ากัน ตามด้วยอิริทริทอล (แค่อุ่น ๆ ห้ามเดือดเด็ดขาด)
8. พออิริทละลายแล้วก็ใส่แผ่นเจลาที่นิ่มแล้วลงไป 3 แผ่น คนให้เข้ากันและหยอดเป็นชั้นที่ 3 เสร็จแล้วนำไปแช่เย็นให้เซตตัว ก่อนเสิร์ฟราดซอสบลูเบอร์รี ตกแต่งด้วยสตรอว์เบอร์รี

เค้กมันเทศกับฟักทอง (เค้กอินทผลัมคลีน) เติมกลิ่น ใครชอบหวานก็ใส่เมเปิลไซรัป

เค้กมันเทศกับฟักทอง (เค้กอินทผลัมคลีน) เติมกลิ่น ใครชอบหวานก็ใส่เมเปิลไซรัป

เมนูอินทผลัม

7 สรรพคุณสุดคูลของ “อินทผาลัม” ที่คุณต้องร้องว้าว

มีกากใยสูง
ช่วยให้ระบบการขับถ่ายดีขึ้น ป้องกันอาการท้องผูกและช่วยทำให้อุจจาระนิ่มจนเคลื่อนตัวผ่านลำไส้ได้ง่าย นอกจากนี้ เส้นใยอาหารยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยลดน้ำหนักได้ เนื่องจากอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูงจะช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องนั้นเอง

มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ
อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันเซลล์และเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกายไม่ให้ถูกทำลาย ซึ่งอาจช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคมะเร็งได้ จากการศึกษาประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระของอินทผาลัมพบว่า อินทผาลัมมีสารต้านอนุมูลอิสระโดยเฉพาะสารโพลีฟีนอลในปริมาณมาก

ช่วยให้ผิวไม่เหี่ยว
เมื่ออายุมากขึ้นผิวพรรณก็เริ่มเหี่ยวไม่เต่งตึงเหมือนเมื่อก่อน ทางเลือกในการรักษาก็อาจจะใช้สกินแคร์ช่วย เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่น และนอกจากนี้การกินก็เป็นตัวการสำคัญที่จะช่วยให้คุณลดเลื้อนริ้วรอยได้อย่าง
อินทผาลัมที่อุดมไปด้วยสารไฟโตฮอร์โมน (Phytohormones) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการต่อต้านริ้วรอย และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากอินทผาลัมอาจช่วยลดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าได้

ป้องกันโรคอัลไซเมอร์
งานวิจัยชิ้นหนึ่งได้ศึกษาคุณประโยชน์ของอินทผาลัมที่ส่งผลต่อการพัฒนาความจำ การเรียนรู้ และการยับยั้งสารเบต้าแอมีลอยด์ (Beta Amyloid) ที่อาจทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์

มีประโยชน์กับคุณแม่มือใหม่
อินทผาลัมมีส่วนสำคัญในการช่วยลดความรู้สึกกดดันและบรรเทาอาการซึมเศร้าให้คุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกได้ผ่อนคลาย ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายผลิตน้ำนมมากขึ้น และที่สำคัญคือยังช่วยเพิ่มสารอาหารที่มีประโยชน์ในน้ำนมแม่

บำรุงสายตา
ช่วยบำรุงและรักษาสายตา ชะลอความเสื่อมของดวงตา ป้องกันโรคตาบอดแสงหรือภาวะมองเห็นไม่ชัดในที่มืดหรือเวลากลางคืน

ช่วยในระบบขับถ่าย
ช่วยให้ขับถ่ายง่าย ระบบย่อยอาหารดีขึ้นและยังช่วยให้อิ่มท้องได้นาน เหมาะสำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนัก เพราะไม่ทำให้อ้วน

นอกจากนี้อิทผาลัมยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุสำคัญๆ อย่าง โพแทสเซียม ที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ธาตุเหล็ก ที่ช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงซึ่งทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนไปยังเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย วิตามินบี 3 ช่วยควบคุมการทำงานของระบบประสาท และระบบย่อยอาหาร และวิตามินบี 6 ช่วยพัฒนาสมอง เสริมสร้างระบบประสาทและระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

ส่วนผสม

ส่วนผสม ฐานเค้ก

  • อัลมอนด์
  • วอลนัท
  • อินทผลัม

ส่วนผสม เค้กชั้นที่ 1

  • มันหวานบด
  • น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิก
  • กลิ่นวานิลลา
  • เมเปิลไซรัป หรือน้ำตาลทราย

ส่วนผสม ชั้นที่ 2

  • ฟักทองญี่ปุ่น

วิธีทำ เค้ก

     1. ตัวฐานปั่นอัลมอนด์ วอลนัท และอินทผลัม จากนั้นอัดให้เป็นฐาน แช่เย็นให้เซตตัว
2. ตัวเนื้อเค้กชั้นแรกใช้มันหวานบดกับน้ำมันมะพร้าวออร์แกนิก เติมกลิ่นวานิลลา ถ้าใครชอบหวานเพิ่มก็ใส่เมเปิลไซรัปลงไปแทนน้ำตาล
3. ตัวเนื้อเค้กชั้นบนสุดคือ ฟักทองญี่ปุ่น

ลอดช่อง มาพร้อมวิธีทำน้ำกะทิหอมหวล ทำจากแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน

ลอดช่อง มาพร้อมวิธีทำน้ำกะทิหอมหวล ทำจากแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน

วิธีทำ ลอดช่องไทย สูตรโบราณ - จำหน่ายปูนแดง ขายปูนแดง ปูนกินหมาก ทำน้ำปูนใส  ส่งทั่วประเทศ : Inspired by LnwShop.com

แป้งข้าวเจ้า (Rice flour)
แป้งข้าวเจ้า หรือบางทีก็เรียกว่า แป้งญวณ ทำมาจาก เมล็ดข้าวจ้าว จับแล้วสากมือ เมื่อใช้มือสัมผัสจะมีความหยาบเล็กน้อย แต่สากมือกว่าแป้งสาลี พอทำให้สุกแล้วตัวแป้งจะมีสีขาวขุ่น จับตัวกันเป็นก้อน เหมาะสำหรับนำไปทำอาหารที่ต้องการความอยู่ตัว เนื้อขนมจะมีความแข็งร่วน

เมนูที่ทำจากแป้งข้าวจ้าว ได้แก่ ขนมกล้วย ขนมเบื้อง ขนมดอกจอก ลอดช่อง ขนม ขนมตาล ขนมชั้น ขนมถ้วยตะไล (ขนมถ้วย) ซึ่งแป้งข้าวเจ้าถือว่าเป็นแป้งที่ถูกนำมาทำขนมไทยมากที่สุด

ส่วนผสม ลอดช่อง
ใบเตยหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ 1 ปอนด์ (ประมาณ 450 กรัม)
น้ำปูนใส 9+1/2 -10 ถ้วย
แป้งข้าวเจ้า 3 ถ้วย
แป้งมันสำปะหลัง 1 ถ้วย
แป้งถั่วเขียว 4 ช้อนโต๊ะ
น้ำเย็นจัด
น้ำแข็งทุบ
ส่วนผสม น้ำกะทิ
น้ำตาลปี๊บ 3+1/2 -4 ถ้วย
เกลือป่น 1 ช้อนชา
กะทิ 5 ถ้วย

วิธีทำ ลอดช่องน้ำกะทิ
1. ทำน้ำกะทิ โดยใส่น้ำตาลปี๊บ เกลือป่น และกะทิลงในอ่างผสม ใช้มือขยำส่วนผสมเข้าด้วยกันจนน้ำตาลปี๊บละลายเข้ากันดี กรองด้วยตะแกรง

2. นำส่วนผสมน้ำกะทิขึ้นตั้งไฟปานกลาง เคี่ยวจนน้ำกะทิใกล้เดือด (ให้ส่วนผสมเดือดเฉพาะตรงกลาง ไม่เดือดพล่าน เพื่อไม่ให้กะทิแตกมัน) ประมาณ 10-15 นาที ปิดไฟ ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้จนเย็น เตรียมไว้ (สามารถทำไว้ล่วงหน้าหรือทำทิ้งไว้ข้ามคืนได้)

3. ใส่ใบเตยลงในเครื่องปั่น ตามด้วยน้ำปูนใส 6-7 ถ้วย ปั่นจนละเอียด จากนั้นคั้นเอาเฉพาะน้ำ เตรียมไว้

4. ใส่แป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง และแป้งถั่วเขียวลงไปในน้ำใบเตย โดยปล่อยให้แป้งค่อย ๆ จมลงไปในน้ำจนหมด (เทคนิค : ปล่อยให้แป้งจมลงไปในน้ำเอง รอประมาณ 1 นาที โดยไม่ต้องคน เพื่อให้มั่นใจได้ว่า แป้งจะได้ไม่จับตัวเป็นก้อน และละลายเข้ากับน้ำทั้งหมด) พอแป้งจมลงหมดแล้ว ค่อย ๆ คนผสมจนเข้ากันดี จากนั้นกรองด้วยตะแกรง เตรียมไว้

5. ใส่ส่วนผสมลงในกระทะก้นลึกขนาดใหญ่ นำขึ้นตั้งไฟปานกลาง กวนผสมตลอดเวลา ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง พอแป้งเริ่มเหนียว ค่อย ๆ เทน้ำปูนใสที่เหลือลงไปจนหมด กวนจนส่วนผสมเหนียว และมีสีใส

6. ตักส่วนผสมแป้งใส่เครื่องกดลอดช่อง กดแป้งเป็นเส้น ๆ ลงในน้ำเย็นจัด จากนั้นตักส่วนผสมขึ้น ใส่ลงในถ้วย ตามด้วยน้ำกะทิที่เตรียมไว้ และน้ำแข็ง พร้อมเสิร์ฟ

หมายเหตุ : สูตรนี้ใส่แป้งถั่วเขียว เพื่อทำให้ลอดช่องมีเนื้อเหนียว นุ่ม และสีสวยมากขึ้น เก็บไว้กินนาน ๆ จะไม่คืนตัวและเป็นน้ำ

วุ้นถ้วยใบเตย สูตรนี้มีทั้งวุ้นกะทิและใบเตยสลับสีกันสวยงามและตัดเลี่ยน

วุ้นถ้วยใบเตย สูตรนี้มีทั้งวุ้นกะทิและใบเตยสลับสีกันสวยงามและตัดเลี่ยน

ขนมวัยเด็ก

เมนูวุ้นถ้วยใบเตยเป็นอีกหนึ่งเมนูขนมวัยเด็กแสนอร่อย จำได้ว่าสมัยเด็กเคยแข่งกินกับเพื่อน บีบเข้าปากเอา ๆ นี่ฟินสุดเลย สูตรนี้มีทั้งวุ้นกะทิและใบเตยสลับสีกันสวยงามและตัดเลี่ยน หรือใครจะทำแค่วุ้นใบเตยอย่างเดียวก็ตามสบาย

ส่วนผสม วุ้นใบเตย

  • น้ำเปล่า 2 ถ้วย (ถ้าต้องการความหอมให้ผสมกลิ่นมะลิ 1 ช้อนชา)
  • ผงวุ้น 1 ช้อนโต๊ะ + 2 ช้อนชา
  • น้ำใบเตยคั้นเข้มข้น 1/2 ถ้วย
  • น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย ถึง 1 ถ้วย

ส่วนผสม วุ้นกะทิ

  • กะทิ 2+1/2 ถ้วย
  • ผงวุ้น 1 ช้อนโต๊ะ + 2 ช้อนชา
  • น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย
  • เกลือป่น ปลายช้อนชา

วิธีทำ วุ้นกะทิใบเตย

     1. ใส่น้ำและผงวุ้นลงในหม้อ คนให้ผงวุ้นกระจายทั่ว ๆ และไม่เป็นก้อน พักทิ้งไว้สักครู่
2. นำส่วนผสมขึ้นตั้งไฟกลางอ่อน คนผสมเรื่อย ๆ จนเริ่มเดือดและผงวุ้นละลายหมด จากนั้นเติมน้ำตาลทรายลงไป คนให้น้ำตาลทรายละลาย
3. ใส่น้ำใบเตยคั้นลงไปคนผสมให้เข้ากัน รอจนเดือดอีกครั้ง ปิดไฟ ยกลงจากเตาแล้วนำส่วนผสมไปกรอง
4. เทส่วนผสมวุ้นใบเตยใส่ลงพิมพ์ที่เตรียมไว้ประมาณครึ่งพิมพ์ นำไปแช่เย็นจนเซตตัว เตรียมไว้
5. ใส่กะทิลงในหม้อ ตามด้วยผงวุ้น จากนั้นคนให้ผงวุ้นกระจายทั่ว ๆ นำขึ้นตั้งไฟกลางอ่อน คนจนผงวุ้นละลาย และกะทิเริ่มเดือด (แต่ไม่ต้องแตกมัน) จากนั้นเติมน้ำตาลทรายลงไป คนให้น้ำตาลทรายละลาย ปิดไฟ ยกลงจากเตา
6. ตักส่วนผสมวุ้นกะทิหยอดลงในพิมพ์ทับวุ้นใบเตยจนเต็มพิมพ์ (ต้องแน่ใจว่าวุ้นใบเตยด้านล่างเซตตัวดีแล้ว)
7. นำวุ้นไปแช่เย็นจนเซตตัว นำออกจากพิมพ์ พร้อมเสิร์ฟ

ไอศกรีมแอปเปิลเขียวซอร์เบต สูตรนี้ใส่น้ำตาลทรายเพิ่มความกลมกล่อม

ไอศกรีมแอปเปิลเขียวซอร์เบต สูตรนี้ใส่น้ำตาลทรายเพิ่มความกลมกล่อม

ไอศกรีมแอปเปิลเขียวซอร์เบท

ไอศกรีม เป็นธุรกิจสร้างเงินสร้างอาชีพที่มั่นคงได้อย่างน่าทึ่งทีเดียว รักหุ่นสวย ลองเปลี่ยนมาทำไอศกรีมผลไม้ แคลอรีต่ำกันดีไหม ทำง่าย แล้วแต่ผลไม้ตามฤดูกาล แถมสุขภาพดีอีกด้วย เราขอนำเสนอวิธีทำไอศกรีมซอร์เบตผลไม้ เช่น ราสป์เบอร์รีซอร์เบต ใบบัวบกซอร์เบต สับปะรดซอร์เบต ไปหาซื้อผลไม้ให้พร้อมลุยเลยดีกว่าค่ะ

ส่วนผสม ไอศกรีมแอปเปิลเขียวซอร์เบต
• แอปเปิลเขียว หั่นเป็นชิ้น 750 กรัม
• น้ำมะนาวคั้น 2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำ 250 มิลลิลิตร
• น้ำตาลทราย 375 กรัม
• เหล้าบรั่นดีกลิ่นแอปเปิล 3 ช้อนชา
• สีผสมอาหารสีเขียวแอปเปิล ปริมาณเล็กน้อย (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)

 

วิธีทำ ไอศกรีมแอปเปิลเขียวซอร์เบต
1. ใส่แอปเปิลเขียว น้ำมะนาว น้ำ และน้ำตาลทราย ลงในกระทะ นำขึ้นตั้งไฟเคี่ยวจนเดือด นานประมาณ 25-30 นาที จนแอปเปิลเริ่มนิ่ม ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้จนเย็นสนิท
2. ใส่ส่วนผสมแอปเปิลที่เย็นสนิทแล้วลงในเครื่องปั่น ปั่นผสมจนเข้ากันและเนื้อเนียนดี เทใส่อ่างผสม เติมเหล้าบรั่นดีและสีผสมอาหารเล็กน้อย คนผสมให้เข้ากัน นำเข้าแช่แข็งจนส่วนผสมแข็งตัว
3. นำส่วนผสมออกจากตู้เย็น เทใส่เครื่องทำไอศกรีม (จากนั้นทำตามคู่มือ) ปั่นจนได้ไอศกรีมเนื้อเนียน ตักไอศกรีมใส่พิมพ์ นำเข้าแช่เย็นจนแข็งตัว หรืออย่างน้อยประมาณ 4 ชั่วโมง ก่อนรับประทาน

เทคนิค : หากไม่มีเครื่องทำไอศกรีม ให้เทส่วนผสมที่ปั่นละเอียดแล้วใส่พิมพ์ นำเข้าแช่เย็นประมาณ 1-2 ชั่วโมง จากนั้นนำออกมาปั่นอีกครั้ง เทกลับใส่พิมพ์แล้วนำกลับเข้าแช่เย็น ทำซ้ำแบบเดิม 2-3 ครั้ง จนได้ไอศกรีมเนื้อเนียนตามต้องการ เทใส่พิมพ์ แล้วนำเข้าแช่เย็นจนถึงเวลารับประทาน

 

ช็อกโกแลตบอล ส่วนผสมมีแค่ 2 อย่าง ได้แก่ ผงโกโก้กับนมข้นหวาน

ช็อกโกแลตบอล ส่วนผสมมีแค่ 2 อย่าง ได้แก่ ผงโกโก้กับนมข้นหวาน

ช็อกโกแลตบอล

ช่วงนี้ถ้าออกจากหอพักหรือคอนโดไปซื้อขนมก็แอบหวั่น ๆ COVID-19 ครั้นจะทำขนมด้วยเตาอบก็อุปกรณ์ไม่พร้อม แต่ถ้าใครมีไมโครเวฟหายห่วงเลยค่ะ มาทำเมนูไมโครเวฟกันเถอะ เราขอนำเสนอวิธีทำขนมจากไมโครเวฟ

ส่วนผสม ช็อกโกแลตบอล

  • นมข้นหวาน 200 กรัม
  • ผงโกโก้ 100 กรัม

หมายเหตุ อัตราส่วน 2 : 1

วิธีทำ ช็อกโกแลตบอล

     1. นำนมข้นหวานเข้าไมโครเวฟ กำลังไฟ 800 วัตต์ ประมาณ 30 วินาที เพื่อที่ผงช็อกโกแลตจะได้ละลายง่าย ๆ
2. ร่อนผงช็อกโกแลตลงในนมข้นหวาน ใช้วิธีค่อย ๆ ร่อน และแบ่งการร่อนสลับกับการคนให้เข้ากัน ประมาณ 3-4 รอบ เพราะจะหนืดมาก หลังจากที่ช็อกโกแลตเริ่มหนืดให้สวมถุงมือ และคลุกเคล้าทุกอย่างให้เข้ากันเพราะใบพายเริ่มคนไม่ไปแล้ว
เคล็ดไม่ลับคือ พยายามใช้อุ้งมือกับหลังมือนวด ไม่เช่นนั้นช็อกโกแลตจะติดนิ้วหนึบ ๆ ได้อีก
3. ปั้นเป็นทรงสี่เหลี่ยมเพื่อรอตัดภายหลัง และใช้พลาสติกรองและคลุมทับ ไปแช่ตู้เย็นให้เซตตัวประมาณ 1 ชั่วโมง
4. พอครบเวลาเอาช็อกโกแลตมาวางบนผงโกโก้ที่เตรียมไว้ และโรยด้านบนจะได้ไม่ติดมือ ตัดแบ่งเป็นชิ้น ขนาดตามชอบ เสร็จแล้วมาปั้นเป็นรูปทรงตามต้องการ จากนั้นก็ไปคลุกกับผงโกโก้ต่อ น้ำหนักต่อลูกอยู่ที่ 19 กรัมต่อชิ้น ได้ทั้งหมด 16 ชิ้น ถ้าทำขายแนะนำให้อยู่ที่ประมาณ 15 กรัม กำลังดี เก็บไว้ในตู้เย็นประมาณ 1 อาทิตย์ ในภาชนะมิดชิด

ทาร์ตไข่ขนมปัง ใช้แผ่นขนมปังแทนแป้งทาร์ต กรุลงในพิมพ์รูปถ้วย

ทาร์ตไข่ขนมปัง ใช้แผ่นขนมปังแทนแป้งทาร์ต กรุลงในพิมพ์รูปถ้วย

 7 เมนูขนมปังถ้วย

ประโยชน์ของอาหารเช้า

ช่วยให้ความจำดี
มีการวิจัยพบว่า การรับประทานอาหารเช้ามีส่วนเพิ่มประสิทธิภาพการเรียน การทำงาน ทำให้ระบบความจำ ทักษะการเรียนรู้ และอารมณ์ดีขึ้นด้วยค่ะ แต่หากใครไม่ทานอาหารเช้าจะมีสมาธิน้อยลงและสมองก็ทำงานได้ไม่เต็มที่

ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานได้
โดยคนที่รับประทานอาหารเช้าจะมีภาวะผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน หรือที่เรียกว่าภาวะดื้อต่ออินซูลินซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานนั้นลดลงถึง 35-50% เลยทีเดียวค่ะ

ช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้

อาหารเช้าช่วยควบคุมโรคอ้วนและน้ำหนักได้เป็นอย่างดีค่ะ นั่นเพราะจากมื้อดึกจนถึงเช้าวันใหม่เราอดอาหารมานานเกือบ 12 ชั่วโมง และหากเรายิ่งไม่ทานอาหารเช้าเข้าไปอีกจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง จนไปเพิ่มแนวโน้มการรับประทานอาหารที่มีพลังงานและไขมันสูงในมื้อเที่ยงมากขึ้นและนี่ก็เป็นสาเหตุให้มีน้ำหนักเกินและโรคอ้วนได้อย่างไม่รู้ตัวอีกด้วยค่ะ

ลดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคหัวใจ
ผลการวิจัยจากสมาคมแพทย์โรคหัวใจในอเมริกาเมื่อปี 2003 พบว่า การรับประทานอาหารเช้าอย่างสม่ำเสมออาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดสมองและโรคหัวใจได้ด้วย เพราะในตอนเช้าเลือดของเรามีความเข้มข้นสูงและทำให้เส้นเลือดที่ส่งไปเลี้ยงสมอง หรือหัวใจอุดตันได้ แต่ถ้ารับประทานอาหารเช้าเข้าไปจะช่วยให้ระดับความเข้มข้นในเลือดเจือจางลงด้วยค่ะ

ส่วนผสม ทาร์ตไข่ขนมปัง

• ขนมปังแผ่น
• นมสดรสจืด 1 ถ้วย
• น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย (เพิ่ม-ลด ตามชอบเลย ปริมาณนี้ไม่หวานมาก)
• ไข่ไก่ 2 ฟอง
• กลิ่นวานิลลาเล็กน้อย (ไม่มีไม่ต้องใส่ก็ได้)

วิธีทำ ทาร์ตไข่

1. ทำคัสตาร์ด โดยนำนมสดไปอุ่นในไมโครเวฟแค่พอร้อน ใส่น้ำตาลทรายลงไปคนผสมให้ละลายเข้ากัน
2. ตีไข่ไก่ให้แตกเป็นเนื้อเดียวกันก่อน แล้วเทลงไปผสมกับนมอุ่นให้เข้ากัน เติมกลิ่นวานิลลาลงไป (ประมาณไม่ถึงช้อนชา) ตีผสมให้เข้ากันเป็นเนื้อเนียน พักไว้
3. นำปากแก้วกดลงบนขนมปังเป็นแผ่นกลม ๆ แล้วใช้แก้วใบเดิมคลึงแผ่นขนมปังวงกลมให้แบน (เวลาอบจะได้ฐานไม่แฉะ) นำขนมปังไปกรุลงในพิมพ์ หรือถ้วยเล็ก ๆ กดย้ำตรงขอบด้วยให้แนบสนิทกับพิมพ์ด้วย
4. ตักส่วนผสมไข่ที่เตรียมไว้ลงในพิมพ์ขนมปัง โดยมีข้อแม้ว่า ห้ามใส่เกินขอบขนมปัง และเมื่อตักใส่พิมพ์แล้วให้นำเข้าเตาอบทันที ห้ามตักใส่แล้ววางแช่ไว้เพราะคัสตาร์ดไข่จะซึมเข้าไปในขนมปังจนชุ่ม
5. อบด้วยเวลา 15 นาที ใช้ความร้อน 175 องศาเซลเซียส (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเตาอบของแต่ละคน) นำออกจากเตา พร้อมเสิร์ฟ