ก่อนจะจ้างนักสืบควรรู้เรื่องอะไรบ้าง
ก่อนจะจ้างนักสืบควรรู้เรื่องอะไรบ้าง และควรเริ่มอย่างไร ?

ก่อนจะจ้างนักสืบควรรู้เรื่องอะไรบ้าง และควรเริ่มอย่างไร ?

คุณลักษณะที่ดีของ สายลับ แม้ว่า พวกเราจะต้องความให้การช่วยเหลือ ให้ไปสืบ หรือ ตรวจทาน อะไร บางสิ่งที่เป็นความลับ ที่ไม่อาจจะบอก ให้บุคคลอื่น ทราบ ได้ แม้กระทั่ง คนในครอบครัวเดียวกัน ก็ยังไม่สามารถบอกให้ได้เหมือนกัน ดังนั้น การที่เราจะเชื่อใจให้เก็บความลับ หรือภูมิหลังของเราได้นั่น เราจะต้องศึกษาองค์กรที่เราจะจ้างสืบ เรื่องลับหรือเรื่องส่วนตัวของเรา โดยเฉพาะองค์กร ต้องมีความน่าเชื่อถือที่จะเก็บความลับของลูกค้าได้ หรือ ไม่ต้องเคยมีการว่าจ้างสืบ เรื่องกรณีนี้มาก่อน เพื่อให้ลูกค้าเกิดความไว้วางใจและปลอดภัยในการว่าจ้าง

เรื่องที่ให้ความสนใจมาก เกี่ยวกับ นักสืบ ที่ดีต้องประกอบด้วยอะไร การเป็นนักสืบนั้น สิ่งที่จะช่วยให้นักสืบประสบความสำเร็จได้นั่น ก็คือความเป็นมืออาชีพในการทำงาน นักสืบของเราหลายคนจะต้องผ่านการฝึกอบรม ผ่านการฝึกฝนจนกว่าจะเป็นนักสืบที่เก่งที่สามารถทำงานให้กับลูกค้าได้ นักสืบที่ผ่านการคัดเลือกโดยบริษัทจะต้องผ่านเกณฑ์ต่าง ๆ

ที่บริษัทกำหนดขึ้น มาเพื่อให้รู้ความสามารถด้านต่าง ๆ ของนักสืบนั่น ๆ ไม่ใช่ว่าใครจะมาทำงานให้ลูกค้าของเราก็ได้ เราคัดเลือก นักสืบ โดยมองหาความสามารถต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับงานที่จะทำให้กับลูกค้าจริง ๆ ลูกค้าของเราทุกคนที่เข้ามาหานักสืบไปทำงาน จึงมีความมั่นใจ ได้ว่าจะมีคนที่สามารถทำงานให้ท่านได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด สมกับความไว้เนื้อเชื่อใจ เกี่ยวกับการมอบงานว่าจ้างเราในแต่ละครั้ง

คุณสมบัติสำคัญของการเป็นนักสืบที่ดีที่เราจะใช้การคัดเลือกหานักสืบมาทำงานให้กับลูกค้านั้น นักสืบของเราทุกคนนอกจากจะมีความสามารถในการสืบหรือติดตามข้อมูลมาให้ท่านได้อย่างมืออาชีพแล้ว

จะต้องมีความสามารถในการเก็บความลับได้อย่างมิดชิด ต้องไม่ทำให้ความลับของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการรั่วไหลออกไปสู่สังคมภายนอกได้ ซึ่งเป็นจรรยาบรรณการทำงานที่เรารักษามันไว้ เพื่อปกป้องข้อมูลลูกค้าของเราเอาไว้อย่างมิดชิด ไม่ให้บุคคลอื่นสามารถทราบได้ว่าท่านมาใช้บริการกับเรา สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ท่านใช้บริการกับเราได้ปลอดภัย ไม่ต้องกังวลใด ๆ ทั้งสิ้น

เพิ่มความมั่นใจและสร้างความเชื่อใจให้กับลูกค้าของเราเสมอมา ทำให้เรามีฐานลูกค้าขยายออกไปเป็นวงกว้าง ทั้งยังมีลูกค้ารายเดิมที่วางใจเราเสมอมา ทำให้บริษัทนักสืบของเราอยู่ได้ เราตระหนักเสมอว่าการคัดเลือกบุคลากรมาเป็นนักสืบที่มีคุณภาพให้กับท่านนั้นเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญอย่างหนึ่งของเราเลย เราไม่มีการเปิดรับนักสืบที่ขาดคุณสมบัติในการเก็บความลับ

ก่อนจะจ้างนักสืบควรรู้เรื่องอะไรบ้าง
ก่อนจะจ้างนักสืบควรรู้เรื่องอะไรบ้าง

นักสืบของเราทุกคนต้องมีความรู้ความสามารถในการตามสืบและเก็บข้อมูลมาให้ท่านได้ พร้อมทั้งจะต้องมีการรักษาความลับเอาไว้ ไม่เปิดเผยให้ใครทราบเป็นอันขาด เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญอย่างมากเป็นอันดับแรก ๆ ของการว่าจ้างนักสืบที่จะเข้ามาทำงานในแต่ละครั้ง

นอกจากนี้คุณสมบัติที่สำคัญที่เราจะคัดเลือกนักสืบมาทำงานให้กับท่านนั่นก็คือความสามารถในการใช้เทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ในการเก็บข้อมูลได้อย่างละเอียดและมีความแยบยล ช่วยให้ท่านได้ข้อมูลที่มีความละเอียดสูง แม่นยำในการแต่ละครั้ง ซึ่งงานที่เราจะส่งให้ท่านจะไม่ใช่เพียงงานหยาบ หรืองานที่ไม่มีเนื้อหาครอบคลุมกับงานที่ลูกค้าได้ว่าจ้างสั่งมาอย่างทั่วไปแน่นอน private investigator thailand เราทราบดีว่าการส่งงานหยาบที่ไม่มีรายละเอียด มักจะเป็นสาเหตุสำคัญที่จะทำให้ลูกค้าเข้าใจผิดได้

งานของเราจึงมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยใน การสืบหาข้อมูล เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความละเอียดมากยิ่งขึ้น เราจึงอยากให้ลูกค้าที่ใช้บริการ ทีมนักสืบของเรา เพราะคุณสมบัติทีมนักสืบของเราจะเพียบพร้อมทั้งความสามารถในการทำงานอย่างมืออาชีพ มีความแยบยลในการดำเนินงาน เก็บความลับ และสามารถใช้เทคโนโลยีเก็บข้อมูลมาให้ลูกค้าได้

คุณสมบัติที่ดีของนักสืบ ความรู้ความสามารถทั่วไปต้องรู้เกี่ยวกับอะไรบ้าง
การที่จะประกอบอาชีพนักสืบนั้น ในมุมมองความคิดเห็นทั่ว ๆ ไป นักสืบต้องมีความรู้ความสามารถมากพอ ๆ หา นักสืบ กับตำรวจเลยทีเดียว แต่อาจไม่ได้ลงลึกขนาดนั้น โดยสามารถสรุปได้คร่าว ๆ ดังนี้

ความรู้เกี่ยวกับการสืบหาข้อเท็จจริง
โดยเมื่อได้ข้อมูลมาแล้วยังไม่ควรด่วนสรุปว่าเป็นข้อมูลจริง ให้หาข้อสนับสนุนอื่น ๆ มาเพิ่มเติมด้วย
การคิดเชิงวิพากย์
หูตาไว รู้จักสังเกต
ต้องรู้จักวิธีแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพราะเรื่องบางเรื่องอาจเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว
ต้องมีทักษะการสื่อสาร และการเจรจาค่อนข้างสูง
ส่วนมากผู้ที่จ้างวานนักสืบ มักให้สืบคดีความ หรือ เรื่องที่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้, คดีที่หาผู้ต้องสงสัยเพื่อหมายจับกุม หรือแม้กระทั่งการขอให้ตรวจสอบ

ข้อมูลเพื่อค้นหาข้อเท็จจริง เป็นต้น ตัวอย่าง การจ้างวานนักสืบ มีดังนี้
สืบประวัติบุคคล
สืบหาที่อยู่บุคคล
สืบทรัพย์สินลูกหนี้ตามคำพิพากษา
สืบติดตามพฤติกรรมบุคคล ชู้สาว
สืบหาพยานหลักฐานในการฟ้องคดี
สืบบุคคลตามหมายจับ
สืบประวัติ ฐานะและทรัพย์สิน ก่อนสมรส
สืบเกี่ยวกับทะเบียนรถ ก่อนซื้อขาย หรือ ชนแล้วหนี
สืบฐานะ และทรัพย์สินของหุ้นส่วนทางธุรกิจ
สืบหาบุคคลผู้พลัดพราก
นอกจากนี้ อาชีพนักสืบยังสามารถรับงานเกี่ยวกับการตรวจสอบสถานะทางทะเบียนราษฎร์ของบุคคล บิดา มารดา บุตรและคู่สมรส เป็นผู้ช่วยทวงหนี้ก็สามารถทำได้ เพราะนักสืบต้องสืบข้อมูลการติดต่อของคนในครอบครัวที่เป็นหนี้เพื่อช่วยผู้จ้างวานทวงหนี้ได้

ความเสี่ยงและข้อที่ควรปฏิบัติของอาชีพนี้

จริง ๆ แล้ว อาชีพนักสืบนี้มีความเสี่ยงที่สูงมาก เพราะต้องใช้กลยุทธ์ วิธีพูด วิธีคิด และวิธีการหาคำตอบ หาข้อเท็จจริงที่แยบยล บางกรณีอาจมีการลงพื้นจริง ไปแฝงตัวอยู่ร่วมกับคนร้าย

ซึ่งถ้าประมาทก็เสี่ยงถึงชีวิตได้ ดังนั้นการเป็นนักสืบต้องตระหนักถึงสิ่งดังต่อไปนี้ก็มาก เพื่อการดำรงอาชีพที่ยาวนานต่อไป

บันทึกเรื่องราว และพยายามเก็บหลักฐาน

ไม่บิดเบือนความจริง
เอาตัวรอดได้ แม้ในสถานการณ์คับขัน
ซื่อสัตย์ต่อการทำงาน เมื่อจบงานก็ควรจบการเก็บข้อมูลทุกอย่าง หรือ ไม่นำข้อมูลของผู้จ้างวานไปเผยแพร่
5 เครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักสืบพิชิตภารกิจลับต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การบันทึกเสียงสนทนาก็จะเหมือนกับระบบอื่น จึงเป็นเครื่องบันทึกเสียง ที่่สามารถบันทึกเสียงได้ดีจริง ๆ ดังฟังเสียงโทรศัพท์ สามารถจับพนักงานทุจริต โดยเอาการ์ดเสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์ แล้วเอาสายโทรศัพท์เสียบที่ตัวอุปกรณ์ เมื่อมีการโทรออกหรือว่ารับสายโทรศัพท์ ก็จะเริ่มบันทึกเสียงคนที่สนทนาทั้งสองฝ่ายได้ สามารถเก็บบันทึกเสียงได้นานหลายเดือน เพื่อให้การใช้เป็นหลักฐาน มีความสำคัญต่อผู้ว่าจ้างได้ใช้ประโยชน์ต่อไป

1. เครื่องดักฟัง

นับว่าเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญชิ้นหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับอาชีพนักสืบ เนื่องจากในบางครั้งพวกเขาอาจพบเจอกับอุปสรรคที่ไม่สามารถนำตัวเองเข้าไปในพื้นที่ซึ่งมีข้อจำกัดต่าง ๆ ได้ ทำให้จำเป็นต้องแฝงกายเข้าไปในรูปแบบของอุปกรณ์นั่นเอง ในปัจจุบันเทคโนโลยีสามารถพัฒนาเครื่องดักฟังให้มีขนาดเล็ก พกพาง่าย ใช้งานสะดวก เพียงแค่เชื่อมต่อกับสัญญาณโทรศัพท์ก็สามารถรับฟังสัญญาณได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังสามารถบันทึกเสียงการสนทนาไว้ในโทรศัพท์เพื่อเป็นหลักฐานได้อีกด้วย

2. GPS ติดตาม

เครื่องมือ ล้ำสมัย ที่ทำให้สายสืบ แบบใหม่ ย่นเวลา แล้วก็รายจ่าย สำหรับเพื่อการ เดินทาง ได้ อย่างมีคุณภาพ หมายถึง GPS ติดตามนั่นเอง ต่อเนื่องจาก ในตอนนี้เทคโนโลยี ได้ก้าว ล้ำ ไปๆมาๆ ก การต่อว่า ด เรียกตัว บุคคลไม่ใช่ เรื่อง ยาก อีก ต่อไปหากเขาเปิดสัญญาณมือถือแล้วแชร์โลเคชั่นก็สามารถรับรู้ความเคลื่อนไหวต่างๆได้แล้ว แต่หากในกรณีที่ไม่มีการเปิดสัญญาณหรือไม่อนุญาตให้เข้าถึงการค้นหาตำแหน่ง อุปกรณ์ติดตามแบบออฟไลน์ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่เหล่านักสืบนิยมใช้บริการนั่นเอง เพราะนอกจากจะมีราคาถูก กะทัดรัด พวกพาสะดวกแล้ว ยังสามารถเก็บซ่อนได้อย่างมิดชิดจนผู้ถูกติดตามไม่สามารถสังเกตเห็นความผิดปกติเลยก็ว่าได้

ทำงานได้ 2 ระบบ มีทั้งแบบโทรกลับได้ และโทรกลับไม่ได้ เหมาะกับทุกพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นในรถยนต์ ในห้องทำงาน ห้องพัก ตัวเครื่องขนาดเล็ก ไม่มีสั่น เสียง ไฟ แจ้งเตือนใดๆ เครื่องติดตาม GPS Tracker แบบ Realtime ได้ทั้งดักฟัง ทั้งบอกพิกัด บอกพิกัดได้แม่นยำ ตรงตำแหน่ง และเป็นเครื่องดักฟัง ได้ด้วย สำหรับใช้ ตรวจสอบ ความเรียบร้อยในที่ทำงาน ป้องกันการทุจริต
เครื่องดักฟัง มีขนาดเล็ก สามารถติดตั้งให้พ้นจากสายตาได้

เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมพนักงานในองค์กร
เป็น เครื่องดักฟัง ที่ใช้งานง่าย
เพียงโทรเข้าไปที่เครื่องก็จะได้ยินเสียงสนทนาชัดเจน

3. กล้องถ่ายภาพและวิดีโอ

อุปกรณ์สุดคลาสสิก แต่ยังเป็นสิ่งยอดฮิตที่เหล่านักสืบขาดไม่ได้ เพียงแต่ในปัจจุบันอาจมีการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้ดูโฉบเฉี่ยว ทันสมัย นำออกมาใช้งานได้สะดวกมากขึ้น อาทิ กล้องถ่ายภาพและวิดีโอที่ติดมากับมือถือ หรือกล้องถ่ายภาพและวิดีโอขนาดเล็กที่มีสมรรถนะสูง ไม่เป็นเป้าสายตาสำหรับผู้คน เป็นต้น

เป็นตัวช่วยเหลืองานด้านนักสืบ ทำให้คุณเข้าถึงข้อมูลของเป้าหมายรวมถึงหาหลักฐานได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น ดีไซน์ของกล้องมีการออกแบบรูปทรงต่าง ๆ ให้กลมกลืนกับของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ปากกา กระดุม แว่นตา ฯลฯ เพื่อการเก็บภาพที่ง่ายดายโดยที่ผู้ถูกถ่ายไม่รู้ตัว แต่หลาย ๆ อาจยังไม่รู้ว่าต้องพิจารณาหลาย ๆ อย่าง ทั้งคุณสมบัติ รูปลักษณ์ ความสามารถในการบันทึกในที่แสงน้อย หรือระบบที่สามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวได้อัตโนมัติ นอกจากนี้ ยังมีเกร็ดความรู้เรื่องการดูแลรักษากล้องแอบถ่ายอีกด้วย

4. อุปกรณ์และเครื่องมือช่างแบบพกพา

ในอดีตเราจะสังเกตเห็นนักสืบมักสวมเสื้อโค้ทใหญ่ๆ ภายในซ่อนอุปกรณ์ต่างๆที่จำเป็นไว้มากมาย แต่ในสมัยนี้วิทยาการต่าง ๆ ก้าวไกลไปมาก การพกพาเครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ จึงไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป นอกจากนี้ตัวอุปกรณ์ยังมีความทันสมัยถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับการใช้งานในหลากหลายรูปแบบอีกด้วย

ด้วยปัจจัยด้านราคาและข้อจำกัดทางข้อกฎหมาย โดรน อาจเป็นเครื่องมือลำดับสุดท้ายที่ได้รับความนิยมในหมู่นักสืบ ข้อดีของโดรนที่เหนือจากอุปกรณ์ประเภทอื่น คือมีทัศนะวิสัยกว้างไกล สามารถเข้าถึงเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ นอกจากนั้นยังสามารถทำการบันทึกภาพเพื่อเป็นหลักฐานได้อีกต่างหาก ทำให้โดรนเป็นอุปกรณ์สำคัญซึ่งหากใช้งานได้อย่างเหมาะสมกับสถานที่และโอกาสจะเกิดประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก และยังสามารถปิดภารกิจของบรรดานักสืบได้อย่างรวดเร็ว ไม่ยืดเยื้ออีกด้วย นักสืบ

เทคนิคการทำ SEO ให้ปัง
เทคนิคการทำ SEO ให้ปัง โดดเด่น ไม่เหมือนใคร

เทคนิคการทำ SEO ให้ปัง โดดเด่น ไม่เหมือนใคร

ถ้าเกิดคุณ เป็นหนึ่ง ผู้ที่กำลัง สงสัยอยู่ว่า “เพราะอะไร กระบวนการทำ ให้เว็บติดหน้าแรก Google จึงเป็นเรื่องสำคัญ”เนื้อหานี้ นอกเหนือจากการที่จะ มา ขยายความแจ่มชัด ถึงจุดสำคัญ ของ กระบวนการทำ SEO แล้วยังจะบอกแนวทาง ที่คุณสามารถทำ SEO ด้วยตัวเอง เพื่อเว็บติด หน้าแรก Google ได้อีกด้วย หรือถ้าจะไปจ้างเอเจนซี่ให้ทำ SEO ก็จะได้เข้าใจและพูดคุยกับเขารู้เรื่องหากพร้อมแล้วเราไปเริ่มกันตั้งแต่ความหมายของมันกันเลยดีกว่าว่า SEO คืออะไร?

จริงๆ แล้วเราได้เคยมีการเขียนบทความถึงความหมายอย่างละเอียดว่า SEO คืออะไร เอาไว้แล้ว ดังนั้นมาขยายความถึงพื้นฐานของสิ่งที่ทำให้เราต้องทำ SEO กันดีกว่าและที่กำลังจะพูดถึงต่อจากนี้ก็คือ Search Engine กันดีกว่าและที่กำลังจะพูดถึงต่อจากนี้ก็คือ Search Engine

เทคนิคการทำ SEO ให้ปัง
เทคนิคการทำ SEO ให้ปัง

SEARCH ENGINE หมายถึง

หากแปลตรงตัวคำนี้ก็จะแปลได้ว่า “เป็นเครื่องมือสำหรับใช้ในการค้นหา” ลองจินตนาการดูว่าหากในปัจจุบันไม่มี Search Engine เอาไว้ให้ท่าน ใช้งาน ในช่วงเวลาที่ ขน โลกอินเตอร์น็ต มี เว็บ นับ ล้านคุณ จะค้นหา สิ่งที่มีความต้องการพบได้เช่นไร แน่ ๆ ว่า มันไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย ๆ Search Engine ก็เลยเป็น วัสดุ ที่เก็บเอ ข้อมูล แล้วยังมีเว็บ รูปภาพ วิดีโอ อื่น ๆ อีกมากมาย บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทั้งหมดทั้งปวง มาแสดงผลลัพธ์ตาม คำค้นหา (Keyword) ที่ผู้ใช้ใส่ เข้าไป

SEARCH ENGINE มีอะไรบ้าง

แน่นอนว่าชื่อแรกที่คุณจะต้องนึกถึงก็คือ Google แต่นอกจากนี้แล้วยังมี Search Engine อื่นๆ อีกเช่น Bing , Yahoo , Ask ฯลฯ หรือจะเป็นของจีน อย่าง Baidu Search เป็นต้น

อยากเริ่มแล้ว มีข้อควรรู้อะไรก่อนเริ่มทำ SEO บ้าง
อันที่จริงการจะทำ SEO นั้นคุณจะต้องอาศัยองค์ความรู้ในหลายๆ ด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับหน้าเว็บไซต์ อาจจะไม่ต้องถึงขั้นเขียนโปรแกรมเป็นแต่จะต้องรู้และเข้าใจองค์ประกอบภาษา HTMLว่า มีส่วน ประกอบ ที่สำคัญอะไรบ้างซะก่อน โดยส่วนประกอบในเบื้องต้น บนหน้าเว็บทั่ว ๆ ไป จะมีส่วนสำคัญใหญ่ ๆ อยู่ 3 ส่วน นั่นก็คือ Header, Body และ Footer

Header คือ
บริเวณด้านบนสุดของหน้าเว็บเพจซึ่งจะเป็นส่วนที่ใช้สำหรับแสดงชื่อเว็บไซต์ โลโก้ ไปจนถึงแถบเมนู (Navigation Bar) ที่เราจะสามารถลิงก์ข้ามไปยังหน้าอื่นๆ บนเว็บไซต์เราได้ อีกทั้งในส่วนนี้จะเป็นส่วนที่เราสามารถกำหนด Title ของเว็บไซต์เรารวมทั้งสไตล์ต่างๆ ภายในเว็บไซต์ทั้งหมดได้อีกด้วย

Body คือ
ส่วนกลางของเว็บไซต์ซึ่งจะเป็นพื้นที่สำหรับใส่ข้อมูลเนื้อหา (Content) ต่างๆ ที่พวกเราต้องการ ประกอบไปด้วย ตัวอักษร บทความ ตาราง ข้อมูล รูปภาพ วิดีโอแล้วก็อื่น ๆ

Footer คือ
ส่วนล่างสุดของเว็บไซต์มีไว้สำหรับใส่ลิงก์เพื่อเข้าสู่หน้าอื่นๆ รวมถึงข้อมูลเฉพาะต่างๆ ที่อาจจะไม่ได้สำคัญมาก ข้อมูลเพิ่มเติมจากหน้าเว็บไซต์รวมถึงที่อยู่สำหรับติดต่อ คำแนะนำ ลิขสิทธิ์ ฯลฯ ก็สามารถนำมาใส่ในส่วนนี้ได้

*ส่วนของ Footer จะมีหรือไม่มีบนเว็บไซต์ก็ได้

แท็กต่างๆ ที่คนทำ SEO ต้องรู้

… = สำหรับกดหนดชื่อเรื่อง ซึ่งจะมีคำสั่งย่อยเป็น Title อีกหนึ่งขั้น

… = แท็กคำสั่งสำหรับกำหนดชื่อเรื่องให้กับเว็บไซต์ โดยจะใช้ได้ก็ต่อเมื่ออยู่ภายในแท็ก เท่านั้น เป็นตัวบ่งบอกว่าเว็บไซต์ของคุณคือเว็บไซต์อะไร

… = แท็กที่ใช้กำหนดส่วนของเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์

… = แท็กกำหนดหัวข้อเนื้อหา โดยสามารถไล่เป็นลำดับขั้นได้เล็กสุดไปจนถึง

… = แท็กกำหนดส่วนของเนื้อหาและบทความ (Paragraph)

***ไม่จำเป็นเสมอไปว่าขนาดตัวหนังสือของแท็ก จะต้องเป็นตัวที่ใหญ่ที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณได้วาง Site Map เว็บไซต์เอาไว้อย่างไร เพราะคุณสามารถกำหนดขนาดตัวหนังสือของ – ในแต่ละอันให้มีรูปแบบ ขนาดต่างกันได้ (ที่จริงแล้วจะตั้งให้เหมือนและเท่ากันก็ได้ แต่ไม่มีใครทำเพราะจะทำให้สับสนตอนดูแล-ปรับปรุงเว็บไซต์)

HTML ภาษาเว็บไซต์ที่คนทำ SEO ต้องเข้าใจ

ในภาษา HTML ซึ่งเป็นภาษาสากลสำหรับการเขียนเว็บไซต์นั้นการแสดงผลเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์จะถูกไล่ตามลำดับความสำคัญจากแท็กซึ่งได้แก่ ไปจนถึง แล้วค่อยต่อด้วย หรือให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือสิ่งที่คุณเห็นด้วยตาจะเป็นการเรียงลำดับขนาดตัวหนังสือ เล็ก ใหญ่ ตามความสวยงาม แต่ในระบบจะไล่ลำดับความสำคัญตามแท็กอย่างที่เราได้กล่าวไป ดังนั้นคุณจะต้องวางแผนแท็กต่างๆ อย่างเป็นระบบเสียก่อน แล้วค่อยไปกำหนดรูปแบบตัวหนังสือของแต่ละแท็กในภายหลัง

h1 คืออะไร
h1 คือแท็กบนเว็บไซต์ที่มีหน้าที่ในการแสดงชื่อเรื่อง หัวเรื่องหรือหัวข้อหลักของคอนเทนต์ที่คุณใส่ลงไป เปรียบง่ายๆ เหมือนเวลาที่คุณเขียนจดหมาย h1 ก็คือชื่อเรื่อง รองลงมาก็จะเป็น h2 h3 ตามลำดับ ซึ่งถ้าเว็บไซต์ไหนไม่มีการใส่แท็ก เอาไว้ ก็เหมือนว่าเว็บไซต์นั้นมีแต่เนื้อหาที่ไม่มีชื่อเรื่อง ซึ่งนั่นก็จะส่งให้ Google ไม่สามารถรู้ได้ว่าคอนเทนต์ที่อยู่ในหน้าเว็บไซต์นั้นๆ เกี่ยวข้องกับอะไรและแน่นอนว่าจะกระทบกับการทำ SEO ในระยะยาว

h1 ต่างจากแท็ก Title ซึ่งจะอยู่ในส่วน Header ตรงที่ Title จะไม่ปรากฎให้เห็นในส่วนของเนื้อหาบนเว็บไซต์แต่จะแสดงผลบนหน้าผลลัพธ์การค้นหาของ Google และเป็นการบอก Google ว่าเว็บไซต์นี้เป็นเว็บไซต์อะไร ส่วนแท็ก h2 – h6 ก็จะเป็นการไล่ลำดับตามความสำคัญของหัวข้อดังที่เราบอกไป

ดังนั้นหากคุณมีเนื้อหาคอนเทนต์ที่มีหัวข้อย่อยลงไปหลายขั้นห้ามใช้แท็ก หรือ Paragraph แล้วปรับขนาดตัวอักษรตามต้องการ แต่ให้ใช้แท็ก – ในการกำหนดหัวข้อแทน ส่วนแท็ก เอาไว้ใช้กับเนื้อหาคอนเทนต์ภายในเพียงอย่างเดียว

*หลายท่านที่เข้ามาทำงานด้านนี้ใหม่ๆ มักจะเข้าใจผิดและใช้แท็กผิดประเภทของงานตามไปด้วย

ทำไมต้องเข้าใจเรื่องพวกนี้

เพราะการทำ SEO นั้นไม่ใช่แค่การเขียนคอนเทนต์ ใส่คีย์เวิร์ด อัปโหลดขึ้นเว็บไซต์แล้วเว็บไซต์ของคุณจะขึ้นมาติดหน้าแรก Google ได้เอง แต่การทำ SEO ยังจะต้องมีกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์อีกหลายขั้นตอน โดยอาศัยการพัฒนาปัจจัยต่างๆ ทั้งภายในเว็บไซต์ (On-Page) ที่จะต้องมีการจัดระเบียบตั้งแต่การวาง Site Map การเขียนคอนเทนต์ที่มีการใส่คีย์เวิร์ดซึ่งผ่านกระบวนการการตรวจสอบมาแล้วว่าเป็นคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมและช่วยให้เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรก Google ได้ ไปจนถึงการจัดการกับลิงก์ต่างๆ บนหน้าเว็บให้สอดคล้องกัน

อีกทั้งยังมีปัจจัยภายนอก (Off-Page) ที่จะต้องมีลิงก์กลับเข้ามายังเว็บไซต์ของเรา (Backlink) ซึ่งก็มีหลากหลายวิธีในการได้มาเช่น มีคนอ้างอิงเนื้อหาโดยการใส่ลิงก์ของเราในบทความตามเว็บไซต์ต่างๆ วิธีนี้เราจะไม่สามารถทำเองได้เพราะขึ้นอยู่กับคนอื่นว่าเขาจะเขียนถึงเราหรือไม่ กับอีกวิธีก็คือการทำ Outreach หรือวิธีการที่เราทำคอนเทนต์ ใส่คีย์เวิร์ด ใส่ Anchor Link (ลิงก์ที่ใส่ไว้ในคำคีย์เวิร์ดเพื่อให้ผู้อ่านคอนเทนต์ สามารถเข้ามาศึกษาข้อมูลจากแหล่งอ้างอิง) แล้วทำการส่งคอนเทนต์เหล่านั้นไปยังเว็บไซต์ต่างๆ (ถ้าจะให้มีประสิทธิภาพ เว็บไซต์ที่ส่งไปก็จะต้องเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพด้วยเช่นกัน)

สิ่งที่ควรปรับปรุง พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพ ในการทำ SEO

On-Page
ถ้าเป็นเว็บไซต์ที่กำลังจะสร้างขึ้นใหม่ เราแนะนำให้คุณวาง Site Map ไว้ให้ดีตั้งแต่แรกเช่น หน้าต่างๆ การลิงก์เชื่อมกันระหว่างหน้าเว็บไซต์ ไปจนถึงคีย์เวิร์ดที่จะใส่ในคอนเทนต์ ความยาวคอนเทนต์ การใช้แท็กและรายละเอียดต่างๆ แต่ถ้าหากคุณมีเว็บไซต์เดิมอยู่แล้วสิ่งที่ต้องเข้าไปจัดการคือเรื่องของแท็กต่างๆ ตามที่เราได้เขียนไปข้างต้น เช่น เข้าไปดูว่า Title ของคุณใส่อะไรไว้ มีคีย์เวิร์ดอยู่ในนั้นบ้างหรือเปล่า ในแต่ละหน้ามีครบอยู่ไหมและยังมีรายละเอียดอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเดี๋ยวเราจะไปพูดในหัวข้อถัดๆ ไป

Off-Page
อย่างที่เราบอกว่าเป็นการทำคอนเทนต์เพื่อส่งออกจนได้ลิงก์กลับมา แต่ข้อควรระวังในเรื่องนี้คือ “คุณควรทำอย่างเป็นธรรมชาติ” ไม่ว่าจะเป็นการใส่คีย์เวิร์ดที่ไม่ควรมีมากจนเกินไป ที่สำคัญคือต้องเน้นประโยชน์กับผู้อ่านให้ได้มากที่สุด คอนเทนต์จำพวก Ever Green หรือคอนเทนต์ที่ผ่านไป 5 ปี กลับมาอ่านก็ยังมีประโยชน์อยู่ ไม่ใช่คอนเทนต์ที่เป็นกระแสหรือข่าวใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งที่เราแนะนำให้คุณทำมากที่สุด

หลีกเลี่ยงการยัดคีย์เวิร์ดมากจนเกินไปเพราะอาจจะทำให้ถูกมองว่าเป็นสแปมได้ไปจนถึงระวังการสปินบทความหรือการสร้างบทความจำนวนมากๆ เพื่อนำไปโพสต์ต่อ เป็นวิธีการที่นำบทความหนึ่งมา ตัด แปะ หัวท้ายสลับกันไปมาเพื่อให้มีความหลากหลายขึ้น (ไม่ได้เขียนใหม่ทั้งหมดเหมือนบทความปกติ) ซึ่งก็จะมีทั้งแบบที่คนยังอ่านรู้เรื่องกับอีกแบบที่ทำเฉพาะสำหรับให้ Bot อ่านรู้เรื่องเท่านั้น

วิธีการแบบนี้ในช่วงแรกคุณอาจจะเห็นว่า Rank หรือลำดับหน้าเว็บไซต์ของคุณพุ่งขึ้นได้ดี แต่ในระยะยาวหาก Google ตรวจสอบได้ คุณอาจจะเจอบทลงโทษที่ได้ไม่คุ้มเสีย ดังนั้นเน้นย้ำอีกครั้งว่าการทำ SEO ที่ดีคือการทำอย่างเป็นธรรมชาติ สม่ำเสมอและใช้เวลา

ทำ SEO ยากไหม?

สิ่งที่คนไม่ใช่น้อย มักหลงผิด และก็คิดกันไปเอง ก็คือ แนวทางการทำ SEO นั้น เกิดเรื่อง เฉพาะทางจำเป็นต้อง อาศัยวัสดุราคาสูง ควรจะมีวิชาความรู้เฉพาะด้าน ซึ่งความรู้ความเข้าใจ นี้ ถูกเพียงแค่ ครึ่งเดียว มันก็คือ วิธีการทำ SEO จึงควรอาศัยองค์วิชาความรู้ต่าง ๆ ที่ พวกเรา ได้เขียนไป ตั้งแต่ ช่วงต้น ของบทความ ซึ่งเรื่องพวกนี้ คุณสามารถเล่าเรียน ด้วยตัวเอง และก็รู้เรื่องได้อย่างไม่ยากเย็น

แต่ปัจจัยสำคัญว่าทำ SEO ยากหรือไม่นั้นแท้จริงแล้วขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมที่คุณทำธุรกิจอยู่ว่ามีการแข่งขันกันสูงหรือไม่ ยิ่งมีการแข่งขันทางธุรกิจสูงแน่นอนว่าก็จะมีการแย่งชิงตำแหน่งหน้าแรกของ Google สูงขึ้นตามไปด้วยเพราะทุกๆ ธุรกิจในปัจจุบันล้วนอยู่บนโลกออนไลน์เหมือนกัน

ดังนั้นก่อนจะเริ่มทำ SEO ด้วยตัวเองคุณควรจะศึกษาคู่แข่งว่าเขาทำอย่างไรเว็บไซต์ถึงอยู่ในหน้าแรก Google ได้ แล้วเราก็นำมาปรับใช้กับเว็บไซต์ของเรา ทั้งเนื้อหาคอนเทนต์บนหน้าเว็บไซต์ ต้องเน้นตอบโจทย์อ่านง่าย เว็บไซต์ใช้งานง่าย ดึงให้คนอยู่บนเว็บไซต์ของเราให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราไม่ได้บอกให้คุณลอกสิ่งที่คู่แข่งของคุณทำอยู่ แต่ให้ศึกษาและนำมาพลิกแพลงปรับใช้

อยากทำ SEO ด้วยตัวเอง เริ่มอย่างไรบ้าง

เราเชื่อว่าเดี๋ยวนี้มีนักธุรกิจรุ่นใหม่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันและหลายๆ คนก็ยังไม่ได้มีงบประมาณสำหรับการจ้างเอเจนซี่เพื่อเข้ามาดูแลงานด้านเหล่านี้ ดังนั้นพวกเขาจึงจะต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองและแน่นอนว่าการทำ SEO เราก็สามารถทำด้วยตัวเองได้โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. วาง เป้าประสงค์ สำหรับในการ ทำ SEO ของคุณ ให้ดี
แน่ ๆ ล่ะ ว่าจุดหมาย สำหรับเพื่อการทำ SEO นั้น ก็เพื่อเว็บ ของคุณ ไต่ลำดับ จนกระทั่ง ขึ้นมา อยู่ ใน หน้า แรก ของ Google ได้ แต่มันมีรายละเอียดที่คุณควรจะกำหนดให้ลึกลงไปกว่านั้น นั่นก็คือคุณต้องการทำให้เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรกไปเพื่ออะไร เช่น เพื่อให้คนเข้ามาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมบนหน้าเว็บไซต์ หรือเพื่อให้คนเข้ามาคลิกสั่งซื้อสินค้าบนหน้าเว็บไซต์ เป็นต้น

เพราะเมื่อคุณมีเป้าหมายที่แน่ชัด การปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพก็จะไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งการออกแบบหน้าเว็บ การปรับแต่ง UX & UI ไปจนถึงการเลือกคีย์เวิร์ดเพื่อใส่เข้าไปในคอนเทนต์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราบอกไปนั้นมีผลกับการตรวจสอบของ Google ด้วยกันทั้งสิ้น

2. เลือกหน้าเว็บไซต์ ที่ ต้องการจะทำ SEO
สิ่งที่คุณ ควรจะทราบ อีกอย่างหนึ่ง เป็นวิธีการทำ SEO นั้น ไม่ใช่ว่าทำครั้งเดียว หน้าเดียวแล้วเว็บไซต์ของคุณจะขึ้นไปอยู่หน้าแรก Google ทั้งหมด ส่วนใหญ่ที่เราต้องทำกันอยู่แล้วแน่นอนว่านั่นต้องเป็นหน้าแรกหรือ Home Page แต่เว็บไซต์ของธุรกิจต่างๆ ย่อมไม่ได้มีเพียงหน้าแรกหน้าเดียว

เรายังมีหน้าอื่นๆ อาทิ หน้าสินค้า บริการ ติดต่อสอบถาม ข้อมูลเพิ่มเติม ฯลฯ ซึ่งหน้าเหล่านี้ ก็ต้องการการเพิ่มประสิทธิภาพและทำ SEO เช่นกัน โดยการเลือกหน้าเว็บที่จะทำ SEO นั้นก็ควรจะสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในข้อแรกของคุณด้วย

3. ตรวจสอบประสิทธิภาพเว็บไซต์ (Audit)
หากคุณมีเว็บไซต์เดิมอยู่แล้ว ส่ิงที่ต้องทำคือตรวจสอบหรือทำ SEO Audit สิ่งต่างๆ ที่คุณมีว่ามันเหมาะสมกับการทำ SEO ในปัจจุบันหรือไม่ เรื่องที่ควรจะดูก็มีพวกแท็กต่างๆ ที่เราเขียนไว้แล้ว นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ Page Speed หรือความเร็วหน้าเว็บไซต์ที่จะต้องใช้งานได้อย่างสเถียรหรือไม่หน่วงจนเกินไป ซึ่งก็ต้องไปดูตั้งแต่การวาง UX & UI ของเว็บไซต์ ภาพต่างๆ ที่ใช้จะต้องคมชัดสวยงามแต่ขนาดไฟล์ก็ต้องไม่หนักจนทำให้เว็บไซต์ดาวน์โหลดช้า รวมถึงการใส่ Alt Tag ในภาพและรายละเอียดจิปาถะอื่นๆ อีกมากมาย สรุปสั้นๆ ว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้ผู้ใช้ที่เข้ามายังเว็บไซต์ของเราใช้งานง่ายและอยู่บนเว็บไซต์นั้นให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได

**คุณสามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้ ฟรี! ในการตรวจสอบ Pagespeed ของคุณได้

https://tools.pingdom.com, https://gtmetrix.com, https://developers.google.com/speed/pagespeed/insights, https://www.webpagetest.org

4. ปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาคอนเทนต์ภายในเว็บไซต์
ส่วนสำคัญที่ไม่ทำไม่ได้ในการทำ SEO ก็คือการทำให้คอนเทนต์ของเรามีประสิทธิภาพสูงที่สุด คำว่ามีประสิทธิภาพคือคอนเทนต์จะต้องมีประโยชน์ มีการใส่คีย์เวิร์ดที่ได้มีการตรวจสอบแล้วว่าเหมาะสำหรับนำมาใช้ในการทำ SEO แต่ก็จะต้องไม่ใส่มากจนเกินไปและจะต้องเป็นภาษาที่คนอ่านรู้เรื่องด้วย เพราะหลายๆ ครั้งคนทำเว็บไซต์มัวสนใจแต่การใส่คีย์เวิร์ดเข้าไปมากๆ พออ่านจริงก็งงตาแตกเพราะจับใจความสำคัญอะไรไม่ได้

อีกเรื่องคือการแทรก Anchor Link ที่จะต้องดูให้ดีว่าลิงก์ที่เราใส่ไปนั้นเกี่ยวข้องกับคำคีย์เวิร์ดที่เราเอาลิงก์เข้าไปใส่หรือไม่ เพราะถ้าคำคีย์เวิร์ดเป็นเรื่องหนึ่ง แต่พอคนคลิกลิงก์เข้าไปแล้วพาไปอีกหน้าที่ไม่ได้เกี่ยวกับคำนั้นเลย คะแนนในการทำ SEO ของคุณก็จะลดลงทันทีเช่นกัน

5. วิเคราะห์ อัปเดตข้อมูลอยู่เสมอ
เมื่อทำการตรวจสอบ แก้ไข ปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแล้ว ก็อย่าทิ้งเอาไว้แค่นั้นคุณจะต้องหมั่นกลับมาอัปเดตคอนเทนต์ให้ทันสมัยอยู่เสมอเพราะข้อมูลบางอย่างก็ไม่ได้จะเป็นเหมือนเดิมไปตลอดการ ปรับคีย์เวิร์ดเพิ่มเติมเพื่อดันให้หน้าเว็บไซต์ของคุณขึ้นหน้าแรกจากคำอื่นๆ บ้าง มีการเพิ่มเนื้อหาให้มากขึ้นอาจจะใช้เครื่องมืออย่าง Google Search Console ช่วยดูควบคู่กันไปว่าคนเข้ามาเว็บไซต์เราได้อย่างไร มาจากคำไหน เราจะได้รู้สถานการณ์และทำให้มันดีหรือดีขึ้นอยู่เสมอ

การทำ SEO มีประโยชน์อย่างไร

“ที่ใดมีคนอยู่มาก ที่นั่นย่อมมีธุรกิจเกิดขึ้นเสมอ” หากคุณเคยได้ยินใครสักคนพูดอะไรทำนองนี้ก็จะพอเข้าใจได้แล้วว่า ทำไมการที่เว็บไซต์ของเราขึ้นหน้าแรก Google ได้จึงเป็นเรื่องสำคัญ การทำ SEO นั้นจะช่วยเพิ่มโอกาสให้คนที่ค้นหาสิ่งต่างๆ บนโลกออนไลน์สามารถหาคุณเจอ เช่นสมมติผู้เขียนต้องการหาซื้อรองเท้าสักคู่ ในโลกใบนี้มีแบรนด์รองเท้านับไม่ถ้วน แต่พอผู้เขียนค้นหาผ่าน Google แล้วเว็บไซต์ของคุณดันปรากฎให้เห็นก่อนเป็นอันดับต้นๆ แน่นอนว่าการตัดสินใจที่จะคลิกเข้าไปดูมันมีมากกว่าอยู่แล้ว นอกจากนั้นยังช่วยเรื่องความน่าเชื่อถืออีกด้วย เพราะใครๆ ต่างก็รู้ว่าการจะขึ้นมาอยู่บนหน้าแรก Google ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

อีกทั้งการทำ SEO นั้นสามารถทำได้ฟรีและพอเมื่อคุณทำจนเว็บไซต์ติดหน้าแรกได้แล้ว ก็ยังช่วยลดต้นทุนในการซื้อโฆษณาได้อีกด้วย เพราะเสิร์ชแล้วก็เจอเลย (ปกติถ้าเว็บไซต์ยังไม่ขึ้นหน้าแรก คุณสามารถทำให้เว็บไซต์แสดงอยู่บนหน้าแรกได้เร็วที่สุดคือการซื้อโฆษณา Search Ad กับ Google แต่ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณา)

ทั้งหมดนี้ก็คือวิธีการทำ SEO ที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ในเว็บไซต์ของคุณเองได้ คราวนี้เรามาดูคำศัพท์ที่คนทำ SEO ควรรู้เอาไว้

คำศัพท์น่ารู้ที่คนทำ SEO พลาดไม่ได้

Algorithm หมายถึง
กระบวนการการทำงานที่ทางแพลตฟอร์มซึ่งในที่นี้คือ Google ออกแบบเอาไว้โดยใช้หลักเหตุและผลมาช่วยเลือกวิธีการหรือขั้นตอนการดำเนินงานต่อไป เพื่อจุดประสงค์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของแพลตฟอร์มให้สูงที่สุดและโปร่งใส

Keyword หมายถึง
คำค้นหาที่ผู้คนใช้สำหรับค้นหาสิ่งต่างๆ ใน Search Engine เช่นหากคนกำลังต้องการซื้อบ้านมือสองย่านรังสิต เขาก็อาจจะใช้คำค้นหาอย่าง “บ้านมือสองรังสิต ไม่เกิน 2 ล้าน” เป็นต้น

Web Page หมายถึง
หน้าต่างๆ ที่อยู่ในเว็บไซต์ เพราะใน 1 เว็บไซต์โดยทั่วไปมักจะมีหลาย Web Page เช่น หน้าแรก หน้าบทความ หน้าสินค้า หน้าติดต่อเรา ฯลฯ

Rank หมายถึง
การจัดลำดับเว็บไซต์ใน Google หรือ Search Engine อื่นๆ ยิ่งถ้า Rank ของคุณสูงขึ้น เท่ากับว่าเว็บไซต์ของคุณก็กำลังค่อยๆ เขยิบขึ้นมาในหน้าแรก Google ขึ้นอยู่ที่ว่าคุณอยู่ใน Rank ลำดับที่เท่าไร

Organic หมายถึง
การกระทำใดๆ ก็ตามที่ทำอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้ใช้เงินในการซื้อโฆษณาหรือการสแปม

Optimize หมายถึง
การเพิ่มประสิทธิภาพ ด้วยการเข้าไปตรวจสอบ แก้ไข ปรับปรุงและอัปเดตอยู่เสมอ

Backlink หมายถึง
ลิงก์เว็บไซต์ของเราที่ถูกนำไปแปะไว้ตามเว็บไซต์อื่นๆ และมีคนคลิกกลับเข้ามา โดยส่วนมากมักจะถูกใส่เอาไว้ในรูปแบบของลิงก์อ้างอิง และ Anchor Link

Rich Snippet หมายถึง
การแสดงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ในหน้าค้นหาของ Google ซึ่งจะพิเศษกว่าตรงที่จะแสดงข้อมูลอื่นๆ นอกเหนือจาก Title และ Description อาทิ คะแนนรีวิว รูปภาพ ราคาสินค้า ฯลฯ โดยผู้ใช้สามารถใส่ข้อมูลเพื่อให้ Google แสดงผลตามที่เราต้องการได้

SERPs หมายถึง
ผลการแสดงลำดับของ Search Engine หรือเข้าใจง่ายๆ ก็คือหน้าผลลัพธ์การค้นหาบน Google เวลาที่คุณพิมพ์คีย์เวิร์ดลงไป โดยแบ่งเป็น 2 ชนิดได้แก่ Organic SERP Listings (ผลลัพธ์ที่แสดงการจัดอันดับแบบธรรมชาติ) กับ Paid SERP Listing (ผลลัพธ์ที่แสดงการซื้อโฆษณากับ Google หรือ Sponsored Links)

หากคุณเคยมองว่าการทำ SEO เป็นเรื่องที่เข้าถึงยากเป็นเรื่องเฉพาะทางที่คนเก่งๆ เท่านั้นจึงจะสามารถทำได้และถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ล่ะก็ จะเห็นได้ว่า SEO เป็นเรื่องที่สามารถศึกษาให้เข้าใจและทำด้วยตัวเองได้ เพียงแต่อาจจะต้องใช้เวลาและการทำอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น  รับทำ SEO