สร้างธุรกิจ E-Commerce การตลาดออนไลน์ด้วยตัวเองอย่างไรบ้าง?

สร้างธุรกิจ E-Commerce การตลาดออนไลน์ด้วยตัวเองอย่างไรบ้าง?

สร้างธุรกิจ E-Commerce
สร้างธุรกิจ E-Commerce

1. เลือกตอบโจทย์ลูกค้า กลุ่ม Niche Market

ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องกลุ่มเป้าหมาย คุณควรจะทำมัน เป็นสิ่งแรก ตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มธุรกิจแล้ว เพราะว่าคุณ จึงควรตอบ ปัญหากลุ่มเป้าหมาย ของคุณ ให้ถูก แล้วก็ ที่สำคัญ ตามหัวข้อ หมายถึง จะต้องเป็น Niche Market เพียงแค่นั้น เนื่องจากว่า ถ้าหากคุณ เจาะกลุ่มของผู้คน ทั่ว ๆ ไป หรือ Mass คุณจะเกิดได้ยาก เพราะ บิ๊ก ๆ ทั้งหลายเค้าเน้นเจาะกลุ่ม เหล่านั้นไปหมดแล้ว คุณต้องคิดถึงกลุ่มที่เฉพาะเจาะจง ลงลึกไป เพื่อให้เห็นภาพง่าย ๆ อย่างเช่น ในเว็บไซต์อย่าง ลาซาด้า จะมีเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ล้นหลาม นานาประการ ถ้าเกิดคุณอยาก เจาะ กลุ่ม Niche ที่เกี่ยวกับเสื้อผ้า คุณก็จำต้องเจาะลึกไป อย่างเป็นต้นว่า เสื้อผ้าคนท้อง หรือ ชุด คนเจ้าเนื้อ บิ๊กไซต์ ฯลฯ คุณควรจะทราบ ทุกฝีก้าว ของ กลุ่ม Niche ของคุณ เริ่มจากการผลิต Brand Awareness สร้างการรับทราบ หมายถึง ทำให้ลูกค้า พบคุณเป็นประจำ ให้ได้เสียก่อน ลูกค้าเดี๋ยวนี้ ชอบมีหาข้อมูล ก่อนซื้อรวมทั้งตรวจสอบราคาตาม เว็บไซต์ ต่าง ๆ

กลยุทธ์การตลาดอีคอมเมิร์ซ ยุคนี้ มักจะทำทางเดียว คือ โฆษณาจริงๆ แล้วมีงานวิจัย สรุปสถิติ ว่า ผู้บริโภคยุคนี้ ต้องเห็น Ads หรือ โฆษณา ถึง 7 ครั้ง กว่าจะมีการตัดสินใจซื้อ ดังนั้น ในทุกๆก้าว ทุกหน้าจอ ทุกแอพฯ ลูกค้าควรได้พบเห็นคุณ และเมื่อพวกเค้าค้นหาสินค้า ควรก็ต้อง ให้เค้าเจอก่อน และ ให้รายยละเอียดข้อมูลที่ครบถ้วน น่าสนใจ ดึงดูดให้เกิดการตัดสินใจซื้อ จุดสำคัญสุดท้ายคือ จ่ายเงิน ต้องง่ายสั้นจบเร็ว แต่ก็อาจจะมี โปรโมชั่น อัพเซลล์ ครอสเซลล์ ดาวน์เซลล์ กระตุ้นให้ซื้อมากขึ้นอีก

2. รู้ทัน เทรนด์ความต้องการผู้บริโภคในปัจจุบัน

คุณต้องรู้ให้ได้ ว่าสินค้า หรือ เรื่องราว อะไรที่เป็นเทรนด์ มาแรงในปัจจุบัน เพราะะถ้าคุณไหลไปตามกระแส มันจะง่ายมากขึ้นเยอะที่จะมีลูกค้าสนใจ ซึ่งปัจจุบันนี้คุณสามารถรู้เรื่อง เทรนด์ต่างๆ ว่า สินค้า บริการ หรือ เรื่องราวต่างๆ อะไรที่กำลังมา และเป็นที่พูดถึงอยู่ ล้วนแล้วแต่ใช้ข้อมูลโดยตรงจาก Google Trends ทั้งสิ้น เลยทำให้รู้ได้ว่า โอกาสในการขายสินค้ายอดนิยมมันง่ายกว่าที่คิดจริงๆ ข้อมูล กูเกิลเทรนด์ เหล่านี้จะสามารถช่วยคุณได้ตั้งแต่การกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ไปจนถึงการวิเคราะห์พฤติกรรมเชิงลูกค้า เช่น การเจาะกลุ่มลูกค้าตามสถานที่ จังหวด หรือ ภูมิภาค , ระยะหรือช่วงเวลาที่ลูกค้าให้ความสนใจในตัวสินค้า เอาข้อมูลอินไซต์ ต่างๆ แล้วนำเอาข้อมูลพวกนี้ไปต่อยอด ทำแคมเปญจ์การตลาด ออกโปรโมชั่น หรือ ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้โดนใจลูกค้าได้เลย

3. ใช้ประโยชน์จากช่องทางออนไลน์ แบบฟรีๆ

อย่างที่ได้บอกไปข้างต้น ว่า ปัจจุบันมีแพลตฟอร์ม e-commerce ที่เข้ามาเจาะลูกค้าคนไทยมากมาย ดังนี้ อย่าทวนกระแสเพระาคุณเองก็สามารถนำพาสินค้าอันสุดยอดของคุณ ไปเปิดตลาดในช่องทางต่างๆนั้นได้ด้วยตัวเอง และยิ่งไปกว่านั้น ช่วงนี้ อีคอมเมิร์ซแต่ละเจ้ายินดีต้อนรับพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยอย่างยิ่ง โดยไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมอะไรทั้งนั้น รวมถึง บางเจ้ายังฟรีค่าจัดส่งให้ด้วย รีบเข้าไปลงสินค้าของคุณให้ครบทุกๆช่องทางได้เดี๋ยวนี้เลย ไม่ว่าจะเป็น Lazada, Shopee, 11Street, Kaidee หรือเจ้าใหญ่ ๆ อย่าง Facebook Marketplace และ Google Merchant Center

นอกจาก แพลตฟอร์มการขายของออนไลน์ ที่ได้บอกไป ก็ยังมีช่องทางอื่นๆที่อาจจะไม่ใช่ อีคอมเมิร์ซ โดยตรงแต่คุณสามารถใช้มันในการโปรโมทสินค้าหรือ ขายของได้ และอาจจะขายดีด้วย เช่น Facebook Live , Facebook Group , เฟสส่วนตัวของคุณ , Facebook เพจ , Instagram , Line , Line@ , Twitter , Youtube , Webboard และ เว็บไซต์ ของคุณเอง

4. มีช่องทางหลัก สำหรับการเก็บข้อมูล ของลูกค้า

ข้อนี้เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มัก มองข้าม สิ่งนี้ก็เพราะว่า การที่ลูกค้าคนหนึ่งจะตัดสินใจซื้อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของคุณก็ว่ายากแล้ว ความยากในส่วนนี้ คุณต้องคำนวณออกมาให้เห็นได้ชัด ว่าด้วยงบการตลาดที่คุณลงทุนไปเท่าไหร่กว่าจะได้ลูกค้า 1 คนมาซื้อ (Cost per Customer) อีกใช้งบน้อยเท่าไหร่ กำไรก็จะมีสิทธิ์โตตามไปด้วย และ จุดพีคอยู่ที่ คุณสามารถทำให้ลูกค้าที่ซื้อสินค้าคุณแล้ว ทำ 2 เรื่องต่อไปนี้ได้ ถือว่า คุณทำการตลาดถึงลูกค้าคนนั้นได้สำเร็จ 2 เรื่องนี้ คือ

กลับมา ซื้อซ้ำ
บอกต่อ ชักชวน
เมื่อคุณทำได้ตามนี้ ยอดขายจะขยับขยายได้อย่างรวดเร็ว เพราะคุณไม่ต้องทำการตลาดด้วยตัวคนเดียวอีกแล้ว ลูกค้าของคุณ จะเป็นนักขายให้กับแบรนด์ของคุณไปโดยไม่รู้ตัว แต่การทำให้สำเร็จอย่างที่ว่าได้นั้น ต้องมาจากหลายๆปัจจัย เช่น การเอาใจใส่ลูกค้า คุณภาพของสินค้าและบริการ คุณค่าที่ลูกค้าได้รับ ถ้าทำได้ คำว่าลูกค้าจะเปลี่ยนไปเป็น สาวก อย่างที่ Apple ทำได้มาแล้ว

5. ลงมือทำ

ข้อเสียของคนไทย ด้วยกัน รวมทั้ง ผู้ขียนด้วย คือ วางแผน เยอะไป ไม่ได้ลงมือทำซะที มีคำกล่าวยอดนิยม จากนักชกผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลอย่าง ไมค์ ไทสัน ว่า ” Everyone has a plan ’till they get punched in the mouth ”

ซึ่งเป็นประโยคที่ไว้เตือนสติ ผู้ประกอบการได้ว่า อย่ามัวให้น้ำหนักกับแผนไปมากกว่าการลงมือทำดูซะบ้าง หลากหลาย นักการตลาด คาดการณ์ ว่า ใน 5 ปีข้างหน้า ตลาด e-Commerce ในประเทศไทยของพวกเรานั้น จะมีโอกาสเพิ่มขึ้น 8% เลย ถ้าเทียบว่า ตอนนี้ มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซในไทย จากธุรกิจค้าปลีก เป็น 1% เท่ากับ 42,000 ล้านบาท ดังนั้น แปลว่า ในอีก 5 ปีที่จะมาถึง มูลค่าตลาดของอีคอมเมิร์ซ จะสูงถึง 280,000 ล้านบาท เนื่องจาก คนไทย จะเรียนรู้ และ รู้จัก อีคอมเมิร์ซและการขายของออนไลน์กันเข้าเส้นไปแล้ว ทำ marketing online เพราะการระดมทุนมหาศาลเพื่อกระตุ้น การช้อปปิ้งออนไลน์ของคนไทย

สิ่งสำคัญที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากที่สุดคือ เว็บไซต์ เพราะถือเป็นเครื่องมือ ที่จะทำให้ผู้บริโภค หรือนักช้อปออนไลน์ เข้าถึงแบรนด์ ได้ง่ายขึ้น แล้วอะไรคือ สิ่งสำคัญที่ผู้บริโภค มองหาเป็นอันดับแรก จากผลการวิจัยล่าสุดของ Episerver ที่สำรวจข้อมูลของผู้บริโภคจำนวน 1,112 คน ในสหรัฐฯ ในช่วงเดือนตุลาคม 2016 เกี่ยวกับการซื้อสินค้าออนไลน์ พบว่า 43% เมื่อเข้าเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ พวกเขา อยากเห็นข้อมูล เกี่ยวกับการจัดส่งสินค้า ตามมาด้วย 38% ต้องการสินค้า/บริการ และการแนะนำสินค้าที่ตรงกับความต้องการของตัวเอง และ 33% ต้องการข้อมูลของสินค้า / บริการ

ทั้งนี้ การสร้างประสบการณ์ ให้ผู้บริโภค เป็นสิ่งที่แบรนด์มองข้ามไม่ได้ ตั้งแต่วินาทีแรก ที่พวกเขาเข้ามายังเว็บไซต์ และยิ่งหากมีการซื้อขายเกิดขึ้น แบรนด์ต้องทำให้พวกเขากลับเข้ามาอีกครั้ง เปลี่ยนลูกค้าขาจร ให้เป็นลูกค้าประจำ ผลสำรวจระบุว่า 38% ของกลุ่มสำรวจ ต้องการแบรนด์จดจำประวัติการซื้อ และ 25% อยากแบรนด์จำได้ว่าตัวเองสนใจสินค้าประเภทไหน เพื่อแนะนำสินค้าที่ตรงกับความต้องการ

Online Marketing เป็นช่องทางดำเนินธุรกิจอีกทางหนึ่ง ที่ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เนื่องจาก Internet เป็นทั้งเครื่องมือการค้า ช่องทางการจำหน่าย และ ช่องทางโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้า ได้อย่างกว้างขวาง เพราะฉะนั้น

E-Commerce จึงได้พลิกโฉมรูปแบบการค้า และ เปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตของเรา

ดังนั้น เราจึงไม่ควรมองข้ามตลาดออนไลน์ หรือ E-Commerce ดังกล่าวไปได้เลย เพราะสังคมออนไลน์เติบโตขึ้นทุกวัน

การทำงานในรูปแบบ Work at Home ก็มีอัตราการเพิ่มขึ้นสูง ซึ่งกลุ่มคนออนไลน์เหล่านี้ จะนิยมใช้บริการออนไลน์เป็นอย่างมาก เช่น online banking, ซื้อของออนไลน์, chat, หาเพื่อน, หาคู่เดทออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งพฤติกรรมของสังคมออนไลน์ดังกล่าว สามารถเพิ่มโอกาสทำรายได้ให้แก่ผู้ทำ E-Commerce ได้อย่างมากเลยทีเดียว

สินค้าที่นิยมนำมาทำธุรกิจ E-Commerce ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่ผู้ซื้อรู้จักอยู่แล้ว ซึ่งลูกค้าเลือกซื้อได้จากทุกที่ เช่น หนังสือ ของเล่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ดอกไม้ เครื่องประดับ เพลง video game ซอฟต์แวร์ ข้อมูลจากซีดีรอม เป็นต้น

ข้อดีของการทำ E-Commerce นั้น ช่วยทำให้ผู้ประกอบการ ประหยัดกว่า การทำธุรกิจแบบเดิม ๆ ที่ต้องส่ง catalogue ไปให้ลูกค้าเลือกซื้อ หรือ เสียค่าเช่าเปิดบูธแสดงสินค้าในงาน trade show ต่าง ๆ เพื่อโปรโมทสินค้า

ถ้าสร้างเว็บไซต์ E-Commerce บนอินเตอร์เน็ต เพื่อทำเป็นบูธแสดงสินค้าถาวร ที่ลูกค้าสามารถเข้าชมได้ตลอด 24 ชั่วโมง และ ดำเนินการค้าขายได้อย่างอิสระทั่วโลก ซึ่งนับเป็นข้อดีอีกข้อของ การทำ E-Commerce

หากเราไม่อยากจะสร้างเว็บไซต์ ของตัวเอง ซึ่งค่อนข้างยุ่งยาก เราอาจจะจ้าง บริษัทรับออกแบบเว็บ E-Commerce ช่วยสร้างเว็บไซต์ และ ดูแลเว็บไซต์ ตลอดอายุการใช้งานได้ ซึ่งจะเป็นที่รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ไว้ และ เป็นการง่ายต่อผู้ซื้อในต่างประเทศ ที่จะเลือกซื้อสินค้าได้

การทำ E-Commerce เป็นการตลาดที่ใช้ต้นทุนต่ำ เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ในการเดินทางไปติดต่อธุรกิจกันเลย ง่ายต่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ สามารถเข้าถึงลูกค้าที่ใช้บริการ Internet ได้ง่ายมาก ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และ เวลาสำหรับผู้ซื้อกับ

ผู้ขาย และ ไม่จำเป็นต้องเปิดร้านขายสินค้า ที่ต้องมีการจดทะเบียนต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากพอสมควร เพียงแค่มีสินค้า และ บริการให้กับลูกค้าเท่านั้น เราก็สามารถดำเนินธุรกิจ E-Commerce ได้อย่างสะดวกสบายแล้ว

สร้างธุรกิจ E-Commerce
สร้างธุรกิจ E-Commerce

7 ไอเดีย สร้างคอนเทนต์ สำหรับเว็บไซต์ธุรกิจ E-Commerce เพื่อส่งเสริมยอดขายให้กับเว็บไซต์ธุรกิจ E-Commerce ของคุณกันบ้างไปดูกันเลย

1. ผลิตภัณฑ์ที่จะขายควรจะมีการเขียนคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ให้กับลูกค้าอย่างชัดเจน

หากคุณ กำลังเริ่มต้นทำธุรกิจ เกี่ยวกับการขายผลิตภัณฑ์ สิ่งที่คุณควรทำ นอกเหนือจากการโปรโมทผลิตภัณฑ์เหล่านั้น ก็คือการเขียนคำแนะนำ ที่เป็นประโยชน์ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ที่คุณกำลังจะขาย หรือขายอยู่ เพื่อให้ผู้ที่มีความสนใจ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ที่คล้ายคลึงกัน มีโอกาสที่จะค้นหาเจอเว็บไซต์ ของคุณ เนื่องจาก การเขียนคอนเทนต์ เป็นช่องทางที่ดีในการทำ SEO และเป็นช่องทางที่ดี ในการสอดแทรกคีย์เวิร์ด ได้อย่างแนบเนียน

2. สร้างวิดีโอและคู่มือผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดี

การเขียนแนะนำผลิตภัณฑ์ เป็นสิ่งที่ดี แต่ผู้บริโภคในปัจจุบัน ก็ไม่ได้มีความต้องการที่จะ เรียนรู้ข้อมูล เพียงแค่ช่องทางการอ่านเท่านั้น เพราะผู้บริโภค ยังต้องการเห็นถึงลักษณะการทำงาน วิธีการดูแลรักษา ทั้งรูปแบบของตัวหนังสือ และภาพเคลื่อนไหวที่ถูกออกแบบมาอย่างดี ที่จะแสดงถึงความใส่ใจ ที่คุณมีให้ต่อลูกค้า และสามารถดึงดูด ความสนใจ ของผู้คนได้เป็นอย่างดี

3. เขียนกรณีศึกษาหรือเรื่องราวความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการใช้ผลิตภัณฑ์

ลูกค้าส่วนใหญ่มักตั้งคำถามมากมายก่อนที่จะตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้สวยงามมาก แต่ด้านการใช้งานผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้จะสามารถตอบสนองความต้องการได้มากน้อยแค่ไหน ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ดีจริงหรือไม่ ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้จะใช้ได้ผลดีแค่ไหน และคำถามอื่นๆ อีกมากมายที่เกิดขึ้นก่อนการตัดสินใจซื้อ

หากเกิดคำถามในรูปแบบนี้บ่อยๆ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซของคุณคงจะขาดโอกาสในการสร้างกำไรอีกหลายครั้งแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่คุณควรทำเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับกลุ่มลูกค้าก็คือ การเขียนคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาถึงกรณีศึกษา หรือเรื่องราวความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการใช้ผลิตภัณฑ์ของคุณขึ้นมา เพื่อเพิ่มความมั่นใจของลูกค้า ที่มีต่อผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้น ทำ marketing online

4. สร้างแผนภูมิขนาดของผลิตภัณฑ์

แผนภูมิขนาดของผลิตภัณฑ์ คืออัตราส่วนที่ลูกค้าสามารถทำการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ ให้มีขนาดใกล้เคียงกับขนาดจริงของผลิตภัณฑ์มากที่สุด แม้ลูกค้าจะไม่ได้เห็น หรือสัมผัสสินค้าจริง คอนเทนต์ในลักษณะนี้เป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซอย่างมาก เพราะแผนภูมิขนาดของผลิตภัณฑ์ เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ลูกค้าสามารถจินตนาการถึงขนาดของผลิตภัณฑ์ ที่จะเข้ามาเป็นตัวช่วยที่ดีในการตัดสินใจซื้อของลูกค้า

5. ให้ความหมายของคำศัพท์เฉพาะ

ในการเขียนคอนเทนต์ สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซคุณไม่ควรลืมการทำคอนเทนต์ ที่ให้ความหมายของคำศัพท์เฉพาะที่คุณมักใช้ในการเขียนคอนเทนต์อื่นๆ ภายในเว็บไซต์ หรือศัพท์เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และผลิตภัณฑ์ของคุณลงไปด้วย เพราะบางครั้งผู้เข้าชมก็ไม่ได้มีความคุ้นเคย หรือทราบความหมายของคำศัพท์เหล่านั้นเลย

หากคุณได้เขียนคอนเทนต์ที่ให้ความหมายของคำศัพท์เฉพาะของธุรกิจ หรือผลิตภัณฑ์ขึ้นมา ผู้เข้าชมเนื้อหาภายในเว็บไซต์ของคุณจะสามารถเข้าใจในเนื้อหาของคุณได้ง่ายขึ้น และในบางครั้งคอนเทนต์รูปแบบนี้ก็มักจะดึงดูดความสนใจของผู้คนได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

6. อ้างอิงที่มาของแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

การใส่แหล่งอ้างอิงที่มาของแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือลงไปในคอนเทนต์ ก็เหมือนการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคอนเทนต์ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้หากคุณต้องการใส่อ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลลงไปในคอนเทนต์ คุณควรทำการสรุปเนื้อหาจากแหล่งที่มาให้ครบถ้วน ชัดเจน และแม่นยำที่สุด เพื่อป้องกันการเปลี่ยนหน้าเว็บไซต์ของผู้เข้าชมที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกไม่มั่นใจในเนื้อหาที่คุณได้นำเสนออยู่

7. ให้เคล็ดลับและคำแนะนำสำหรับผู้ใช้ผลิตภัณฑ์

การเขียนคอนเทนต์ที่ให้เคล็ดลับ และคำแนะนำสำหรับผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ เป็นการทำคอนเทนต์ที่ดี ที่สามารถทำให้ผลิตภัณฑ์ของคุณน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และในบางครั้งการให้เคล็ดลับหรือคำแนะนำในการใช้งานก็เป็นสิ่งที่เพิ่มแรงกระตุ้นให้ผู้คนเกิดความต้องการซื้อ หรือใช้งานผลิตภัณฑ์ของคุณมากขึ้นอีกด้วย

ทำ marketing online