รีวิวหนัง คิดถึงวิทยา หนังที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจ มากไปด้วยนักแสดงมากฝีมือ

รีวิวหนัง คิดถึงวิทยา หนังที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจ มากไปด้วยนักแสดงมากฝีมือ

 

รีวิวหนัง  ปีการศึกษา 2555 “สอง” (บี้ สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว) อดีตนักกีฬามวยปล้ำตกอับต้องผันตัวเองมาเป็นครูยังโรงเรียนแห่งหนึ่งที่กว่าจะไปถึงต้องออกเดินทางตั้งแต่เช้ามืด ขึ้นรถผ่านผืนป่า ลงเรือฝ่าผืนน้ำหลายชั่วโมง โรงเรียนซึ่งตั้งอยู่กลางเขื่อน โอบล้อมด้วยภูเขาและผืนน้ำอันกว้างใหญ่ “โรงเรียนบ้านแก่งวิทยา สาขาเรือนแพ”

โรงเรียนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เด็ก ๆ ลูกชาวประมงที่ไม่มีโอกาสออกไปนอกเขื่อนได้มีโอกาสเรียนหนังสือ สองต้องสอนเด็ก ๆ สุดแสบที่แม้จะมีเพียง 4 คน แต่ก็ล้วนเรียนกันคนละชั้นกันหมด แถมเขายังต้องสอนเด็ก ๆ ทุกวิชาทุกชั้นเรียนด้วยตัวคนเดียว ยิ่งไปกว่านั้นเขายังต้องทนกับสภาพที่ไม่มีทั้งไฟฟ้าน้ำประปา หนำซ้ำต้องผจญกับความเหงาที่ไม่สามารถติดต่อใครได้เพราะที่โรงเรียนนี้ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์

สิ่งเดียวที่พอจะช่วยให้สองคลายเหงาได้คือไดอารี่เล่มหนึ่งที่ถูกลืมทิ้งไว้ของ “แอน” (พลอย เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์) ครูคนเก่าที่เพิ่งย้ายออกไป แอนเขียนตัดพ้อถึงชีวิตของเธอและครูทุกคนที่มาสอนที่นี่ว่านอกจากจะลำบากแล้วยังต้องเลิกกับแฟนทุกราย ถึงขนาดตั้งฉายาให้โรงเรียนนี้ว่า “ถ.ท.ว. ถูกทิ้งวิทยา”

สองอ่านเรื่องของแอนผ่านสมุดเล่มนี้เสมือนเธอเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่เข้าใจหัวอกของเขา จนกลายเป็นความผูกพันผ่านตัวหนังสือที่ยิ่งอ่านเขาก็ยิ่งเฝ้าคิดถึงตัวจริงของเธอ แต่แม้สองจะอยากเจอแอนแค่ไหน เขาก็ไม่รู้ว่าจะไปพบเธอได้อย่างไร…

ปีการศึกษา 2556 โชคชะตานำพาให้แอนกลับมาสอนที่โรงเรียนแห่งนี้อีกครั้ง ทว่าสองกลับไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว แอนพบไดอารี่ที่เธอลืมทิ้งไว้ พอแอนเปิดอ่านก็ต้องแปลกใจเมื่อได้พบกับลายมือของสองที่เขียนต่อจากสิ่งที่เธอเคยเขียนไว้ เขาระบายความรู้สึกในใจตลอดช่วงเวลาที่สอนอยู่ที่นี่ โดยเฉพาะความหวังที่เขาอยากจะพบกับแอนสักครั้ง

แอนไม่รู้ว่าสองจากไปเพราะอะไร ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนหรือแม้กระทั่งว่าเขาเป็นใคร แต่การได้รู้ว่ามีคนอีกคนที่เคยอยู่ในที่แห่งเดียวกับเธอคอยเฝ้าคิดถึงแต่เธอ ความรู้สึกในการกลับมาสอนที่โรงเรียนแห่งนี้อีกครั้งของแอนก็เปลี่ยนไปจากเหมือนถูกทิ้งกลายมาเป็นความคิดถึง

สวัสดีครับ เมื่อวานก็ได้มีโอกาสชมหนังไทยเรื่อง “คิดถึงวิทยา” ในรอบสื่อมวลชน ก็ต้องขอขอบคุณทาง GTH มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

“คิดถึงวิทยา” เป็นหนังเรื่องล่าสุดจากทางค่าย GTH ที่ห่างหายจากจอหนังไปเกือบ 1 ปี เต็มๆ นับตั้งแต่ “พี่มาก..พระโขนง” การห่างหายไปของ GTH จากโรงหนัง คงต้องมีสาเหตุอะไรบางอย่าง แต่ในเมื่อหนังมีเวลาในการสร้าง การผลิต เพิ่มขึ้นเป็นครึ่งปี มันก็ย่อมต้องดีมากขึ้นมากขึ้น จริงไหมเอ่ย

ดังนั้น ความคาดหวังต่อ “คิดถึงวิทยา” จึงอยู่ในระดับที่สูงมาก แน่นอนว่าหนัง GTH ทุกเรื่อง ผมคาดหวังสูงอยู่แล้ว แต่เมื่ออยู่ในมือผู้กำกับอย่าง พี่ต้น-นิธิวัฒน์ ธราธร ผู้กำกับหนังไทยที่ผมชื่นชอบอย่าง Season change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ก็ยิ่งไม่มีอะไรน่ากังวล

ตอนที่ได้ดูตัวอย่างหนังเรื่องนี้ มีความรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย รู้สึกว่าหนังมันน่าจะโรแมนติก น่าจะดูแล้ว Feel Good ดูแล้วน่าจะเจ็บจี๊ดๆในอารมณ์ แต่ก็แอบเสียดายว่าจะเอา เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ มาโผล่ในตัวอย่างทำไม น่าจะเก็บไว้ Surprise คนดูน่าจะดีกว่า

ช่วงแรก หนังใช้วิธีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจดีครับ การตัดสลับไปมาแบบฉับไว ทำให้ผมเกิดความคาดหวังว่าหนังจะทันสมัย เล่าเรื่องแบบรวดเร็ว ซึ่งก็เป็นจริงอยู่ได้พักนึงเท่านั้น แล้วหนังก็เริ่มเล่าเรื่องแบบธรรมดา แต่การปูพื้นฐานให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของครูในโรงเรียนเรียนเรือนแพนั้นเป็นอย่างไร ก็ทำได้ดีจนผมอึ้งๆอยู่เยอะ ส่วนพื้นฐานความเป็นมาของทั้งครูแอนและครูสอง ก็เล่าได้พอรู้เรื่องประมาณนึง จุดสำคัญที่เป็นตัวเชื่อมเรื่องคือไดอารี่นั้น ทำได้ดีครับ และมุกตลกน่ารักๆ ก็มียิงมาประปราย ดูแล้วพอได้หัวเราะยิ้มๆได้เรื่อยๆ

ช่วงกลาง ดูเหมือนว่าหนังจะค่อนข้างชัดเจนในด้านการเล่าเรื่องที่เน้นไปในเรื่องของความรัก ความเหงา การใช้ชีวิตที่ยากลำบาก กำลังใจ การต่อสู้ แต่เน้นไปที่ตัวของครูสองกับครูแอนในมุมของครูสองเป็นหลัก… หนังก็ดำเนินเรื่องไปได้ดีเลยครับ ยิ่งบวกกับความน่ารักของเด็กๆ ก็ยิ่งดูได้เพลิน จนพอหนังไปถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ (ผมมองว่ามันละครทีวีไปนะครับ โบราณมากพล็อตแบบนี้) หนังก็พาเราไปมองเห็นมุมของครูแอนบ้าง ช่วงนี้เริ่มรู้สึกได้ว่า หนัง “พยายาม” โรแมนติก เป็นอย่างมาก แต่ก็เป็นความพยายามที่ดีเลย เพราะดูจะได้ผลพอสมควร ช่วงจุดเปลี่ยนอันนั้น ผมขอชื่นชมเทคนิก Long Take ที่นำมาใช้ได้น่าสนใจครับ รวมทั้งการแสดงของพลอยใน Long Take นี้ด้วยที่ไม่หลุดเลย

ช่วงท้าย หนังเข้าสู่ความเป็น “คิดถึงวิทยา” เต็มๆ โดยเล่าว่าความคิดถึงมันแปรเปลี่ยนไปเป็นอะไร แล้วหนังก็หักทิศทางอีกครั้ง จนผมเริ่มไม่แน่ใจว่า จะทำยังไงหนังถึงจะไปจบแบบ “Feel Good” (หนังแนวนี้ของ GTH ผมไม่เคยกล้าคิดว่า GTH จะไม่ Feel Good) แต่หนังก็ไปได้ในแบบที่ดูเรียบง่ายราบรื่นและสวยงาม แล้วก็จบไปอย่าง Feel Good ตามความประสงค์ ส่วนตัวผมว่าตอนจบมันไปได้พี๊คกว่านี้อีกเยอะ แต่ดูเหมือนหนังต้องการอารมณ์กรุ่นๆ อบอุ่นกึ่งเหงา ดูจบแล้วสบายใจเสียมากกว่า
การแสดง เป็นส่วนที่หาข้อติแทบจะไม่ได้เลยของหนังเรื่องนี้ ทั้งบี้ ทั้งพลอย เวียร์ นักแสดงสมทบ รวมทั้งนักแสดงเด็กทุกคน ทำได้ดีมากๆๆๆ เรียกว่าดูแล้วไม่มีความรู้สึกติดขัดสะดุดสายตาแต่ประการใด

ข้อดี ของหนังเรื่องนี้คือ หนังชัดเจนในเรื่องที่จะเล่า พาคนดูไปในทิศทางที่หนังอยากให้เป็นได้โดยไม่หลุดออกไป ยิ่งถ้ารับสิ่งที่หนังส่งออกมาได้มาก ก็จะยิ่งอิน อิ่ม สบายใจ มีความสุข เรียกว่ายิ้มออกมาจากโรงได้เลย ยิ่งใครคิดถึงหนังสไตล์ GTH ชอบหนังสไตล์ GTH เรื่องนี้มันเป็น GTH แบบสุดโต่งเลยล่ะครับ

ข้อเสีย บอกตรงๆว่าผมไม่แน่ใจว่ามันเรียกว่าข้อเสียได้หรือเปล่า เอาเป็นว่าเป็นข้อสังเกตละกันครับ [Spoil] หนังเรื่องนี้ มีกรอบมากๆครับ กรอบของความเป็นหนังรักโรแมนติก Feel Good และ GTH กรอบเหล่านี้ครอบความกล้าที่จะหลุดออกมาของหนังไว้จนมิด ทั้งที่ประเด็นในหนังมันสามารถสร้าง Conflict ใหญ่โตระดับสะเทือนระบบการศึกษาของสังคมไทยได้เลย แต่หนังข้ามสิ่งเหล่านั้นไป เล่าแค่ที่อยากจะเล่า ปัญหาระดับรากเหง้าของประเทศ เลยกลายเป็นแค่เรื่องปัญหาเล็กๆในความโรแมนติกเท่านั้น ผมมั่นใจว่าถ้าเรื่องนี้ไม่ใช่ค่าย GTH ทำ ประเด็นเหล่านี้จะกลายเป็นประเด็นใหญ่โตที่ถูกเอามาขยี้ให้เรารู้สึกได้เลยว่าระบบการศึกษาของเรามันแย่แค่ไหน ที่น่าสนใจกว่านั้น แน่ใจว่า “ครู” ที่หนังสื่อมาให้เห็นเป็น “ครู” ที่ควรจะเป็นจริงๆของสังคมไทย อยากให้คิดให้ละเอียดๆนะครับ ถ้าหนังจงใจซ้อนภาพตลบ 2 ชั้นให้คนดูหวนมาคิด ก็ถือว่าดี แต่ผมว่าไม่น่าจะใช่ ดูหนังออนไลน์ไทย